รีวิวเครื่องเสียง Sony รุ่น LSPX-S2 ลำโพงแก้วไร้สาย

Sony เปิดตัวลำโพงไร้สายรุ่น LSPX-S1 ออกมาครั้งแรกเมื่อปี 2016 มีความพิเศษคือเป็นลำโพงไร้สายที่ใช้วัสดุที่เรียกว่า “organic glassหรือ “acrylic resinมาทำหน้าที่ในการสร้างความถี่ในย่านสูงแทนที่ทวีตเตอร์ไดเวอร์แบบเดิมๆ โดยอาศัยการทำงานของ actuator ในการกระตุ้นเร้าให้หลอดแก้วออร์แกนิคเกิดการสั่นออกมาเป็นคลื่นเสียงแหลม ต่อมา Sony ได้นำเทคนิค actuator นี้ไปใช้กับ OLED-TV รุ่น A1 แทนที่ระบบลำโพงแบบเดิม ทำให้ทีวีรุ่น A1 ของ Sony มีลักษณะเป็น speakerless TV คือไม่มีไดเวอร์ลำโพงแบบเดิมๆ แต่อาศัยตัว actuator กระตุ้นแผงหน้าจอของทีวีออกมาเป็นเสียงแทน นับเป็นนวัติกรรมใหม่ที่สร้างความสนเท่ห์ให้กับทุกคนที่พบเห็น เพราะนอกจากความแปลกแล้ว มันยังให้เสียงที่ดีน่าพอใจอีกด้วย

ทางซ้ายรุ่น LSPX-S1, ทางขวารุ่น LSPX-S2

*actuator คืออะไร.?

Anactuatoris a component of a machine that is responsible for moving and controlling a mechanism or system, for example by opening a valve. In simple terms, it is a “mover“. An actuator requires a control signal and a source of energy.

แอคทูเอเตอร์” เป็นส่วนประกอบของเครื่องจักรที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวและควบคุมกลไกหรือระบบ ตัวอย่างเช่นควบคุมการเปิดวาล์ว เรียกง่ายๆ ว่า ตัวกระตุ้นสั่นซึ่งแอคทูเอเตอร์ต้องอาศัยสัญญาณควบคุมและแหล่งพลังงานในการทำงาน เมื่อนำเทคนิคนี้มาใช้ในการสร้างเสียงดนตรี สัญญาณเสียงที่อยู่ในวงจรอิเล็กทรอนิคซึ่งอยู่ในรูปของสัญญาณไฟฟ้าจะทำหน้าที่ควบคุมตัวกระตุ้น (actuator) ให้ส่งพลังงานสั่นสะเทือนไปที่หลอดแก้ว ทำให้หลอดแก้วสั่นตามจนเกิดเป็นคลื่นเสียงออกมา

รูปร่างหน้าตา
และส่วนประกอบหลักๆ

เชื่อว่า ถ้าวางไว้เฉยๆ ใครเห็นก็คงคิดว่าเป็นเชิงเทียนไฟฟ้าแน่ๆ โดยเฉพาะตอนเปิดโหมด Candle Light มาดูกันหน่อยว่า คนออกแบบลำโพงไร้สายตัวนี้เขาแอบซ่อนไดเวอร์ไว้ตรงไหนบ้าง.?

มองทะลุเข้าไปในส่วนฐานล่างของหลอดแก้ว จะสังเกตเห็นแท่ง actuator (ศรชี้) จำนวน 3 แท่งประกบอยู่ที่ฐานของหลอดแก้ว ซึ่งสัญญาณเสียงความถี่เสียงจะถูกส่งผ่านมาที่แท่ง actuator ทั้งสามแท่งนี้ เมื่อได้รับสัญญาณ แท่ง actuator ทั้งสามจะสั่นไปตามลักษณะคลื่นเสียงที่ได้รับเข้ามา และส่งพลังงานความสั่นสะเทือนไปที่หลอดแก้ว ซึ่งหลอดแก้วอะครีลิคนี้สามารถสร้างคลื่นเสียงแหลมขึ้นไปได้ถึง 40,000Hz ตามมาตรฐาน Hi-Res Audio พอดีเป๊ะ

ส่วนความถี่ในย่านกลางลงไปทุ้มจนถึงความถี่ที่ 60Hz ถูกสร้างขึ้นโดยวูฟเฟอร์ทรงกรวยไดนามิกที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของไดอะแฟรมเท่ากับ 35 .. จำนวนหนึ่งตัว (ศรชี้ รูปบน) ติดตั้งหงายชี้ฟ้าอยู่ในตัวตู้ทรงกระบอกส่วนล่าง โดยมีช่องรีๆ สามช่อง (ศรชี้ รูปล่าง) ช่วยระบายเสียงกลางและทุ้มออกมา

และที่ส่วนล่างภายในตัวตู้ยังมีไดเวอร์พาสซีฟ เรดิเอเตอร์อยู่อีกหนึ่งตัว (ศรชี้) ช่วยเสริมประสิทธิภาพในการตอบสนองความถี่ต่ำของวูฟเฟอร์ให้มากขึ้น

ฟังท์ชั่นสั่งงาน

ฟังท์ชั่นที่ใช้ควบคุมสั่งงานลำโพงไร้สายตัวนี้ถูกติดตั้งไว้ที่ส่วนฐานของตัวเครื่องกับใต้ฐานของตัวเครื่องทั้งหมด ตำแหน่ง (A) ในภาพด้านบนเป็นจุดที่ใช้กดเพิ่มเปิด/ปิดการทำงานของตัวเครื่อง โดยมีไฟ LED ขนาดเล็กติดตั้งอยู่ด้านบนสำหรับแสดงสภาวะการทำงานของฟังท์ชั่นที่เกี่ยวข้องกับปุ่มเพาเวอร์นี้ ถัดมาตำแหน่ง (B) ที่มีสัญลักษณ์ตัวโน๊ตนั้นเป็นฟังท์ชั่น Push & Play มีไว้ให้ใช้เป็นทางลัดสำหรับเข้าฟังเพลงจากผู้ให้บริการทางอินเตอร์เน็ต Spotify ผ่านสมาร์ทโฟนหรือแท็ปเล็ต

ตำแหน่งถัดไป (C) เป็นขั้วต่อ Micro-USB สำหรับชาร์จไฟ ซึ่งกรณีที่คุณชาร์จไฟครั้งแรกขณะเครื่องปิดการทำงาน หลังจากเสียบขั้วต่อของสาย Micro-USB เข้าไปแล้ว เครื่องจะถูกกระตุ้นเปิดขึ้นมา ไฟ LED สีขาวที่อยู่เหนือสัญลักษณ์เพาเวอร์ฯ (ตำแหน่ง A) จะสว่างขึ้นมาเป็นสีขาวและกระพริบช้าๆ หลังจากชาร์จไฟเต็มแล้ว ไฟ LED นั้นจะสว่างค้างเป็นสีขาว แต่ถ้าคุณชาร์จไฟขณะเครื่องปิดไม่ได้ใช้งาน ไฟแอลอีดีดวงเดียวกันนี้จะสว่างขึ้นเป็นสีส้ม และเมื่อชาร์จไฟเต็มแล้ว ไฟดวงนี้จะดับลง เมื่อคุณใช้งานไปเรื่อยๆ จนไฟแบตเตอรี่อ่อนเกือบหมด ไฟ LED ดวงนี้จะกระพริบเป็นสีแดง และมีเสียงเตือนให้รู้ว่าแบตเตอรี่อ่อน เมื่อไฟหมดเครื่องก็จะดับ ปิดการทำงานลงอัตโนมัติ

แบตเตอรี่ที่ใช้เก็บไฟในตัวลำโพงไร้สายตัวนี้เป็นแบบลิเธียม ไอออน ใช้เวลาชาร์จให้เต็มประมาณ 5 ชั่วโมง สามารถใช้งานต่อเนื่องได้ประมาณ 8 ชั่วโมง

ตรงตำแหน่ง (D) เป็นจุดเสียบขั้วต่อแจ๊ค Mini 3.5mm ซึ่งเป็นอินพุต AUDIO IN ที่มีไว้รองรับสัญญาณเพลงจากสมาร์ทโฟนหรือเครื่องเล่นไฟล์เพลง (DAP) ด้วยสายสัญญาณนั่นเอง

ถัดจากขั้วต่อ AUDIO IN ไปทางขวา เป็นจุดที่ใช้ควบคุมความดังของเสียง วิธีควบคุมก็แค่ใช้ปลายนิ้วกดลงไปตรงสัญญาณ – ถ้าต้องการลดความดัง หรือกดลงไปที่สัญลักษณ์ + เมื่อต้องการเพิ่มความดัง ซึ่งในการใช้งานร่วมกับ application ส่วนใหญ่ คุณก็สามารถอาศัยฟังท์ชั่นปรับเพิ่ม/ลดความดังของเสียงผ่านทางแอพฯ เหล่านั้นแทนได้

ภาพบนนี้เป็นลักษณะของการปรับเพิ่ม/ลดความดังของลำโพงไร้สายตัวนี้ผ่านทางแอพลิเคชั่นของ Sony เองที่ชื่อว่า “Music Centerซึ่งเป็นแอพฯ ฟรี รองรับทั้ง Android และ iOS

การเชื่อมต่อคลื่นไร้สาย
เพื่อการฟังเพลง

ลำโพงไร้สายตัวนี้ถูกออกแบบมาให้สามารถรองรับสัญญาณเสียงผ่านทางคลื่นไร้สายได้ทั้ง Wi-Fi และ Bluetooth โดยเอาจุดกำเนิดการเชื่อมต่อกับคลื่นไร้สายทั้งสองแบบไว้ใต้ฐานของตัวเครื่อง

A = ใช้ปรับตั้งปริมาณความสว่างของไฟในหลอดแก้ว
B = จุดสัมผัสเพื่อเชื่อมต่อ Bluetooth ด้วยเทคโนโลยี NFC
C = ใช้ปลายนิ้วกดตำแหน่งนี้เมื่อต้องการจับคู่ Bluetooh กับอุปกรณ์ตัวอื่น
D = จุดสัมผัสเพื่อเปิดใช้งานฟังท์ชั่น “Speaker Addกรณีเพิ่มเติมลำโพงไร้สายตัวที่สองเข้ามาทำงานร่วมกัน
E = จุดสัมผัสเพื่อเชื่อมต่อตัวเครื่องเข้ากับคลื่น Wi-Fi
F = จุด reset เพื่อปรับการทำงานของเครื่องไปสู่ค่ามาตรฐานที่ออกมาจากโรงงาน

วิธีเชื่อมต่อกับคลื่น Wi-Fi

หลังจากกดปุ่มเพาเวอร์ฯ เพื่อเปิดเครื่องขึ้นมาแล้ว ให้เอาตัวลำโพง LSPX-S2 ไปใกล้ๆ กับตำแหน่งที่วาง router แล้วใช้ปลายนิ้วกดตรงตำแหน่ง (A) เพื่อเปิดใช้งานฟังท์ชั่น WPS (Wi-Fi Protected Setup) ที่จะช่วยให้การเชื่อมต่อคลื่น Wi-Fi ระหว่าง router กับอุปกรณ์ไร้สาย (ในที่นี้ก็คือลำโพงไร้สาย LSPX-S2 ตัวนี้) ทำได้ง่ายกว่าวิธีอื่น หลังจากกดตรงตำแหน่ง A ค้างไว้ประมาณ 2 วินาที สังเกตไฟ LED ตรงตำแหน่ง (B) จะสว่างเป็นสีขาวกระพริบช้าๆ

จากนั้น ให้ใช้ปลายนิ้วกดตรงปุ่ม WPS บนตัว router ค้างไว้ประมาณ 90 วินาที โดยสังเกตไฟ LED ที่ตัว LSPX-S2 ถ้าหายกระพริบแสดงว่าตัว LSPX-S2 เชื่อมต่อกับคลื่น Wi-Fi เสร็จเรียบร้อย พร้อมใช้งาน

วิธีเชื่อมต่อกับคลื่น Bluetooth

คุณสามารถเชื่อมต่อ LSPX-S2 เข้ากับอุปกรณ์พกพาที่คุณต้องการใช้งานร่วมกันได้ 2 วิธี คือวิธีมาตรฐานทั่วไปกับเชื่อมต่อแบบ one-touch ผ่านเทคโนโลยี NFC (Near-field Communication)

เริ่มด้วยการกดปุ่มเปิดเครื่องก่อน จากนั้นกดปุ่ม Bluetooth Pairing (ศรชี้ A) ค้างไว้ประมาณ 2 วินาที จนมีเสียงดังปี๊บๆ และสังเกตไฟ LED สีขาวที่ตำแหน่ง (B) และไฟ LED ที่ตำแหน่ง Wi-Fi กระพริบสลับกันถี่ๆ แสดงว่าตัว LSPX-S2 ได้ปล่อยคลื่นบลูทูธออกมาแล้ว

ถ้าคุณใช้เครื่องเล่นไฟล์เพลงร่วมกับ LSPX-S2 ให้เข้าไปที่ฟังท์ชั่น Bluetooth Pairing ของตัวเครื่องเล่นไฟล์เพลงของคุณ ซึ่งจะปรากฏชื่อรุ่น LSPX-S2 ขึ้นมาตามที่คุณตั้งชื่อไว้ จากนั้นก็เริ่มเชื่อมต่อ

กรณีที่คุณต้องการใช้สมาร์ทโฟนเชื่อมต่อกับ LSPX-S2 ผ่านบลูทูธ (ตัวอย่างข้างบนผมใช้ iPhone 7) หลังจากกดปุ่ม Bluetooth Pairing บนตัว LSPX-S2 และรอจนไฟ LED กระพริบแล้ว ให้เข้าไปที่ฟังท์ชั่น Bluetooth ของสมาร์ทโฟนหรือแท็ปเล็ตของคุณ แล้วมองหาชื่อรุ่น LSPX-S2_XXXXXX (ศรชี้ รูปบน) จากนั้นก็ให้กดตรงชื่อ LSPX-S2 เพื่อทำการเชื่อมต่อ เมื่อการเชื่อมต่อสำเร็จ ไฟ LED บนตัว LSPX-S2 จะหยุดนิ่งสว่างค้างตลอด

กรณีที่อุปกรณ์พกพาของคุณมีฟังท์ชั่น NFC คุณสามารถเชื่อมต่อกับ LSPX-S2 ได้ง่ายขึ้น โดยผ่าน NFC เริ่มต้นด้วยการเปิดอุปกรณ์พกพาของคุณ (สมาร์ทโฟน หรือ แท็ปเล็ต) แล้วนำอุปกรณ์พกพาของคุณมาแตะที่ใต้ฐานของ LSPX-S2 โดยพยายามให้พื้นที่บนตัวอุปกรณ์ที่มีโลโก้ NFC อยู่ใกล้กับพื้นที่ใต้ฐาน LSPX-S2 ที่มีโลโก้ NFC ให้มากที่สุด รอจนไฟ LED ตรงตำแหน่ง Bluetooth ของ LSPX-S2 สว่างขึ้น ที่เจ๋งมากคือคุณสามารถเชื่อมต่อ NFC กับ LSPX-S2 ได้แม้ในขณะที่เครื่องอยู่ในสถานะปิด (power off)

เสริมบรรยากาศด้วยแสงเทียน

ความพิเศษอย่างมาก.! ของลำโพงไร้สายตัวนี้ไม่ได้อยู่ที่ ความสามารถในการเชื่อมต่อและ คุณภาพเสียงเท่านั้น แต่ยังมีความโดดเด่นทางด้าน ดีไซน์ด้วย!

LSPX-S2 ตัวนี้ถูกออกแบบมาให้เป็น เฟอร์นิเจอร์พกพาที่สามารถหยิบไปเพิ่มเติมบรรยากาศในพื้นที่ส่วนตัวของคุณให้น่าอภิรมย์มากยิ่งขึ้น หรือจะช่วยเพิ่มความโรแมนติคให้กับวาระพิเศษของคุณก็ยังได้ ส่วนบนที่เป็นหลอดแก้วอะครีลิคทรงสูงนั้น จริงๆ แล้วทำหน้าที่ในการส่งเสียงความถี่สูงซึ่งเป็นงานหลัก แต่ทีมออกแบบของ Sony ได้เพิ่มเติมฟังท์ชั่น “Candle Light Modeเข้าไปทำให้ผลิตภัณฑ์ตัวนี้มีมูลค่าสูงขึ้นไปอีกระดับ กลายเป็น เฟอร์นิเจอร์พกพาชิ้นงามไปเลย

คลื่นเสียงที่มาพร้อมคลื่นแสง

ประสิทธิภาพของเสียงแหลมที่ลำโพงไร้สายตัวนี้ให้ออกมาเป็นอะไรที่ลอยอยู่เหนือความคาดหมาย เป็นใครก็คงคิดไม่ออกว่าหลอดแก้วทรงผอมสูงแบบนี้จะให้เสียงออกมาได้ดีแค่ไหน.?

เว็บไซต์ของ Sony แสดงข้อมูลทางเทคนิคอธิบายลักษณะการกระจายเสียงคลื่นความถี่สูงของหลอดแก้วอะครีลิคออกมาในแนวตั้ง ทำให้เสียงกลางและแหลมที่ลำโพงไร้สายตัวนี้สร้างออกมามี ความเข้มของมวลเสียงแหลมมากกว่าทวีตเตอร์ทรงโดมขนาดเล็ก เพราะหลอดแก้วนี้มีพื้นที่ผลักอากาศมากกว่า อย่างไรก็ดี เนื่องจากไดเวอร์ที่ใช้ขับเสียงกลางและทุ้มมีขนาดเล็ก ทำให้เหมาะกับการใช้งานในลักษณะประชิดตัวมากกว่า คืออยู่ห่างจากตัวเราไม่เกิน 2 เมตรกำลังดี ซึ่งนั่นก็คือเหตุผลที่ให้แบตเตอรี่มาในตัวที่สามารถชาร์จไฟใช้ได้นานถึง 8 ชั่วโมง

เสียงจากการเล่นผ่าน Bluetooth

LSPX-S2 มีดีโค๊ดเดอร์สำหรับถอดรหัสเสียงที่มากับคลื่น Bluetooth อยู่ 3 ฟอร์แม็ตคือ SBC, AAC และ LDAC ซึ่งฟอร์แม็ตที่ให้เสียงดีที่สุดคือ LDAC เนื้อเสียงกลางและทุ้มจะอิ่มหนากว่าฟอร์แม็ต SBC และ AAC พอสมควร

เสียงจากการเล่นผ่าน Wi-Fi

ถ้าคุณมีความสนใจเกี่ยวกับ คุณภาพเสียงที่ได้จากการฟังเพลงที่ชอบ คุณต้องฟังผ่าน Wi-Fi ซึ่งเป็นไฮไล้ท์สำหรับลำโพงไร้สายของ Sony ตัวนี้!

หลังจากเชื่อมต่อ LSPX-S2 เข้ากับ Wi-Fi ได้แล้ว คุณสามารถฟังเพลงผ่านคลื่น Wi-Fi ด้วยการสตรีมผ่านแอพฯ ต่างๆ ที่รองรับการเล่นไฟล์เพลงด้วยมาตรฐาน UPnP AV ได้ แต่แอพฯ ที่ทีมออกแบบของ Sony ตั้งใจพัฒนาปรับจูนให้ทำงานร่วมกับ LSPX-S2 ได้อย่างลื่นไหลและมีประสิทธิภาพมากที่สุดก็คือแอพฯ “Music Centerกับ Spotify

หลังจากเชื่อมต่อ LSPX-S2 เข้ากับ iPhone 7 แล้ว ผมทดลองใช้แอพฯ Spotify บน iPhone 7 ของผมในการสตรีมเพลงส่งไปที่ LSPX-S2 เสียงออกมาดีทีเดียว เสียงสะอาดตลอดทั้งย่าน ความโปร่งกังวานดีทีเดียว น่าจะได้มรรคผลมาจากเทคโนโลยี actuator บนหลอดแก้วของ LSPX-S2 เข้ามาช่วย

ดาวนด์โหลดแอพ Sony Music Center

แอพฯ “Music Centerตัวนี้พัฒนาโดย Sony เอง ออกแบบมาเพื่อใช้เล่นไฟล์เพลงและสตรีมผ่านคลื่นไร้สาย Wi-Fi ซึ่งผู้ใช้สามารถดาวน์โหลดแอพฯ ตัวนี้มาใช้ได้ฟรีแบบไม่มีค่าใช้จ่าย เพียงแต่ว่าจะใช้ได้เฉพาะกับผลิตภัณฑ์เครื่องเสียงของ Sony เท่านั้น อย่างเช่น ลำโพงไร้สายและลำโพงซาวนด์บาร์

เมื่อเชื่อมต่อ LSPX-S2 เข้ากับ Wi-Fi แล้ว บนแอพฯ Music Center คุณจะมีแหล่งเก็บเพลงให้เลือกสตรีมมาเล่นผ่าน LSPX-S2 หลายช่องทาง จากภาพด้านบนจะเห็นว่า คุณสามารถส่งสัญญาณเสียงจากแอพฯ Netflix ไปขยายผ่าน LSPX-S2 เพื่อเพิ่มอรรถรสในการดูหนังได้ด้วย หรือจะดึงไฟล์เพลงจากแอพฯ iTunesMusicมาฟังผ่าน LSPX-S2 ก็ได้ และเนื่องจากตัวแอพฯ Music Center เองก็มีฟังท์ชั่น server สามารถเก็บไฟล์เพลงไว้บนสมาร์ทโฟนหรือแท็ปเล็ตแล้วดึงออกมาเล่นผ่านแอพฯ Music Center ได้ ซึ่งไฟล์เพลงที่ใส่เข้าไปในแอพฯ (ผ่านโปรแกรม iTunes สำหรับอุปกรณ์ของ Apple) จะอยู่ที่หัวข้อ My Library” (ศรชี้ ภาพบน) เมื่อเปิดเข้ามาในหน้าหลักของแอพฯ

ผมทดลองใส่ไฟล์เพลงเข้าไปในแอพ Music Center หนึ่งอัลบั้มเพื่อทดสอบ เป็นไฟล์ FLAC เนื่องจากแอพฯ ตัวนี้ยังไม่แสดงภาพปกถ้าเป็นไฟล์ WAV วิธีเลือกเพลงออกมาเล่นก็แค่จิ้มเลือกไปที่ “My Libraryตามภาพ

หลังจากนั้น การเล่นไฟล์เพลงบนแอพ Music Center ก็ไม่ยาก มีปุ่มกดควบคุมการเล่นเพลงและปรับเพิ่ม/ลดความดัง รวมถึงฟังท์ชั่น Play Mode คือเลือกรูปแบบการเล่นให้ด้วย เสียงที่ได้ออกมาดีมาก.! รู้สึกได้เลยว่า เสียงโดยรวมออกมาดีกว่าฟังผ่านทาง Bluetooth เยอะ เสียงอิ่มหนา เนียนและให้รายละเอียดมากกว่า ฟังเพลินสบายหูกว่ามาก ซึ่งคุณภาพเสียงที่ได้ก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพไฟล์เพลงของเราด้วย

A = เมื่อเชื่อมต่อ LSPX-S2 เข้ากับ Wi-Fi แล้ว ถ้าต้องการเล่นเพลงในเซิร์ฟเวอร์อื่นที่อยู่บนเน็ทเวิร์ค ก็จิ้มเลือกที่หัวข้อนี้

B = จากตัวอย่างนี้ ตัวแอพฯ แสดงให้เห็นว่ามีเซิร์ฟเวอร์ (ที่เก็บไฟล์เพลง) อยู่ในเน็ทเวิร์คนี้อยู่ทั้งหมด 3 แหล่ง ต้องการฟังจากเซิร์ฟเวอร์ไหนก็จิ้มเลือกได้เลย

C = แต่ละเซิร์ฟเวอร์จะมีลักษณะการแสดง Library หรือรูปแบบการจัดเก็บไฟล์เพลงต่างกัน แต่สากลแล้วโดยมากจะมีรูปแบบคล้ายๆ กันเหมือนตัวอย่างข้างต้นนี้ คือให้แสดงออกมาเป็นอัลบั้ม (Album), แยกแสดงตามชื่อศิลปิน (Artists), แยกแสดงตามแนวเพลง (Genres), แยกแสดงตามชื่อผู้ประพันธ์เพลง (Composers), แยกแสดงตามชื่อผู้ควบคุมวง (Conductors) หรือเอาอัลบั้มที่เพิ่งใส่เข้าไปในเซิร์ฟเวอร์แสดงขึ้นมาก่อน (Newest CDs) ในตัวอย่างสมมุติว่าเลือกให้แยกแสดงออกมาเป็นอัลบั้ม จากนั้นก็สไลด์เลือกอัลบั้มที่ต้องการ ซึ่งแอพฯ นี้แสดงออกมาเป็นโฟลเดอร์ ต้องดูจากชื่ออัลบั้ม

D = หลังจากทดลองจิ้มเลือกฟังอัลบั้มชุด “All Time Greatest Hitsของ Jose Feliciano ตัวแอพฯ ก็จะโชว์รายชื่อเพลงทั้งหมดในอัลบั้มนั้นออกมาให้เราเลือกฟัง ต้องการฟังเพลงไหนก็จิ้มเลือกตามสะดวก

ผมลองจิ้มเลือกฟังเพลง “California Dreamin’เพลงนี้ก็จะเริ่มเล่น มีเสียงออกที่ตัว LSPX-S2 ทันที ซึ่งวอลลุ่มที่ iPhone 7 ของผม (E) จะไม่สามารถควบคุมความดังได้ ต้องใช้วอลลุ่มที่แอพฯ (F) ควบคุมแทน หรือจะใช้กดปุ่มวอลลุ่ม +/- บนตัว LSPX-S2 ก็ได้ อินเตอร์เฟซหน้าที่แสดงผลขณะเล่นเพลงของแอพฯ Music Center มีโหมด Landscape ด้วย คือสามารถเอียงตามลักษณะการวางตัวสมาร์ทโฟนหรือแท็ปเล็ตได้

นอกจากนั้น ผมก็ยังได้ทดลองเล่นไฟล์เพลงบน DAP ของ Sony รุ่น ZX100 แล้วใช้สายสัญญาณที่ติดขั้วต่อ mini 3.5mm > mini 3.5mm มาเชื่อมสัญญาณระหว่างช่องหูฟังของ ZX100 กับช่อง Analog Input ของตัว LSPX-S2 เสียงที่ออกมาก็ดีมากเหมือนกัน มีเนื้อและมีมวลเสียงมากกว่าฟังจาก Bluetooth พอสมควร แต่ไม่ค่อยสะดวก ถ้าให้เลือก อยู่ในบ้านผมจะฟังผ่าน Wi-Fi แต่ถ้าเอาไปฟังนอกบ้าน ผมจะฟังผ่าน Bluetooth สะดวกกว่า

สรุป

ตอนแรกๆ ก่อนจะเริ่มทดลองใช้ลำโพงไร้สายตัวนี้ ผมยอมรับว่ารู้สึกแปลกๆ อยู่เหมือนกัน อีกอย่าง ช่วงแรกที่ยังไม่เบิร์นฯ เสียงจะออกบางๆ ไม่ค่อยมีเนื้อ ต้องใช้งานไปสักพักใหญ่ๆ เสียงถึงจะดีขึ้น มีเนื้อมีหนังมากขึ้น ฟังนุ่มนวลเป็นดนตรีมากขึ้น เมื่อใช้งานสักพักก็เริ่มคุ้นเคยกับลำโพงไร้สายตัวนี้ ชอบหยิบไปนั่งฟังในมุมต่างๆ ของบ้านบ่อยขึ้น โดยเฉพาะตอนกลางคืน เพราะแสงจากหลอดไฟมันช่วยสร้างบรรยากาศได้ดีมาก เป็นลำโพงไร้สายที่มีเสน่ห์กว่าลำโพงแท่งสี่เหลี่ยมทั่วไป /

************************
ราคา : 17,990 บาท / ตัว
************************
สั่งซื้อได้ที่ : Sony.co.th
************************
นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย
. Sony Thai Co.,LTD

website : Sony Thai

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า