ถ้าแบ่งประเภทของอุปกรณ์เครื่องเสียงประเภท ‘Streamer’ แบบหยาบๆ จะพบว่ามีอยู่ 2 แบบ ด้วยกัน แบบแรกคือแบบที่มี DAC ในตัว ซึ่งผมจะเรียกว่า ‘Streamer’ แบบนี้สามารถต่อสายอะนาลอกจากเอ๊าต์พุตของมันไปเข้าที่อินพุตของแอมป์ได้เลย กับแบบที่สองคือแบบที่ไม่มี DAC ในตัว ซึ่งโดยส่วนตัวผมจะเรียกแบบที่สองว่า ‘Streaming Transport’ เป็นแบบที่ต้องหา external DAC มาใช้งานร่วมกับสัญญาณดิจิตัล เอ๊าต์พุตของตัวสตรีมมิ่ง ทรานสปอร์ตตัวนั้น
แบบที่เป็น Streamer จะเด่นที่ “ความสะดวก” คือตอบโจทย์ให้กับคนที่อยากได้เครื่องเล่นไฟล์เพลงแบบ “จบในตัว” ไม่ต้องหา DAC มาเพิ่ม ซึ่งในปัจจุบันสตรีมเมอร์เหล่านี้มีจำนวนมากในท้องตลาด เป็นที่นิยมของผู้ผลิต เนื่องจากการมี DAC ในตัวก็มีประโยชน์ เพราะนอกจากจะตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้ส่วนใหญ่แล้ว การใส่ภาค DAC เข้าไปรวมอยู่ด้วยกันมันยังช่วย “เรียกราคา” ให้กับสตรีมเมอร์ตัวนั้นได้ด้วย และเพื่อให้สตรีมเมอร์ตัวนั้นสามารถตอบโจทย์ให้กับคนเล่นอีกกลุ่มก็สามารถทำได้ด้วยการติดตั้งช่อง digital output เข้าไปจึงทำให้สตรีมเมอร์ตัวนั้นมีสถานะเป็นสตรีมมิ่ง ทรานสปอร์ตอยู่ในตัวอีกหน้าที่หนึ่ง ใครที่ต้องการอัพเกรดภาค DAC ในอนาคตก็สามารถเปลี่ยนมาใช้ช่อง digital output ของสตรีมเมอร์ตัวนั้นในการส่งสัญญาณดิจิตัลไปที่ DAC ภายนอกได้เลย
Wattson Audio ‘Madison Streamer‘
สตรีมเมอร์ที่ “เป๊ะ” ตามมาตรฐานสวิตเซอร์แลนด์.!!!
ประเทศสวิตส์เซอแลนด์ เป็นดินแดนที่ได้รับการยอมรับในความ “แม่นยำ” เพราะประเทศนี้เป็นแหล่งผลิตนาฬิกากับเครื่องมือแพทย์ที่ต้องใช้ความละเอียดพิถีพิถันในการออกแบบและผลิตอย่างยิ่งยวด มีการตรวจวัดที่เข้มงวดเพื่อให้มีโอกาสเกิดความผิดพลาดในระดับต่ำสุด คุณสมบัติเหล่านี้ถูกหล่อหลอมออกมาเป็น DNA ของคนสวิตส์ฯ ไปแล้ว ไม่ว่าพวกเขาจะหยิบจับอะไรมาทำก็ไม่ได้ละทิ้งความพิถีพิถัน ละเอียด และแม่นยำ ระดับสูงสุด ซึ่งนั่นหมายถึงคุณภาพที่สูงยิ่ง จึงไม่แปลกที่ทำให้ผลิตภัณฑ์ “ทุกชนิด” ที่มีการระบุกำกับอยู่บนผลิตภัณฑ์เหล่านั้นด้วยคำว่า ‘Made in Switzerland’ มักจะมาพร้อมราคาที่สูงลิบ
Wattson Audio เป็นแบรนด์ผู้ผลิตเครื่องเสียงที่มีถิ่นฐานอยู่ในประเทศสวิตส์เซอแลนด์ พวกเขาเก่งทางด้านดิจิตัล โปรดักซ์ อย่างพวก DAC และสตรีมมิ่ง ความเก่งกาจของพวกเขามีมากถึงขนาดที่เข้าไปแบ็คอัพทางด้านดิจิตัลให้กับผู้ผลิตเครื่องเสียงบางแบรนด์ด้วย ปัจจุบัน Wattson Audio ได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ CH Precision ซึ่งเป็นพี่ใหญ่อีกแบรนด์ในสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งการรวมตัวกันครั้งนี้นับว่าเป็นผลดีต่อแบรนด์ Wattson Audio โดยตรง เนื่องด้วยมาตรฐานทางด้านการออกแบบระดับสูงของแบรนด์ CH Precision ช่วยให้ผลิตภัณฑ์ทางด้านดิจิตัล โปรดักซ์ของ Wattson Audio ถูกเสริมให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น มีความแม่นยำมากขึ้นไปด้วย
ขนาดตัวเครื่องไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับ “ประสิทธิภาพ” ..!!!

ด้วยพัฒนาการของเทคโนโลยี SMT ที่ใช้ในการผลิต PCB มีความก้าวหน้าอย่างมากในปัจจุบัน ทำให้การออกแบบอุปกรณ์เครื่องเสียงที่ทำงานด้วยวงจรอิเล็กทรอนิคสามารถย่อ “ขนาด” ตัวเครื่องให้เล็กลงได้มากโดยไม่กระทบกับประสิทธิภาพ ผู้ออกแบบอุปกรณ์เครื่องเสียงสายดิจิตัล อาทิเช่น สตรีมเมอร์, DAC และอุปกรณ์ต่อพ่วงในระบบเน็ทเวิร์ค สตรีมมิ่ง สามารถลดต้นทุนในส่วนของตัวถังเครื่องลงไปได้เยอะ โดยหันไปออกแบบให้ตัวเครื่องมีขนาดที่เล็กลงเหลือแค่ครึ่งหนึ่ง (half-size) หรือน้อยกว่าครึ่งของเครื่องเสียงมาตรฐานหน้ากว้าง 17 นิ้ว
สตรีมเมอร์รุ่น Madison ของ Wattson Audio ตัวที่ผมกำลังทดสอบนี้ก็มาในสัดส่วนกระทัดรัดโดยมีหน้ากว้างแค่ 17.4 ซ.ม. ซึ่งน้อยกว่าครึ่งของเครื่องฟูลไซร้ซะอีก ซึ่งคิดว่าส่วนหนึ่งน่าจะเป็นความจงใจของผู้ออกแบบเพื่อตอบโจทย์ให้กับกลุ่มนักเล่นหูฟังด้วย ซึ่ง Madison ตัวนี้เป็นเวอร์ชั่นที่ “ปรับปรุง” มาจาก Madison Streamer เวอร์ชั่น Lounge Edition ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นสูงสุดสมัยที่ยังไม่ได้เข้ามาอยู่ใต้ร่มเงาของ CH Precision ส่วนประเด็นที่ปรับปรุงไปก็มีทั้งภายนอกและภายใน แต่ก็ไม่เยอะ อย่างตัวถังด้านนอกก็มีการปรับคอสเมติคเล็กน้อย ลบคำว่า Lounge Edition กับลายเส้นออกไปเพื่อให้หน้าตาของ Madison Streamer ดูเกลี้ยงเกลามากขึ้นเท่านั้น ในขณะที่ดีไซน์ภายในก็ยังคงยึดพื้นฐานเดิมตอนเป็น Lounge Edition เอาไว้
ฟังท์ชั่นใช้งาน + อินพุต/เอ๊าต์พุต


A = รูเสียบแจ๊คหูฟังขนาด 6.3 ม.ม.
B = ไฟ LED แสดงสถานะ เปิด/ปิด เครื่อง
C = ไฟ LED อินพุต coaxial
D = ไฟ LED อินพุต TosLink
E = ไฟ LED อินพุต Ethernet
F = ไฟ LED แสดงระดับวอลลุ่ม
G = ปุ่มหมุนมัลติฟังท์ชั่น
H = ขั้วต่อเชื่อมไฟ DC อินพุต
I = ขั้วต่อ Ethernet
J = ขั้วต่ออินพุต TosLink
K = ขั้วต่ออินพุต coaxial
L = เอ๊าต์พุต R/L สำหรับสัญญาณอะนาลอก บาลานซ์ (XLR)
M = เอ๊าต์พุต R/L สำหรับสัญญาณอะนาลอก อันบาลานซ์ (RCA)
Madison Streamer มีอินพุตให้ใช้ทั้งหมด 3 ช่อง คือ Ethernet, Optical (TosLink) และ Coaxial ส่วนเอ๊าต์พุตของสัญญาณอะนาลอกซึ่งเป็นผลผลิตที่ได้จากภาค DAC ในตัว Madison Streamer ให้มา 2 ชุด ชุดแรกเป็นสัญญาณอะนาลอก บาลานซ์ ความแรง 4.0V RMS ผ่านขั้วต่อ XLR (L) ชุดที่สองเป็นสัญญาณอะนาลอก ซิงเกิ้ลเอ็นด์ ความแรง 2.0V RMS ผ่านขั้วต่อ RCA (M)
ต้องบอกว่า สัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุตของ Madison Streamer มีความพิเศษอยู่ตรงที่ว่า มันเป็นสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุตที่ได้มาจากภาค DAC ที่ออกแบบโดยใช้ชิป DAC ของ Wolfson เบอร์ WM8742 สองตัว แยกกันทำงานตัวละแชนเนล ซึ่งแน่นอนว่า สัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุตที่ได้จากสตรีมเมอร์ Madison Streamer ตัวนี้จึงมี “ความเข้มข้น” ของมวลเนื้อที่เหนือกว่าภาคดีทูเอฯ ที่ใช้ชิป DAC แค่ตัวเดียว.!
ความสามารถของภาค DAC ในตัว Madison Streamer กับการรองรับสัญญาณดิจิตัลจากภายนอกก็ถือเป็นจุดเด่น เพราะมันสามารถรองรับสัญญาณ PCM ได้สูงถึง 32-bit / 384kHz ส่วนสัญญาณ DSD รองรับได้สูงถึงระดับ DSD256 ทางอินพุต Ethernet (I) ซึ่งถือว่าสูงเกินมาตรฐานไฮเรซฯ ไปแล้ว แต่คนออกแบบ Madison Streamer ตัวนี้ก็ไม่ได้ละทิ้งอุปกรณ์เครื่องเล่นดิจิตัลยุคเก่า อย่างเช่นเครื่องเล่นซีดี ด้วยการให้อินพุต coaxial (K) กับช่องอินพุต optical (J) ที่รองรับสัญญาณดิจิตัลตระกูล PCM มาตรฐาน SPDIF ได้สูงสุดถึงระดับ 24-bit / 192kHz
ดีไซน์ภายใน

วงจรการทำงานภายในตัว Madison Streamer ประกอบรวมกันอยู่ 2 ภาค หลักๆ ได้แก่ “ภาคมิวสิค สตรีมมิ่ง” กับภาค DAC ส่วน “ภาคเพาเวอร์ซัพพลาย” ถูกแยกออกไปอยู่ภายนอก ซึ่งถ้าเปลือยเครื่องออกมาแล้วมองไปที่แผงวงจรจะพบว่า มันไม่ได้เกิดจากการเอาแผงวงจรขนาดเล็กที่ทำหน้าที่แต่ละส่วนเข้ามาโยงสายเข้าหากัน ซึ่งในสตรีมเมอร์บางตัวใช้วิธีนำเอาบอร์ดที่ทำหน้าที่สตรีมมิ่ง กับบอร์ดซาวนด์การ์ดที่ใช้ในคอมพิวเตอร์/ไอที มาโมดิฟายแล้วบรรจุเข้ามาในตัวถัง โยงเข้าด้วยกันผ่านทางสายสัญญาณ ในขณะที่ Madison Streamer เป็นบอร์ดที่ custom ออกแบบขึ้นมาตั้งแต่จุดเริ่มต้นทั้งหมด ด้วยเหตุนี้ ลักษณะของบอร์ดจึงมองดูแตกต่างอย่างชัดเจน และบอร์ดสีแดงซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ CH Precision ก็มาปรากฏอยู่ใน Madison Streamer ตัวนี้ด้วย เป็นเครื่องหมายที่แสดงถึงความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดระหว่าง Wattson Audio กับ CH Precision ในการออกแบบและผลิตสตรีมเมอร์ตัวนี้

ภาคสตรีมเมอร์ของ Madison Streamer อาศัยมันสมองจากชิปโปรเซสเซอร์ ARM-based ‘Sitara‘ ของ Texas Instruments (วงกลมสีเขียว) ในการประมวลผลและจัดการกับบริบทต่างๆ ของงานสตรีมฯ ผสานกับความปราดเปรื่องของทีมวิศวกร คอมพิวเตอร์ของ Wattson Audio ที่รับหน้าที่ในการเขียนโปรแกรมในการสตรีมมิ่งและดีโค๊ดดิ้งไฟล์เพลงฝังเข้าไป ยังผลให้ภาคสตรีมเมอร์ของ Madison Streamer สามารถทำงานกับสัญญาณไฮเรซฯ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งฟอร์แม็ต PCM และ DSD ด้วยวิธี native decoding โดยไม่จำเป็นต้องมีการแปลงข้ามสายพันธุ์ (transcoding) แต่อย่างใด

พื้นที่ส่วนใหญ่ของแผงวงจรหลักถูกใช้ในการติดตั้งคอมโพเน้นต์ที่ทำงานในส่วนของ D-to-A converter ที่ประกอบด้วยชิป DSP ‘Shark‘ ของ Analog Devices เบอร์ ADSP-21489 (วงกลมสีฟ้า) เป็นด่านหน้าที่ทำงานกับไฟล์เพลงที่รับเข้ามาโดยนำไปถอดรหัสให้เป็นสัญญาณ PCM หรือ DSD จากนั้นก็ทำการ upsampling แล้วนำไปผ่าน filter ที่พวกเขาออกแบบขึ้นมาใช้เองเพื่อให้ได้ออกมาเป็นสัญญาณดิจิตัลที่มีคุณภาพสูงสุด ก่อนจะลำเลียงเข้าไปผ่านขั้นตอนแปลงให้เป็นสัญญาณอะนาลอกด้วยชิป DAC ของ Wolfson Microelectronics ซึ่งถ้าดูจากภาพประกอบในเว็บไซต์ของวัตสันฯ ตรงหัวข้อ ‘Technology’ (wattson.audio/technology) จะเห็นว่าชิป DAC ที่อยู่บนภาพประกอบนั้นเป็นเบอร์ WM8741 ในขณะที่ข้อมูลจากบางแหล่งระบุว่าเป็นเบอร์ WM8742 ซึ่งเป็นไปได้ว่าชิป DAC ของวูฟสันฯ ที่ใช้ใน Madison Streamer เวอร์ชั่นล่าสุดอาจจะถูกอัพเกรดมาเป็นเบอร์ WM8742 ก็เป็นได้
The Time Domain:
Unlocking Jitter-Free Precision
ในเว็บไซต์ของ Wattson Audio ยังได้ลงข้อมูลเกี่ยวกับลักษณะการ playback ไฟล์เพลงผ่านสตรีมมิ่งที่พวกเขาใช้ไว้ด้วยว่า เพื่อให้ผลลัพธ์ในการเล่นไฟล์เพลงผ่านทางสตรีมมิ่งของ Madison Streamer บรรลุถึงคุณภาพขีดสุดที่เรียกว่า bit-perfect จริงๆ เพื่อรักษาคุณสมบัติทางด้าน timing ของสัญญาณต้นฉบับเอาไว้ให้ได้มากที่สุด (คือมี jitter ในระดับต่ำสุด) พวกเขาจึงให้ความละเอียดพิถีพิถันในการเขียนซอฟท์แวร์ที่ใช้เล่นไฟล์เพลงที่สามารถรักษามาตรฐานในการเล่นไฟล์เพลงให้อยู่ในระดับ bit-perfect ไปได้ตลอดเส้นทาง แม้ว่าไฟล์เพลงนั้นจะถูกส่งผ่านเลเยอร์ของฮารดแวร์และซอฟท์แวร์ที่ซับซ้อนหลายชั้น ไม่ว่าจะขั้นตอน buffering, file type analusis, decoding, stream shaping และขั้นตอน adapting ให้ตรงกับสเปคฯ ของฮาร์ดแวร์ เพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของสัญญาณต้นทางให้อยู่เงื่อนไข bit-perfect ตลอดเวลา พวกเขาจึงใช้วิธีส่งผ่านสัญญาณในแต่ละขั้นตอนด้วยโหมด asynchronous transmission ซึ่งเป็นวิธีส่งผ่านสัญญาณแต่ละสเต็ปที่สามารถรักษาคุณสมบัติทางด้านไทมิ่งของสัญญาณต้นทางเอาไว้ได้ด้วยการสร้างสัญญาณ system clock ที่แม่นยำขึ้นมาใช้ควบคุม
ซึ่งที่ผ่านมานั้น การทำ asynchronous transmission mode ถูกใช้ในการรับ/ส่งสัญญาณผ่านทางอินเตอร์เฟซ USB ซึ่งมีผลทำให้ปัญหา jitter ต่ำ ส่งผลดีต่อคุณภาพเสียงอย่างมาก แต่บอกเลยว่า การทำ asynchronous transmission mode บน network ไม่ใช่เรื่องง่าย ยากกว่าการทำ asynchronous transmission mode บน USB หลายเท่า เพราะการรับ/ส่งสัญญาณบนเน็ทเวิร์คมันไม่นิ่ง คุมยาก ซึ่งที่ผ่านๆ มาเคยได้ยินว่ามีใช้กันอยู่เฉพาะในระบสตรีมเมอร์ราคามหาโหดทั้งนั้น (dCS ก็ใช้วิธีนี้)
Proprietary Wattson Audio
64-bit Volume Architecture
ความพิเศษของ Madison Streamer ยังไม่หมด.! ยังมีอีกอย่างที่ทำให้สตรีมเมอร์ Madison ฉายแสงออกมาเจิดจรัสเหนือกว่าคนอื่น สิ่งนั้นคือ “ระบบวอลลุ่ม” แบบพิเศษที่พวกเขาค้นคิดขึ้นมาใช้เอง..!!
แนวคิดเริ่มมาจากเรื่อง gain ของสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุตที่ได้ออกมาจากชิป WM8742 ซึ่งสูงถึง 4.0V RMS เมื่อปล่อยออกไปทางเอ๊าต์พุตบาลานซ์ ผ่านขั้วต่อ XLR ซึ่งมันเป็นระดับ gain ของสัญญาณเอ๊าต์พุตที่อยู่ในระดับ “สูงพอ” ที่จะสามารถนำส่งไปที่เพาเวอร์แอมป์เพื่อใช้ขับลำโพงได้โดยตรง สำหรับคนที่มีแต่แหล่งต้นทางดิจิตัล ถ้าต้องการฟังคุณภาพของเสียงจากแหล่งต้นทางเหล่านั้นในลักษณะที่ “บริสุทธิ์” จริงๆ ตรงตามต้นฉบับสัญญาณมากที่สุด มีความบิดเบือนต่ำเพราะไม่ถูกขยายเพิ่มด้วยวงจรอะนาลอก เอ๊าต์พุตที่อยู่หลัง DAC กรณีนั้น คุณก็ต้องการแค่ “วอลลุ่ม” ที่มีความเที่ยงตรงสูงๆ เข้ามาเกลี่ย gain ของสัญญาณอินพุตหลังขั้นตอน Upsampling ก่อนส่งเข้าสู่ภาค DAC เพื่อให้แปลงสัญญาณดิจิตัลที่ถูกระบบวอลลุ่มกำหนด gain ไว้ให้ออกมาเป็นสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์ แล้วส่งออกไปให้เพาเวอร์แอมป์โดยตรง ซึ่งปัจจุบัน แนวคิดนี้ได้เริ่มแพร่หลายมากขึ้น มี external DAC และสตรีมเมอร์ที่มี DAC ในตัวที่มีระบบวอลลุ่มที่มีคุณภาพสูงออกมามากขึ้น
เนื่องจากระบบวอลลุ่มที่ว่านี้ถูกนำไปใช้ในขั้นตอนที่สัญญาณอินพุตยังอยู่ในรูปของสัญญาณดิจิตัล คืออยู่หน้า DAC ระบบวอลลุ่มแบบนี้จึงถูกเรียกว่า digital volume ซึ่งโดยพื้นฐานแล้ว ระบบดิจิตัล วอลลุ่มที่ดีต้องอาศัยจำนวน bit ในการเกลี่ยความดังของสัญญาณอินพุตที่มีเรโซลูชั่น “สูงกว่า” บิตของสัญญาณอินพุต ถึงจะเป็นระบบดิจิตัล วอลลุ่มที่ไม่ทำให้ “รายละเอียด” บางส่วนของสัญญาณอินพุตถูกตัดหายไป
ประมาณ ปี 2018 มีบริษัทเล็กๆ ในฝรั่งเศสบริษัทหนึ่งชื่อว่า Acoustical Beauty ได้คิดค้นระบบดิจิตัล วอลลุ่มแบบพิเศษที่ไม่ทำให้รายละเอียดของสัญญาณอินพุตสูญหายขึ้นมาได้สำเร็จ คนออกแบบชื่อว่า Gilles Millot โดยให้ชื่อระบบดิจิตัล วอลลุ่มนั้นว่า ‘Leedh Processing Volume Control’ ซึ่งในขณะนั้น พวกเขากับผู้ผลิตสตรีมเมอร์แบรนด์ Lumin ได้ร่วมมือกันพัฒนา ทำให้ระบบดิจิตัล วอลลุ่มที่ว่านี้เข้าไปอยู่ในสตรีมเมอร์ของแบรนด์ Lumin เป็นแบรนด์แรก หลังจากนั้น ก็เริ่มมีแบรนด์อื่นๆ รับเอาระบบดิจิตัล วอลลุ่ม Leedh Processing เข้าไปใช้ รวมทั้ง Wattson Audio ในขณะนั้นด้วย
ช่วงที่ Wattson Audio เอาระบบดิจิตัล วอลลุ่ม Leedh Processing ไปใช้ในสตรีมเมอร์ของพวกเขานั้น เป็นช่วงที่ยังไม่ได้เข้ามาอยู่ในชายคาของแบรนด์ CH Precision หลังจาก Wattson Audio ผนวกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ CH Precision แล้ว ทีมออกแบบของแบรนด์ CH Precision ก็ได้เอาระบบดิจิตัล วอลลุ่มที่พวกเขาพัฒนาขึ้นมาใช้กับผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ CH Precision มาปรับปรุงให้เหมาะสมเพื่อใช้กับสตรีมเมอร์ของ Wattson Audio แทนที่ระบบดิจิตัล วอลลุ่ม Leedh Processing ที่ใช้อยู่เดิม

ระบบดิจิตัล วอลลุ่มที่ Madison ร่วมพัฒนากับ CH Precision มีชื่อว่า WAVe ย่อมาจาก Wattson Audio Volume Engine ซึ่งจุดเด่นของระบบดิจิตัล วอลลุ่ม WAVe ตัวนี้ ก็คือใช้พลังของโปรเซสเซอร์สูงถึง 64-bit ในการเกลี่ยและทอน (attenuate) สัญญาณออกมาด้วยระดับความดังที่ต่างกันขั้นละ 0.5dB โดยมีความเบี่ยงเบนในแต่ละสเต็ปไม่เกิน +/-0.1dB เท่านั้น ซึ่งถ้าเทียบกับระบบดิจิตัล วอลลุ่ม LEEDH Processing แล้ว เข้าใจว่าตัว WAVe น่าจะมีประสิทธิภาพสูงกว่า แม่นยำกว่า เพราะใช้พลังโปรเซสเซอร์สูงกว่าคือ 64-bit ในขณะที่ LEEDH Processing ใช้อยู่แค่ 24, 32 หรืออย่างมากก็ 48-bit ในการเกลี่ยระดับความดังของสัญญาณ
แอพลิเคชั่น Wattson Music

ทางผู้ผลิตมีออกแบบแอพลิเคชั่นที่ชื่อว่า Wattson Music มาไว้ให้ใช้ควบคุมการทำงานของสตรีมเมอร์ Madison Streamer และใช้เล่นไฟล์เพลงได้ด้วย

หลังจากติดตั้งแอพฯ Wattson Music ลงบนอุปกรณ์พกพาของคุณซึ่งเชื่อมต่ออยู่ในวงเน็ทเวิร์คเดียวกับสตรีมเมอร์ Madison แล้ว เมื่อเปิดแอพฯ ขึ้นมาแล้ว ตัวแอพฯ จะสแกนหาผลิตภัณฑ์ของ Wattson Audio ที่เชื่อมต่ออยู่ในเน็ทเวิร์ควงเดียวกันทันที เมื่อพบก็จะปรากฏชื่อของผลิตภัณฑ์ชิ้นนั้นขึ้นมาให้เห็น (ศรชี้) เมื่อคุณจิ้มลงไปที่ชื่อของผลิตภัณฑ์ตัวนั้น หน้าแอพฯ จะเปลี่ยนไปเป็นหน้า Home ของแอพฯ เพื่อให้คุณเริ่มใช้งานทันที

หน้า Home ของแอพฯ Wattson Music มีพื้นที่ใช้งานอยู่ 4 โซน จากภาพข้างบน โซนแรกในกรอบสีฟ้า เป็นพื้นที่รวมผู้ให้บริการเช่าเพลงบนออนไลน์ อย่างเช่น Qobuz, TIDAL และสถานีวิทยุบนอินเตอร์เน็ต (Radio) ส่วนโซนที่สองในกรอบสีส้ม เป็นพื้นที่รวมแหล่งเก็บไฟล์เพลงที่คุณเก็บไว้ในฮาร์ดดิส (Local Media) ที่เชื่อมต่ออยู่ในเน็ทเวิร์ควงเดียวกัน อย่างเช่น ไฟล์เพลงที่เก็บอยู่ใน NAS และไฟล์เพลงที่เก็บอยู่ในฮาร์ดดิสของคอมพิวเตอร์ ฯลฯ ใต้โซนที่สองลงไปจะเป็นเครื่องมือที่ให้มาเพื่อใช้ควบคุมความดัง ส่วนโซนล่างสุดในกรอบสีเขียวนั้น เป็นที่รวมหน้าเมนูหลัก (main menu) อีก 2 หน้าหลัก คือ ‘Play queue’ กับหน้าเมนู ‘Streamer’
ทดลองฟังเพลงจาก TIDAL

เมื่อผมจิ้มปลายนิ้วลงไปที่ TIDAL ที่หน้าเมนู Music ของแอพฯ Wattson Music ตัวแอพฯ จะพามาที่หน้าของ TIDAL ซึ่งมีหัวข้อไฟล์เพลงให้เลือกฟังตามมาตรฐานของ TIDAL ครบทุกหัวข้อ ผมจิ้มเลือกไปที่หัวข้อ ‘My Music’ ซึ่งผมเก็บรวบรวมชื่อเพลงที่ผมชอบฟังจาก TIDAL เอาไว้ จากนั้นหน้าแอพฯ วัตสัน มิวสิคก็เปลี่ยนไปโชว์ตัวเลือกของเพลงที่ต้องการฟังออกมา 4 อ๊อปชั่น (ภาพ B) คือ Playlist, Album, Artists และ Tracks ผมลองเลือกเข้าไปที่ Playlists

เพลย์ลิสทั้งหมดที่ผมทำไว้บน TIDAL ปรากฏออกมาให้เลือกฟังครบทั้งหมดบนหน้าจอแอพที่ชื่อว่า ‘Playlists’ ผมทดลองจิ้มเข้าไปที่เพลย์ลิส ‘MIDRANGE Magic!’ (ศรชี้ ภาพซ้าย) หน้าจอแอพฯ จะเปลี่ยนไปโชว์เพลงทั้งหมดที่อยู่ในเพลย์ลิส MIDRANGE Magic! เรียงลำดับจากบนลงล่างตามที่ปมจัดเก็บไว้บน TIDAL เป๊ะ!


ภาพบนคือหน้าจอแอพฯ ตอนผมเลือกฟังเพลง Danny Boy ซึ่งนอกจากหน้านี้จะแสดงรายละเอียดของเพลงที่กำลังเล่นแล้ว ผมยังสามารถปรับความดังจากหน้านี้ได้ด้วย ส่วนภาพล่างคือตอนที่ผมเลือกฟังอัลบั้มชุด “รักครั้งแรก” ของวงชาตรีจากไฟล์ WAV ที่ผมริปมาจากแผ่นซีดีใส่ไว้ใน NAS ซึ่งตอน add เข้ามาที่สตรีมเมอร์ Madison ตัวนี้ ผมพบว่า มันใช้เวลาโหลด metadata ของอัลบั้มทั้งหมดที่ผมมีอยู่ใน NAS มากถึง 7 พันกว่าอัลบั้มลงมาในไลบรารี่ของแอพฯ เร็วมาก.. แต่ไม่กี่วินาที ผมก็พร้อมเล่นแล้ว.. เซอร์ไพร้มากสำหรับแอพฯ ที่แบรนด์ทำมาใช้กับสตรีมเมอร์ของตัวเอง เยี่ยมจริงๆ !!!
การปรับตั้งบนตัวสตรีมเมอร์

เมนูที่ใช้ในการปรับตั้งการทำงานของตัวสตรีมเมอร์มีชื่อว่าเมนู ‘Settings’ ซึ่งทางเข้าต้องเริ่มด้วยการจิ้มลงไปที่คำว่า ‘Streamer’ (วงรีสีเขียว ภาพด้านบน ซ้ายมือ) ซึ่งบนหน้าสตรีมเมอร์ที่เห็นตามภาพซ้ายมือนั้น จะมีฟังท์ชั่นที่ให้คุณปรับเลือก “อินพุต” ที่ต้องการใช้งานที่มีให้เลือก 3 อินพุต คือ LAN ที่ตรงกับช่องเสียบสาย Ethernet ที่ด้านหลังของสตรีมเมอร์, TosLink ซึ่งเชื่อมโยงกับช่องอินพุต optical ที่อยู่ด้านหลังของตัวสตรีมเมอร์ และตัวเลือก SPDIF ที่ตรงกับช่องต่อ coaxial (RCA) ที่แผงหลังของตัวสตรีมเมอร์ ถ้าคุณต้องการเลือกใช้งานอินพุตไหนก็สามารถจิ้มเลือกจากหน้าแอพฯ นี้ได้เลย ในภาพอินพุต LAN กำลังถูกเลือกใช้งานจะปรากฏเป็นสีส้มที่โลโก้ของตัวอินพุตนั้น นอกจากนั้น ที่หน้าแอพ Streamer นี้ ยังมีให้คุณปรับวอลลุ่มได้ด้วย ส่วนช่องทางเข้าสู่เมนู Settings นั้นอยู่ตรงสัญลักษณ์ฟันเฟืองที่อยู่ข้างบนด้านขวา ตรงศรชี้ในภาพซ้าย
เมื่อจิ้มลงไปที่ฟันเฟือง หน้าแอพฯ จะเปลี่ยนมาโชว์เป็นหน้าเมนู Settings โดยมีหัวข้อย่อยให้ดูเป็นข้อมูลและสามารถปรับตั้งค่าได้ทั้งหมด 5 กลุ่ม แยกออกเป็น 9 หัวข้อย่อย ได้แก่
DEVICE INPUTS
Input Rename
VOLUME
Volume Control
Maximum Volume Limit
TONE CONTROL
Equalizers
DEVICE
Brightness
Case Variant
Firmware Version
IP Address
ABOUT THE APP
Version and Licenses
หัวข้อย่อยที่เกี่ยวข้องกับเสียงโดยตรงก็มี Volume Control, Maximum Volume Limit และ Equalizers ซึ่งตัว Volume Control นั้นสามารถเลือกได้ 2 สถานะ คือ disabled กับ available กรณีที่เลือกไว้ที่ disabled คือตอนที่คุณ “ไม่” ต้องการใช้วอลลุ่มที่ตัวสตรีมเมอร์ในการควบคุมปริมาณเอ๊าต์พุต คือเมื่อตั้งไว้ที่ disabled เอ๊าต์พุตของ Madison Streamer จะถูกส่งออกไปเต็มเพดาน คุณต้องไปปรับความดังด้วยวอลลุ่มของปรีแอมป์หรืออินติเกรตแอมป์ แต่ถ้าเลือกตั้งไว้ที่ตำแหน่ง available คุณจะสามารถใช้วอลลุ่มในตัว Madison Streamer ในการปรับความดังได้
ส่วนฟังท์ชั่น Maximum Volume Limit จะเป็นการกำหนดระดับวอลลุ่มที่ใช้ได้สูงสุด ซึ่งจะเปิดใช้ตอนที่คุณปรับฟังท์ชั่น Volume Control ไว้ที่ตำแหน่ง available คือใช้วอลลุ่มในตัวในการควบคุมปริมาณเอ๊าต์พุต
Equalizer
จุดประสงค์ที่ผู้ผลิตเอาฟังท์ชั่น EQ หรืออีควอไลเซอร์มาติดตั้งไว้ให้ ก็เพื่อให้ผู้ใช้เอาไว้ “ปรับจูน” เสียงของซิสเต็มที่ “เบี่ยงเบน” ไปอันเนื่องมาจากลักษณะการจัดวางภายในห้อง ซึ่งมีอยู่ 3 เงื่อนไข คือ
1. Free field : วางลำโพงห่างจากผนังห้องและห่างจากมุมห้องมาก
2. Near a wall : วางลำโพงใกล้ผนังด้านข้างมาก
3. In a corner : วาลำโพงเข้าไปใกล้มุมห้องมาก

วิธีการใช้งานฟังท์ชั่นนี้ก็ง่ายๆ แค่จิ้มลงไปที่หัวข้อ Equalizers ที่อยู่บนหน้าแอพ Settings หน้าจอแอพฯ จะเปลี่ยนไปเป็นแบบภาพข้างบน มีอ๊อปชั่นให้เลือกปรับ EQ สามแบบตามที่เห็นข้างบนนั้น ถ้าคุณวางลำโพงห่างผนังห้องและห่างจากมุมห้องออกมาอยู่กลางๆ ห้อง ให้ทดลองปรับตั้งไว้ที่ Free field และฟังเทียบกับปิด (Equalizer : Off) แบบไหนให้สมดุลเสียงทุ้ม–กลาง–แหลมดีกว่าก็เลือกปรับตั้งไว้แบบนั้น หรือถ้าคุณจำเป็นต้องวางลำโพงไว้ใกล้ผนังข้าง (อาจจะห้องเล็ก) ให้ทดลองเลือกปรับตั้งไว้ที่ Near a wall แล้วลองฟังเสียงเทียบกับปิดอีคิว แบบไหนเสียงดีกว่าก็ตั้งไว้แบบนั้น และถ้าคุณวางลำโพงไว้ชิดมุมห้อง ก็ให้ลองปรับตั้งไว้ที่ In a corner ฟังเทียบกับปิดอีคิว แบบไหนเสียงดีกว่าก็ตั้งไว้แบบนั้น
ลักษณะการทำงานของฟังท์ชั่น Equalizers เปิดโอกาสให้คุณเลือกปรับตั้งแค่ข้างใดข้างหนึ่งได้ ซึ่งกลไกเบื้องหลังการทำงานของฟังท์ชั่น Equalizers นี้ก็คือ DSP ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ออกแบบขึ้นมาเพื่อจัดการกับความถี่เสียงในย่านทุ้มที่เกิดขึ้นระหว่างตำแหน่งลำโพงกับสภาพอะคูสติกของห้อง เป็นการจัดการในโดเมนดิจิตัลก่อนส่งเข้าภาค DAC ถ้าคุณไม่ต้องการใช้งานฟังท์ชั่นนี้ก็ปรับตั้งหัวข้อ Equalizers ไว้ที่ตำแหน่ง ‘Off’
ทดสอบฟังเสียงของ
Wattson Audio ‘Madison Streamer’
เนื่องจาก Madison Streamer มีระบบวอลลุ่มที่ผู้ผลิตตั้งใจออกแบบขึ้นมาเป็นพิเศษ เพื่อให้ใช้สำหรับปรับระดับความดังในกรณีที่คุณนำ Madison Streamer ไปต่อเชื่อมกับเพาเวอร์แอมป์ตรงๆ โดยไม่มีปรีแอมป์คั่นกลาง
แนวคิดในการออกแบบระบบวอลลุ่มที่ชื่อว่า WAVe หรือ Wattson Audio Volume Engine ออกมาก็คือพยายามที่จะนำเอาสัญญาณเอ๊าต์พุตจากชิป DAC มาใช้ให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยการพยายามรักษาความแม่นยำของสัญญาณเอ๊าต์พุตของชิป DAC เอาไว้ให้ได้มากที่สุด โดยการออกแบบระบบวอลลุ่มที่มีความแม่นยำสูงคือ WAVe ที่ว่านี้เข้ามาทำงานร่วมกับภาคอะนาลอก เอ๊าต์พุตที่ออกแบบโดยใช้อ๊อปแอมป์ชั้นดีแยกข้างละตัว และเนื่องจากสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุตของ Madison Streamer มีความแรงถึง 4.0V RMS (ขั้วต่อบาลานซ์ XLR) ซึ่งถือว่ามากพอที่จะต่อเข้าเพาเวอร์แอมป์โดยตรงได้ โดยมีระบบวอลลุ่ม WAVe คอยช่วยเกลี่ยระดับวอลลุ่มให้

ดูทีว่า ทาง Wattson Audio และ วิศวกรของ CH Precision จะมีความตั้งใจจริงในการที่จะทำให้การใช้ระบบวอลลุ่มของสตีมเมอร์ Madison ต่อตรงเข้าเพาเวอร์แอมป์สามารถใช้งานได้จริง ไม่ใช่แค่มีไว้ให้ใช้กับหูฟังเท่านั้น เพราะพวกเขาได้ออกแบบเพาเวอร์แอมป์ที่ตั้งใจให้ใช้คู่กับระบบวอลลุ่มของสตรีมเมอร์ Madison ออกมาด้วย ชื่อว่า Madison Amplifier ซึ่งมิสเตอร์ Kevin Wolff หัวหน้าฝ่ายขายต่างประเทศของ CH Precision ได้ยกตัวเพาเวอร์แอมป์ Madison Amplifier ที่ว่านี้มาให้ผมทดลองฟังคู่กับสตรีมเมอร์ Madison ดูแล้ว ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ยินนั้นต้องใช้คำว่า “ไม่น่าเชื่อ” เพราะว่ากำลังขับของ Madison Amplifier ระบุไว้แค่ 50W ที่โหลด 8 โอห์ม / 75W ที่ 4 โอห์ม และ 120W ที่ 2 โอห์ม แต่มันสามารถขับลำโพง Wilson Audio รุ่น Sabrina V ออกมาได้อย่างน่าทึ่ง.!
คือถ้าเราแบ่ง “อัตราสวิง” ของไดนามิกของเสียงออกเป็น 3 ระดับ คือ ต่ำ (แคบ) – กลาง (ปานกลาง) – สูง (กว้าง) ผมพบว่า Madison Streamer + Madison Amplifier + Sabrina V สามารถตอบสนองกับอัตราสวิงของไดนามิกในระดับ “ต่ำ–ถึง–กลาง” ออกมาได้ดี ที่เด่นมากๆ คือเพลงที่ใช้เครื่องดนตรีอะคูสติก อย่างเช่น เพลงคลาสสิกแนวแชมเบอร์ส่วนใหญ่ กับเพลงแจ๊สแนวสแตนดาร์ด กับเพลงที่เน้นเสียงร้องเด่นๆ จะได้เสียงที่มีลักษณะที่น่าสนใจมาก คือรู้สึกได้ถึงความ “เข้มข้น” ของมวลเสียงที่มี “รายละเอียด” ของแต่ละเสียงที่ปรากฏลึกลงไปถึง texture ของเสียงที่แสดงให้รู้ว่าเสียงนั้นเกิดขึ้นจากเครื่องดนตรีที่สร้างขึ้นมาจากวัสดุประเภทไหน ไม้หรือโลหะ และให้ความรู้สึกที่ชัดเจนมากถึงลักษณะการกระทำของนักดนตรีว่าเขาใช้อวัยวะส่วนไหนสัมผัสลงไปบนเครื่องดนตรีของพวกเขา เป่า, ตี, เคาะ, ดีด หรือเขย่า ด้วยน้ำหนักมือมาก-น้อยแค่ไหน และที่เยี่ยมยอดมากๆ ก็คือ “ความต่อเนื่อง” ของ contrast dynamic ที่ดีมาก เมื่อทดลองฟังเพลงที่เน้นเสียงร้อง ผมรับรู้ได้ถึงรายละเอียดที่ทำให้ “เห็นภาพ” เกิดขึ้นในหัวเลยว่า นักร้องคนนั้นใช้เทคนิคการร้องแบบไหนในแต่ละคำร้องที่เขาและเธอปลดปล่อยออกมา.!!
“ความชัด” ของเสียงแม้ขณะเคลื่อนไหวที่ชุด Madison Streamer + Madison Amplifier + Sabrina V ถ่ายทอดออกมานั้นมันเป็นความชัดที่ไม่มีเหลี่ยมคมเลย.! เหมือนดูภาพของจอมอนิเตอร์ที่คมชัดโดยไม่มีการปรับ sharpness เข้ามาช่วย เสียงที่ออกมาจึงมีความนวลและความฉ่ำปนอยู่ในน้ำเสียงตลอดเวลา ซึ่งเป็นข้อดีที่หาได้ยากจากอุปกรณ์ประเภท Streamer/DAC และอุปกรณ์ประเภทดิจิตัลอื่นๆ ที่มักจะให้น้ำเสียงออกมาแห้งและหยาบ
แนวเพลงที่มีอัตราสวิงไดนามิกที่กว้างมากๆ ชุด Madison Streamer + Madison Amplifier + Sabrina V ยังทำคะแนนได้ไม่เต็ม ซึ่งน่าจะเป็นเพราะกำลังของ Madison Amplifier ยังน้อยเกินไปที่จะผลักดันไดนามิกออกมาจาก Sabrina V ได้เต็มสเกลจริงๆ ตอนหลังผมทดลองเปลี่ยนลำโพงเป็น Audio Physic ‘Classic 8’ (REVIEW) โดยยังใช้ Madison Streamer + Madison Amplifier เหมือนเดิม พบว่า รายละเอียดระดับ inner detail กับความเข้มข้นของมวลเนื้อลดลงไประดับหนึ่ง แต่ทางด้านอัตราสวิงไดนามิกเปิดกว้างมากขึ้น มีผลให้ฟังเพลงได้หลากหลายมากขึ้น เปิดกว้างมากขึ้น



Madison Streamer มีเวลาขลุกอยู่ในห้องฟังของผมนานหลายเดือน ทำให้ผมมีโอกาสจับมันทดลองฟังในหลายๆ สภาวะ อย่างช่วงที่ทดสอบลำโพง Dynaudio รุ่น Contour 20 Black Edition (REVIEW) ผมก็มีโอกาสเอา Madison Streamer เข้าไปแจมอยู่สองครั้งโดยใช้ภาควอลลุ่ม WAVe ของ Madison Streamer ในการควบคุมความดังด้วย โดยที่ครั้งแรกผมทดลองจับ Madison Streamer คู่กับเพาเวอร์แอมป์ของ QUAD รุ่น Artera Stereo ขับลำโพง Contour 20 Black Edition ซึ่งเซ็ตนี้ให้ผลลัพธ์ออกมาน่าพอใจมาก เกนของสตรีมเมอร์กับเพาเวอร์แอมป์เข้ากันได้ดี สามารถเรียกกำลังและอัตราสวิงไดนามิกขึ้นมาได้ตามวอลลุ่ม เสียงเปิดกระจ่างโดยไม่มีอาการจ้าและไม่จัดเลย ฟังเพลงได้หลายแนว และในตอนท้ายๆ ของการทดสอบลำโพง Dynaudio ‘Contour 20 Black Edition’ ผมได้เปลี่ยนเอาเพาเวอร์แอมป์ Artera Stereo ออกไปแล้วเอาเพาเวอร์แอมป์ Jeff Rowland Design Group รุ่น Model 555 (REVIEW) เข้าไปแทน พบว่า Madison Streamer + Model 555 + Contour 20 Black Edition ให้เสียงออกมาอะเมธซิ่งมาก.! การเปลี่ยนเพาเวอร์แอมป์มาเป็น Model 555 มีผลทำให้คุณภาพเสียงของเซ็ตนี้พุ่งทะยานขึ้นไปอีกระดับ ทุกคุณสมบัติดีขึ้นมาก แสดงว่า โดยศักยภาพแล้ว Madison Streamer สามารถไต่ไปตามซิสเต็มได้สูงมาก ตอนที่มันเข้าไปอยู่ในซิสเต็มระดับกลางๆ ก็ถือว่าเสียงดีมากแล้ว แต่พอขยับอุปกรณ์อื่นๆ ในซิสเต็มขึ้นไปถึงระดับไฮเอ็นด์ฯ พบว่า Madison Streamer ก็ยังคงเปล่งศักยภาพของมันออกไปผสมกลมกลืนกับเพอร์ฟอมานซ์ของอุปกรณ์อื่นๆ ที่อยู่ในระดับไฮเอ็นด์ฯ (คือแพงกว่าตัว Madison Streamer มาก!) ได้อย่างสมศักดิ์ศรี สามารถนำพาคุณภาพเสียงโดยรวมของซิสเต็มให้สูงขึ้นไปได้อย่างชัดเจน และบทสรุปข้างต้นนั้นได้รับการยืนยันซ้ำอีกครั้งเมื่อผมลองเปลี่ยนลำโพง Dynaudio ‘Contour 20 Black Edition’ มาเป็น Dali รุ่น EPIKORE 3 (REVIEW) ซึ่งก็เป็นลำโพงที่มีราคาสูงกว่า Madison Streamer หลายเท่าตัวเหมือนกัน แต่ผลลัพธ์ที่ออกมาก็ยังคงอยู่ในระดับที่น่าทึ่งอยู่ดี

ตอนท้ายๆ ผมทดสอบ Madison Streamer โดยปิดฟังท์ชั่น Volume Control เพื่อปล่อยสัญญาณเอ๊าต์พุตออกไปแบบฟูลสเกล 4.0V RMS ทางช่อง XLR โดยใช้ปรี+เพาเวอร์ฯ ของ Jeff Rowland Design Group ‘Capri S2-SC + Model 555’ ขับลำโพง Magnepan ‘MG1.7i’ (REVIEW) ปรากฏว่า Madison Streamer ไม่แสดงอาการแผ่วเลย มันยังคงถ่ายทอดเสียงที่ให้ค่าเฉลี่ยที่ดีในทุกคุณสมบัติ ไม่ว่าจะเป็นโฟกัส, ไดนามิก, เวทีเสียง, ฮาร์มอนิก และเนื้อเสียง ถ้าในเพลงที่ฟังบันทึกคุณสมบัติเหล่านั้นมาดีมากๆ Madison Streamer ก็ถ่ายทอดความเยี่ยมยอดเหล่านั้นออกมาให้ได้ยินในลักษณะที่ขูดเกล็ดออกมาแบบปลอกเปลือก ไม่มีอั้น ไม่มีความคลุมเครือ
ความเห็นรวบยอด
กับเสียงของ Wattson Audio ‘Madison Streamer’
หลังจากทดสอบฟังเสียงของสตรีมเมอร์ Wattson Audio ตัวนี้แล้ว ทำให้ผมต้องหวนนึกถึงคำจำกัดความที่มีคนให้นิยามถึง “ลักษณะเสียง” ของเครื่องเสียงที่ผลิตมาจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ว่า เป็นเครื่องเสียงที่มีลักษณะเสียงที่ “แม่นยำ” มี “ความเที่ยงตรง” สูง

ถ้าพูดถึงเครื่องเสียงจากประเทศอังกฤษ คนส่วนใหญ่จะคำนิยามถึงความละมุนละมัยของเสียงในย่านกลาง และมองว่าเครื่องเสียงอเมริกันจะให้โทนเสียงออกไปทางโอ่อ่า เปิดใหญ่ คึกคักสดใส ส่วนเครื่องเสียงจากประเทศในโซนยุโรป จะออกแนวสุภาพ นุ่มนวล สะอาดสะอ้าน ในขณะที่เครื่องเสียงจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์จะมีมุมมองที่ระบุแยกออกไปอย่างชัดเจนตามที่กล่าวมาข้างต้นนั้น
เสียงที่ “แม่นยำ” และมี “ความเที่ยงตรง” สูง
หมายความว่า..?
มีความเป็นไปได้สูงว่า คนที่มองว่า เครื่องเสียงจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์มีลักษณะที่ “แม่นยำ” และมี “ความเที่ยงตรง” สูงนั้น ส่วนหนึ่งอาจจะยังไม่เคยฟังหรือใช้งานเครื่องเสียงจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์มาก่อน คือรับรู้มาจากการอ่านหรือจากคำบอกเล่าต่อๆ กันมา ผสมปนเปไปกับความรู้สึกที่มีต่อสินค้าประเภทอื่น อาทิเช่น นาฬิกาและเครื่องมือแพทย์ ซึ่งประเทศสวิตเซอร์แลนด์ได้สร้างชื่อเสียงมายาวนานเป็นทุนเดิม จนเกิดเป็น “ภาพลักษณ์” ต่อสินค้าเครื่องเสียงไปด้วย
จริงๆ แล้ว เป็นอย่างไรกันแน่.? ตลอดเวลาที่ผมทดลองฟังเสียงของสตรีมเมอร์ Madison ตัวนี้ ผมก็พยายามวิเคราะห์เพื่อค้นหาโทนเสียงของสตรีมเมอร์ตัวนี้ตลอด แต่เชื่อมั้ยว่า ทุกครั้งที่ผมทดลองเปลี่ยนซิสเต็มคือ แอมป์ + ลำโพง ที่ใช้ลองฟังกับสตรีมเมอร์ตัวนี้ไปเรื่อยๆ ผมพบว่า ลักษณะเสียงที่เปลี่ยนไปมันจะกลายเป็นเสียงของอุปกรณ์อื่นๆ (แอมป์ + ลำโพง) ที่เอามาจัดชุดกับสตรีมเมอร์ตัวนี้แทบทุกครั้ง คล้ายกับว่า สตรีมเมอร์ตัวนี้มัน “ไม่มี” บุคลิกเสียงเป็นของมันเอง.. หรือถ้ามีก็ไม่เข้มข้นพอที่จะแสดงตัวออกมาให้ได้ยินอย่างชัดเจน..??!!
ไม่มีบุคลิกเสียงของตัวเองที่ชัดเจน – หรือว่านี่คือลักษณะของเสียงที่ “แม่นยำ” และมี “ความเที่ยงตรง” สูง.?? คือมันไม่มีบุคลิกเสียงของมันเอง แค่ทำตัว “เป็นกลาง” เพื่อให้โทนเสียงของไฟล์เพลงที่เล่นผ่านมันไปได้มีโอกาส “เปล่งแสง” ในตัวเพลงเหล่านั้นออกมาได้อย่างเต็มที่ตามที่เจ้าของเพลงต้องการนำเสนอ โอ้วว.. นี่มันคือ “อุดมคติ” ของการออกแบบอุปกรณ์เครื่องเสียงเลยนะ คือถ้าตั้งคำถามว่า จุดหมายปลายทางในการออกแบบอุปกรณ์เครื่องเสียงที่ไฮเอ็นด์ฯ ขึ้นไปเรื่อยๆ ควรจะไปบรรจบลงที่ใด.? คำตอบที่เชื่อว่าอยู่ในใจของคนออกแบบอุปกรณ์เครื่องเสียงทุกคนก็คือ ทำให้เครื่องเสียงแต่ละประเภททำงานตาม “หน้าที่” ของมันได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ “เติม” สีสันที่อยู่ในลักษณะของ “บุคลิกเสียง” ลงไปในเพลงที่เล่นผ่านอุปกรณ์เครื่องเสียงเหล่านั้นไป
ซึ่งผมคิดว่า ทีมออกแบบของ Wattson Audio และ CH Precision ได้บรรลุ.. หรืออย่างน้อยก็ “เข้าใกล้” อุดมคติในการออกแบบอุปกรณ์เครื่องเสียงของพวกเขาแล้ว.!!!

ถ้าปลด Madison Streamer ออกมาจากซิสเต็ม ระบบก็จะล่ม ทำงานไม่ได้ ไม่มีเสียงเพลงออกมา แสดงว่า Madison Streamer ต้องเอาตัวของมันเองเข้าไปผสมผสานอยู่ในซิสเต็มด้วย จึงจะเกิดเสียงของซิสเต็มออกมา.. ถ้าไม่มี “บุคลิกเสียง” เฉพาะตัวของมันเข้าไปผสมกับเสียงของอุปกรณ์อื่นในซิสเต็มแล้ว สิ่งที่ Madison Streamer ทำให้เกิดขึ้นในซิสเต็มคืออะไร.?
หน้าที่ของ Madison Streamer ในซิสเต็มก็คือ จัดการกับไฟล์เพลงให้ออกมาเป็นสัญญาณอะนาลอก หรือสัญญาณดิจิตัล แล้วส่งออกไปทางเอ๊าท์พุตให้กับแอมปลิฟายรับไปทำหน้าที่ขยายออกลำโพง นี่คือ ลำดับขั้นการทำงานของอุปกรณ์แต่ละส่วนที่ “ตรง” กับหน้าที่หลักของอุปกรณ์นั้นๆ ซึ่งถ้าพิจารณาจากแนวทางการออกแบบของตัว Madison Streamer จะพบว่า บุคคลที่อยู่เบื้องหลังการออกแบบสตรีมเมอร์ตัวนี้มีความเข้าใจถึง “หน้าที่หลัก” ของมันอย่างชัดเจน นั่นคือเหตุผลที่ทำให้พวกเขาออกแบบระบบวอลลุ่ม WAVe ที่มีความแม่นยำสูงถึง 64-bit ขึ้นมาเพื่อทำให้สัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุตที่แปลงออกมาจากไฟล์เพลงดิจิตัลถูก “รบกวน” น้อยที่สุด เป็นแนวทางออกแบบที่พยายาม “รักษา” สัญญาณจากไฟล์เพลงให้ออกมาตรงตามต้นฉบับของไฟล์เพลงแต่ละไฟล์ให้มากที่สุด นั่นคือเหตุผลที่ทำให้ไม่สามารถ “ตามจับ” แนวเสียงของสตรีมเมอร์ตัวนี้ได้ เพราะเมื่อเปลี่ยนเพลงใหม่เข้าไป ลักษณะเสียงที่ออกมาก็เปลี่ยนแปลงไป “แทบจะทุกอย่าง” ไม่เหลืออะไรตกค้างไว้มากพอที่จะให้สรุปได้ว่าเป็นบุคลิกเฉพาะตัวของสตรีมเมอร์ตัวนี้เลย..!!!
take ‘Madison Streamer’ to the limit..!!!

ในจำนวนแม็ทชิ่งทั้งหมดที่ Madison Streamer เข้าไปทำหน้าที่เป็น “แหล่งต้นทาง” ในการเล่นไฟล์เพลงให้กับซิสเต็มนั้นๆ ผมพบว่า ซิสเต็มแม็ทชิ่งที่มี Madison Streamer + Linn ‘Klimax Solo 500’ + KEF ‘Reference 3 Meta‘ ให้เสียงออกมาดีที่สุด โดยที่ทั้งแอมป์และลำโพงมีราคา “สูงกว่า” Madison Streamer หลายๆ เท่าทั้งคู่ แต่เสียงโดยรวมที่ได้ออกมาก็อยู่ในระดับที่สามารถทำให้เกิดความซาบซึ้งกับอรรรสของเพลงได้น่าพอใจอย่างมาก และเสียงที่ออกมาก็ไม่มีจุดไหนเลยที่จะ “ฟ้อง” ว่าแหล่งต้นทางมีราคาต่ำกว่าแอมป์กับลำโพงหลายเท่า.!
ความสัตย์ซื่อที่ Madison Streamer มีต่อไฟล์เพลงมันปรากฏชัดเจนมากออกมากับเสียงที่ได้ยินจากแต่ละไฟล์เพลงที่ฟัง ยกตัวอย่างเช่น ไฟล์ WAV 16/44.1 ที่ริปมาจากแผ่นซีดีมันก็สามารถออกมาดีมากๆ ได้เมื่อเป็นอัลบั้มที่บันทึกและผลิตโดยค่ายเพลงที่ใช้ความพิถีพิถันในการผลิตจริงๆ และเมื่อลองเปลี่ยนไปเล่นไฟล์เพลงที่เป็นฟอร์แม็ตรายละเอียดสูงอย่าง DSD เสียงที่สตรีมเมอร์ตัวนี้ให้ออกมาก็บ่งบอกให้รู้ถึง “ความพิเศษ” ในแง่ของมวลเสียงที่อิ่มเข้มและนวลเนียนมากกว่า เมื่อเทียบกับอัลบั้มเดียวกันที่เป็นเวอร์ชั่นซีดีเทียบกับ DSD ที่ผมริปออกมาจากแผ่น SACD สตรีมเมอร์ตัวนี้ก็รายงานออกมาให้เห็นว่า เวอร์ชั่น DSD ให้ความแน่นของมวลสูงกว่า ให้รายละเอียดในระดับ Low Level ที่เด่นชัดมากกว่า ฟังฟอร์แม็ต DSD บางชุดแล้วต้องยอมรับว่าฟอร์แม็ต DSD นำพาเราเข้าไปใกล้กับมาสเตอร์ตัวจริงของอัลบั้มนั้นมากกว่า คือไม่มีใครมากำกับ แต่เสียงจากสตรีมเมอร์ Madison ตัวนี้มันส่งสัญญาณบางอย่างเข้ามากระตุ้นคอมม่อนเซ้นต์ในตัวเราให้เกิดการรับรู้ความจริงตรงนั้น
ยิ่งได้ลองฟังไฟล์ที่ทำขึ้นมาด้วยฟอร์แม็ตที่มีความละเอียดสูงมากๆ อย่างไฟล์เพลง DXD ของค่าย 2L ที่บันทึกและมาสเตอร์มาด้วยความละเอียดสูงถึง 24-bit/352kHz เสียงที่ถ่ายทอดผ่านสตรีมเมอร์ Madison ตัวนี้ออกมามันคือ “ที่สุด” ของความจริงที่มีทั้งความใส ความชัด และพลังไดนามิกที่เข้าใกล้ของจริงมากเขาไปอีกขั้น.! สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของ Madison Streamer ตัวนี้ว่ามันยังไปได้อีกไกล.. ถ้าไฟล์เพลงของคุณมีคุณภาพสูงพอ.!!!
สรุป
มีข้อสังเกตอยู่ 2-3 อย่าง สำหรับการใช้งาน Madison Streamer อย่างแรกคือตอนใช้ระบบวอลลุ่มในตัว Madison Streamer คือผมพบว่า ต้องใช้เกนวอลลุ่มค่อนข้างสูง ซึ่งเร้นจ์เฉลี่ยของวอลลุ่มที่ใช้กับเพาเวอร์แอมป์หลายตัวจะอยู่ระหว่าง 60 – 90% ของระดับวอลลุ่มที่มีมาให้ใช้.! อย่างที่สองคือ Madison Streamer มีสถานะเป็น Roon Ready คุณจึงใช้ระบบนิเวศน์ของ Roon ในการควบคุมใช้งาน Madison Streamer ได้ทุกส่วน แต่ถ้า “เน้น” คุณภาพเสียง แนะนำให้ใช้แอพลิเคชั่น Wattson Music ในการเล่นไฟล์เพลง เสียงจะดีกว่าเล่นด้วย Roon เล็กน้อย
ข้อที่สามคือ คุณภาพเสียงของช่องอินพุต coaxial กับ optical ของ Madison Streamer ดีกว่าที่คิด ผมทดลองเล่นเพลงจากแผ่นซีดีด้วยเครื่องเล่นซีดีแล้วส่งสัญญาณดิจิตัลเข้ามาที่อินพุต coaxial ของ Madison Streamer พบว่า เสียงที่ได้ต่างจากเล่นจากไฟล์เพลง WAV เพลงเดียวกันที่ผมริปจากแผ่นซีดีแผ่นเดียวกันพอสมควร ใครชอบโทนัลบาลานซ์ของเสียงที่คล้อยลงมาทางด้านล่าง (ทุ้ม) มากหน่อย แหลมน้อยหน่อย ไปโทนเดียวกับเสียงของเครื่องเล่นซีดีน่าจะถูกใจ ส่วนอินพุต optical นั้น ผมลองเอาไปใช้กับทีวีในห้องรับแขก มันช่วยให้เสียงจากทีวีดีขึ้นแบบก้าวกระโดดเลย.! ไม่ว่าจะดูหนังจาก Netflix, ดูคลิปคอนเสิร์ตจาก YouTube หรือแม้กระทั่งดูข่าวจากช่องฟรีทีวียังออกมาดีเลย เสียงเปิด มีมิติ และมีน้ำหนักมากกว่าเสียงจากทีวีมาก ต่างกันฟ้ากับเหว.!!
Wattson Audio ‘Madison Streamer’ ยึดตำแหน่ง The Best ในกลุ่ม Streamer/DAC ที่มีราคา ไม่เกิน 200,000 บาท ไปครองได้แบบสบายๆ ด้วยคุณภาพเสียงที่ “แม่นยำ” และมี “ความเที่ยงตรง” สูง..!!!
********************
*** HIGHLY RECOMMENDED!!! ***
สำหรับ
Streamer/DAC ระดับราคา “ไม่เกิน 200,000 บาท“
********************
ราคา :
Madison Streamer = 180,000 บาท / ตัว
Madison Amplifier = 240,000 บาท / ตัว
********************
นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย
บริษัท Deco2000
โทร. 089-870-8987
facebook: DECO2000Thailand



