รีวิวพิเศษ : “3 อุปกรณ์เสริม” ที่ให้ผลลัพธ์น่าพอใจ โดยไม่สร้างผลข้างเคียงแง่ลบไว้กับซิสเต็ม.!! (ภาค ๓) : ปลั๊กพ่วง Shunyata Research รุ่น Venom PS10

เมื่อคุณเริ่มเล่นเครื่องเสียง ปลั๊กพ่วงจะกลายเป็นของจำเป็นขึ้นมาทันที โดยเฉพาะคนที่มีอุปกรณ์เครื่องเสียงมากกว่า 2 ชิ้นขึ้นไปที่ต้องเสียบใช้ไฟฟ้า แม้ว่าเต้ารับติดผนังแบบที่รองรับการเสียบใช้งานอุปกรณ์เครื่องเสียงได้ 4 ช่องจะมีให้เลือกใช้อยู่แล้ว แต่นักเล่นฯ ส่วนใหญ่มักไม่ชอบที่จะเสียบสายไฟเอซีจากเครื่องเล่นไปที่เต้ารับบนผนังโดยตรง เพราะนอกจากสายไฟเอซีโดยทั่วไปจะยาวไม่พอแล้ว การใช้ปลั๊กรางที่พ่วงมาจากเต้ารับบนผนังแล้วลากสายมาวางอยู่ใกล้ๆ ชุดเครื่องเสียงจะให้ความสะดวกในการใช้งานมากกว่า.. ยิ่งไปกว่านั้น ปลั๊กพ่วงดีๆ มันให้ผลดีต่อเสียงด้วยนี่ซิ.. เรื่องสำคัญเลย.!!!

Shunyata Research รุ่น Venom PS10
และแล้ว.. เราก็เอื้อมถึง.!!!

ถ้าเอาสินค้าเครื่องเสียงในกลุ่มที่เกี่ยวกับไฟฟ้าไปเทียบกับรถยนต์ แบรนด์ Shunyata Research เจ้านี้ก็คงจะเทียบได้กับรถยนต์แบรนด์ดังอย่าง BMW หรือ Mercedes-Benz ซึ่งเป็นรถยนต์ระดับไฮเอ็นด์ที่คนระดับกลางเอื้อมไม่ค่อยถึง

ชื่อเสียงของ Shunyata Research เริ่มเปรี้ยงปร้างขึ้นมาในวงการเครื่องเสียงตั้งแต่ออกผลิตภัณฑ์ประเภท Power Distributor หรือปลั๊กพ่วงรุ่น Hydra ออกมาในตลาดครั้งแรกเมื่อเกือบสามสิบปีที่แล้ว หลังจากนั้น ชื่อของ Shunyata Research ก็พุ่งพรวดขึ้นมาอยู่แถวหน้าของวงการปลั๊กพ่วงอย่างรวดเร็ว ซึ่งตัวจุดระเบิดที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของแบรนด์นี้ก็คือชายมาดเคร่งขรึมที่มีชื่อว่า Caelin Gabriel ผู้ซึ่งมีโนฮาวเกี่ยวกับไฟฟ้าอัดแน่นอยู่เต็มหัว เป็นที่มาของสิทธิบัตรจำนวนมหาศาลที่เขาจดเอาไว้จากผลงานที่คิดค้นขึ้นมาใช้กับผลิตภัณฑ์ Shunyata Research ในยุคต่อมา

ในแง่ประสิทธิภาพนั้นคงไม่ต้องสาธยายให้เมื่อยปาก ดูจากรีวิวและรางวัลที่สื่อเครื่องเสียงทั่วโลกพร้อมใจกันมอบให้ก็น่าจะเพียงพอที่จะยืนยันได้ว่าเจ๋งจริง ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ของ Shunyata Research เป็นที่ต้องการของตลาดเครื่องเสียงอย่างมาก ช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านๆ มาพวกเขาก็มีแต่ผลิตภัณฑ์ระดับไฮเอ็นด์ออกมาซะเป็นส่วนใหญ่ นัยว่าเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีไปในตัว หลังจากนั้นไม่กี่ปีถัดมา Shunyata Research ก็เริ่ม trickle down เอาเทคโนโลยีและเทคนิคระดับสูงที่อยู่ในรุ่นแพงๆ มาใช้ออกแบบในรุ่นที่มีราคาย่อมเยาลงโดยแยกออกมาเป็นซีรี่ย์ “Venomโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นซีรี่ย์ที่นักเล่นฯ ระดับกลางสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

ดีไซน์

Venom PS10เป็นปลั๊กพ่วง (power distributors) ที่อัพเกรดมาจากรุ่น PS8 ในอดีต โดยเพิ่มช่องเสียบมาอีก 2 ช่อง และได้ทำการปรับปรุงประสิทธิภาพในการจ่ายกระแสให้สูงขึ้น, ปรับปรุงประสิทธิภาพในการขจัดสัญญาณรบกวนให้ดีขึ้นด้วยการติดตั้งสายไฟเอซี 20A ที่มาพร้อม noise filter มาให้ในตัวเสร็จสรรพ

สายไฟเอซีที่ติดตั้งมากับปลั๊กพ่วงมีความยาว 6 ฟุต หรือ 180 .. ประกอบติดตายตัวมากับปลั๊กพ่วง ถอดไม่ได้ ในแง่ดีคือเป็นการลดจุดสัมผัสระหว่างปลั๊กตัวผู้ของสายไฟเอซีกับเต้ารับตัวเมียของปลั๊กพ่วง ช่วยทำให้ส่งผ่านกระแสไฟได้ดีขึ้น ส่วนแง่ไม่ดีสำหรับบางคนคือทำให้อดซนเปลี่ยนสายไฟเล่น ซึ่งไม่ควรทำอย่างยิ่ง ถ้าอยากจะซนก็ไปเล่นสายไฟช่วงที่ต่อจากปลั๊กพ่วงตัวนี้ไปที่เครื่องเสียงแต่ละชิ้นจะดีกว่า ส่วนตัวผมชอบแนวทางนี้นะ การติดตั้งสายไฟเอซีมาให้แบบนี้มันทำให้มั่นใจได้ว่า กระแสไฟจากเต้ารับบนผนังจะไหลมาถึงเต้ารับบนตัวปลั๊กพ่วงได้อย่างเต็มที่ตามมาตรฐานของ Shunyata Research จริงๆ โดยไม่มีผลของสายไฟเอซีอื่นๆ เข้ามาเจือปน

ดูใกล้ๆ ถึงได้รู้ว่า สายไฟเอซีที่ติดตั้งมาให้กับ PS10 คือสายไฟเอซีรุ่น “Venom V12 NRนั่นเอง ซึ่งสายไฟเอซีรุ่นนี้ปัจจุบันไม่มีจำหน่ายแล้ว ในอดีตมีชื่อเสียงอยู่พอสมควรในแง่ของดีราคาประหยัด ตัวนำด้านในใช้ขนาดใหญ่ เบอร์ 12 เนื้อเป็นทองแดงอัลลอยด์ OFE (Oxygen-Free Electrolytic) เกรด C10100 ที่มีความบริสุทธิ์สูงถึง 99.99% ฉนวนทำมาจากวัสดุ Fluorocarbon ที่มีคุณสมบัติเด่นๆ หลายอย่างและทนทานต่อความร้อนได้ดี เมื่อนำมาทำสายไฟเอซีจึงไม่มีปัญหาอั้นกระแส ส่วนขาขั้วต่อทั้งหมดทำมาจากทองเหลืองทั้งแท่ง

ภายในตัวปลั๊กพ่วง Venom PS10 ใช้เบรคเกอร์แบบ Electromagnetic ของบริษัท Carling Technologies ซึ่งมีประสิทธิภาพในการป้องกันกระแสเกินได้ดีกว่าเบรคเกอร์แบบ Thermal และฟิวส์ กรณีที่เบรคเกอร์ตัดการทำงาน ก็สามารถรีเซ็ตใหม่ได้ง่ายๆ ด้วยการกดปุ่มขาวๆ ที่อยู่ด้านข้าง

เทคโนโลยีที่ใช้ออกแบบ Venom PS10

มีเครื่องมือชนิดหนึ่งที่ Caelin Gabriel นำมาใช้ออกแบบผลิตภัณฑ์ซีรี่ย์สูงๆ ซึ่งให้ผลลัพธ์ที่น่าทึ่งมาก เขาเรียกมันว่า “Dynamic Transient Current Delivery” (ย่อว่า DTCD) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ใช้วิเคราะห์ปริมาณของกระแสไฟชั่วขณะที่ไหลผ่านตัวนำไฟฟ้าและขั้วต่อที่มีอิมพีแดนซ์ต่ำๆ ซึ่งเครื่องมือตัวนี้ช่วยทำให้เขาสามารถออกแบบโครงสร้างและเลือกใช้วัสดุของผลิตภัณฑ์ที่ทำให้มั่นใจได้ว่า ผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบด้วยเทคโนโลยี DTCD นี้จะสามารถส่งผ่านกระแสในปริมาณมากๆ ได้อย่างรวดเร็วโดยไม่มีอาการอั้น ซึ่งประเด็น จ่ายกระแสปริมาณมากๆ ได้โดยไม่อั้น” เป็นไฮไล้ท์ของปลั๊กพ่วงแบรนด์นี้ ซึ่งก็คือหัวใจของอุปกรณ์เสริมประเภท power distributor หรือปลั๊กพ่วงทุกตัว และถือว่าเป็นคุณสมบัติที่ ต้องมีโดยเฉพาะปลั๊กพ่วงที่ให้รูเสียบมาเยอะๆ

อีกเทคนิคที่เป็นไฮไล้ท์ในการออกแบบของ Shunyata Research ก็คือระบบ Noise Reduction (NR) ซึ่งโดยปกติแล้ว ระบบกรองสัญญาณรรบกวน (noise reduction) ทั่วๆ ไปมักจะส่งผลข้างเคียงในแง่ลบกับเสียง คือวงจรที่ใช้กรองสัญญาณรบกวนมักจะมีสภาพเป็นตัวต้านทาน (resistance) เข้าไปขวางทางเดินของกระแสไฟ กลายเป็นต้นเหตุที่ทำให้เสียงอั้นซะเอง สรุปคือวงจรกรองสัญญาณรบกวนแบบทั่วไปมีทั้งผลดีและผลเสียไปพร้อมกัน

Caelin Gabriel ใช้เทคนิคในการกรองสัญญาณรบกวนแบบ multi-stage filter network ในการขจัดสัญญาณรบกวนที่เกิดขึ้นในตัวสายไฟเอซีและขจัดสัญญาณรบกวนที่เกิดจากอุปกรณ์เครื่องเสียงที่เสียบใช้งานอยู่บนปลั๊กพ่วงของเขาไม่ให้แพร่กระจายไปรบกวนอุปกรณ์เครื่องเสียงตัวอื่นๆ ที่เสียบอยู่บนปลั๊กพ่วงเดียวกัน รวมถึงป้องกันการแพร่กระจายสัญญาณรบกวนเข้าไปในซิสเต็มด้วย

นอกจากนั้น ยังมีอีกเทคโนโลยีที่แกเบรียลนำมาใช้ออกแบบ Venom PS10 ตัวนี้อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า Kinetic Phase Inversion Process (KPIP) เป็นเทคนิคที่รวบรวมผลจากการเบิร์นอิน และผลจากการแช่เย็น cryogentic เข้ามาใช้ในการออกแบบ ทำให้ใช้เวลาเบิร์นฯ น้อยลงหรือแทบจะไม่ต้องเบิร์นฯ เลย ก็ได้ผลแบบเดียวกัน

รูปร่างหน้าตาของ Venom PS10

บนตัว Venom PS10 มีเต้ารับมาให้เสียบปลั๊กสายไฟเอซีมากถึง 10 ช่อง แต่ถ้าดูที่ขนาดของบอดี้แล้วจะเห็นว่ามันไม่ค่อยสมดุลกันเอาซะเลย บอดี้มันมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับช่องเสียบที่มากถึง 10 ช่อง มิหนำซ้ำ ดูเผินๆ วัสดุที่ใช้ทำตัวบอดี้ยังเป็นพลาสติกซะด้วย เอ๊ะ..!! นี่จงใจลดต้นทุนหรือเปล่า.? ผมพยายามเปิดหาข้อมูลในเว็บไซต์ของ Shunyata Research เกี่ยวกับการออกแบบตัวบอดี้ของปลั๊กพ่วงรุ่นนี้ ถึงได้รู้ว่าบอดี้ของ Venom PS10 ตัวนี้ทำมาจาก โพลีเมอร์(Polymer) ซึ่งแม้ว่าโพลีเมอร์กับพลาสติกจะถูกเข้าใจว่าเป็นอย่างเดียวกัน แต่จริงๆ แล้ว มันมีความต่างกันอยู่พอสมควรระหว่างวัสดุสองชนิดนี้

โพลีเมอร์มีทั้งวัสดุธรรมชาติและวัสดุสังเคราะห์ เนื้อเยื่อของวัสดุขึ้นรูปมาจากการเกาะตัวกันของโมเลกุลเดี่ยว ในขณะที่พลาสติกคือรูปแบบของวัสดุโพลีเมอร์ที่เกิดจากการเกาะกลุ่มกันของโพลีเมอร์จำนวนมาก ซึ่งอาจประกอบด้วยวัสดุธรรมชาติบางส่วน หรือเป็นวัสดุสังเคราะห์ทั้งหมดก็ได้ พูดง่ายๆ คือ พลาสติกทั้งหมดก็คือโพลีเมอร์ แต่ไม่ได้หมายความว่า โพลีเมอร์จะเป็นพลาสติกไปทั้งหมด

เมื่อหวนกลับมาพิจารณาบอดี้ของ Venom PS10 อย่างละเอียดอีกที ผมพบว่า ทั้งเนื้อวัสดุรวมถึงรายละเอียดที่อยู่โดยรอบตัวบอดี้ได้แสดงถึงความตั้งใจในการออกแบบและผลิตมันขึ้นมาที่รับรู้ได้ เพราะมันไม่เหมือนบอดี้พลาสติกเรียบๆ แบบปลั๊กพ่วงราคาถูกทั่วไป เมื่อมองอีกมุมนึง ผมกลับอดสงสัยไม่ได้ว่า เบื้องหลังของการใช้วัสดุโพลีเมอร์ที่มีลักษณะไม่นำไฟฟ้ามาทำเป็นตัวบอดี้แบบนี้มีเทคนิคอะไรแอบอยู่รึเปล่า.? อาจจะเป็นเทคนิคที่ส่งผลดีต่อเสียงก็เป็นได้ ที่คิดออกอย่างหนึ่งก็คือไม่น่าจะมีประจุไฟฟ้ารั่วไหลอยู่บนตัวถังอย่างแน่นอน และยังมีเรื่องของกราวนด์ลู๊ปอีก อือมม… หรือนี่จะเป็นไม้เด็ดอีกอย่างในการออกแบบที่ผู้ผลิตอมพะนำเอาไว้ เพราะผมพลิกกลับไปดูปลั๊กพ่วงรุ่นเก่าๆ อย่าง PS8 ก็ใช้ตัวถังโลหะทั้งนั้น น่าแปลกใจมาก..??

หรือจะทำที่จีน..?? ความคิดแว็บนึงผุดขึ้นมาในหัว แต่สายตาเหลือบไปเห็นบนฝากล่องพิมพ์กำกับไว้ชัดเจนว่า “Made in USAงั้นก็น่าจะตัดประเด็นเรื่องลดต้นทุนออกไป เพราะทำในอเมริกาถึงจะเป็นตัวถังโพลีเมอร์ แต่ต้นทุนก็ไม่น่าจะต่ำ แสดงว่าน่าจะเป็นความตั้งใจที่จะเลือกใช้วัสดุที่มีคุณสมบัติไม่นำไฟฟ้ามาเป็นตัวถังซะมากกว่า ส่วนเหตุผลนั้นคุณแกเบรียลแกไม่ยอมพูดถึง..

ที่ด้านล่างของตัวบอดี้มีขาตั้งที่ทาง Shunyata Research ตั้งใจออกแบบมาเพื่อช่วยลดความสั่นสะเทือนจากภายนอกไม่ให้เล็ดลอดเข้าไปภายใน เขาตั้งชื่อเรียกว่า Shunyata Isolation Footer เพราะผู้ออกแบบให้ข้อมูลไว้ชัดเจนว่า vibration หรือแรงสั่นสะเทือนมีผลทำให้เสียงแย่ลง ขาตั้งที่ให้มาก็เพื่อลดปัญหาที่ว่านี้นี่เอง

ทดลองใช้งาน

ก่อนทดลองใช้งานปลั๊กพ่วงตัวนี้ เรามาคำนวนกันดูก่อนว่า ปลั๊กพ่วงตัวนี้จะสามารถยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านตัวมันได้มากแค่ไหน จากข้อมูลในสเปคฯ ที่ค้นเจอจากเว็บไซต์ของ Shunyata Research เองระบุไว้ว่า Venom PS10 ยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านตัวมันได้มากที่สุดอยู่ที่ 20A งั้นเรามาลองคำนวนดูว่าเราควรจะเสียบอุปกรณ์เครื่องเสียงตัวไหนเข้ากับปลั๊กพ่วงตัวนี้ได้บ้าง และเสียบได้มากน้อยแค่ไหนจึงจะไม่โอเว่อร์โหลด

วิธีการคือคำนวนหา ปริมาณกระแสไฟ” (current) ที่อุปกรณ์เครื่องเสียงแต่ละตัวต้องการใช้ออกมาซะก่อน หน่วยจะออกมาเป็นแอมป์ (amp) เมื่อได้แล้วก็เอาค่าที่คำนวนได้ทั้งหมดมารวมกันแล้วดูว่ามันเกิน 20A รึเปล่า.? ถ้าเกินก็มีโอกาสที่กระแสไฟจะอั้น ถ้ารวมทุกตัวแล้วไม่เกิน 20A ก็สบาย

จากสูตรการคำนวนหา กำลังไฟ” (Watts) ก็คือ P (กำลังไฟ) = I (กระแส) x V (แรงดัน) ซึ่งแรงดันของไฟฟ้าในบ้านเราอยู่ที่ 220 โวลต์ เมื่อคำตอบที่เราต้องการก็คือ I (กระแส) ดังนั้น เราจึงต้องแปลงสูตรด้วยการโยกแรงดัน (V) ไปหารกำลัง (P)

I (กระแส) = P (กำลัง) / V (แรงดัน)

ยกตัวอย่างอุปกรณ์เครื่องเสียงในส่วน digital source ของผมประกอบด้วย Roon รุ่น nucleus+ (REVIEW) ที่ผมใช้เป็นสตรีมเมอร์ทรานสปอร์ตอยู่ประจำ ซึ่งตัวมันใช้ไฟ 19V ต้องการกำลังไฟ 60W แต่ผมต่อ nucleus+ ผ่านลิเนียร์ เพาเวอร์ซัพพลายของ Nordost รุ่น Q Source (REVIEW) ซึ่งในสเปคฯ ไม่ได้ระบุ power consumption มาชัดเจน เลยต้องดูจากฟิวส์ที่แนะนำให้ใช้เพราะเป็นด่านที่ยอมให้กระแสไฟไหลผ่านตัวเครื่อง พบว่าสูงสุดอยู่ที่ 1.25A max ซึ่งเข้าใจว่าในการใช้งานจริงตัว Q Source ไม่น่าจะดึงกระแสไปใช้ได้ถึงหนึ่งแอมป์ เพราะถ้ากระแสไฟไหลผ่านถึง 1.25A ฟิวส์ก็จะขาด อีกชิ้นเป็นเน็ทเวิร์ค สวิชชิ่งยี่ห้อ Silent Angel รุ่น Bonn N8 (REVIEW) ที่ผมใช้อยู่ใช้แรงดัน 5V และต้องการกำลังไฟ 2.4A แต่ผมต่อผ่านลิเนียร์ เพาเวอร์ซัพพลายของ Clef Audio รุ่น LSD-5 ซึ่งทางอินพุตใช้ไฟ AC แรงดัน 220-240V กินกระแสแค่ 0.5A เท่านั้น (ระบุมาที่ตัวเครื่อง)

สรุปแล้ว ทางฝั่ง digital source ของผมกินกระแสไฟรวมกันอยู่ที่ 1.25A (อิงตัวเลขสูงสุดจากฟิวส์ที่ใช้ทางอินพุต) รวมกับอัตราบริโภคกระแสของตัวสวิชชิ่งอยู่ที่ 0.5A ผลรวมคือ 1.25 + 0.5 = 1.75A เท่านั้น.!

ส่วนทางฝั่ง analog source ผมใช้เครื่องเล่นแผ่นเสียงของ Gold Note รุ่น Valore 425 Plus ซึ่งตัวมอเตอร์หมุนสายพานรับไฟมาจาก AC/DC อะแด๊ปเตอร์ที่มีอัตราบริโภคไฟแค่ 20W คำนวนออกมาเป็นกระแสก็อยู่ที่ประมาณ 0.09A เท่านั้นเอง (20W หารด้วยแรงดัน 220V) ส่วนภาคโฟโนฯ ผมใช้ของ VTL รุ่น TP-2.5i ซึ่งในสเปคฯ power consumption ของ TP-2.5i แจ้งไว้ที่ 25W เมื่อคำนวนย้อนกลับมาเป็นกระแสก็อยู่ราวๆ 0.1A เท่านั้นเอง.. น้อยมาก.!!

แอมปลิฟายที่ผมใช้ทดสอบเป็น all-in-one ของ Gold Note รุ่น IS-1000 Deluxe ซึ่งในสเปคฯ ระบุ power consumption อยู่ระหว่าง 30 – 400W คำนวนออกมาเป็นกระแสก็อยู่ระหว่าง 0.13 – 1.8A เท่านั้นเอง สรุปรวมทั้งซิสเต็มที่ผมใช้ทดสอบปลั๊กพ่วงของ Shunyata Research ตัวนี้ใช้กระแสไฟรวมกันอยู่ที่ 1.75 + 0.1 + 1.8 = 3.65A เท่านั้น เอาไปเทียบกับความสามารถสูงสุดของปลั๊กพ่วง Venom PS10 ที่รับได้ถึง 20A แล้ว จะเห็นว่าตัวปลั๊กพ่วงยังมีความสามารถเหลือรับได้อีกเยอะ..!!!

ด้วยสเปคฯ ในการรองรับกระแสไฟลผ่านที่สูงถึง 20A ของ Venom PS10 ตัวนี้น่าจะเป็นปัจจัยแรกที่ทำให้เสียงของซิสเต็มที่ผมใช้ทดลองฟัง (โดยเสียบอุปกรณ์ ทุกชิ้นลงไปบนรูเสียบของ Venom PS10 ทั้งหมด) ออกมาเปิดกระจ่าง แบนด์วิธขยายกว้างไปทั้งทางด้านทุ้มและแหลม รวมถึงได้อัตราสวิงของไดนามิกที่ไม่จำกัดและไม่รู้สึกถึงการบีบกด (compress) ใดๆ

ความประทับใจแรกจากการทดลองใช้งาน Venom PS10 คือความกระชับแน่นของหน้าสัมผัส ซึ่งรับรู้ได้ทันทีหลังจากเสียบปลั๊กตัวผู้ของสายไฟเอซีที่ติดมากับตัว Venom PS10 เข้าไปบนเต้ารับบนผนังห้อง และเสียบปลั๊กตัวผู้ของสายไฟเอซีจากอุปกรณ์เครื่องเสียงแต่ละชิ้นมาเข้าที่เต้ารับของตัว Venom PS10 ลักษณะคือมันแน่นแบบหนึบๆ หลังจากเสียบลงไปแล้วผมลองยกตรงส่วนหัวปลั๊กตัวผู้ขึ้นมา จะรู้สึกได้ถึงความยึดแน่นเพราะมันยกบอดี้ของ Venom PS10 ให้ลอยตามขึ้นมาด้วย อย่าว่าแต่หลุดเลย แม้แต่อาการหลวมก็ไม่มีให้เห็นเลย ตรงนี้ชอบมาก..!!!

สำหรับการลองฟังเสียง เมื่อเทียบกับเสียบตรงเข้าที่เต้ารับบนผนัง ผมพบว่า ผลทางด้านไดนามิกเหมือนจะไม่ต่างกันมาก แต่ผลทางด้าน ความสะอาดของเสียงทั้งหมดรู้สึกได้เลยว่า เสียบผ่าน Venom PS10 สะอาดกว่า ผมรับรู้ถึงผลข้อนี้ตอนลองฟังเพลงคลาสสิก ซึ่งหลายๆ อัลบั้มมันแสดงถึงความต้องการให้ผมเร่งวอลลุ่มของแอมป์ให้สูงขึ้น เพื่อให้รายละเอียดในส่วนที่เบา ppp สามารถเปิดเผยออกมาให้ได้ยินจนครบ ซึ่งตอนที่เสียบผ่านเต้ารับบนผนังเมื่อเร่งวอลลุ่มขึ้นมา ผมจะทนฟังได้ไม่นาน เพราะมันรู้สึกได้ถึงอาการรำคาญในหู เหมือนมีอะไรบางอย่างมันปนเข้ามากับเสียงเพลง พอผมลดวอลลุ่มลงไปเบาๆ จะไม่ค่อยรู้สึกถึงอาการกวน แต่รายละเอียดก็หายไปด้วย เมื่อผมย้ายอุปกรณ์ทุกชิ้นมาเสียบผ่าน Venom PS10 ปรากฏว่า ผมสามารถเร่งวอลลุ่มขึ้นมาที่ความดังระดับเดียวกันเพื่อให้ได้ยินรายละเอียดระดับ ppp ผมกลับฟังได้นานเป็นชั่วโมงโดยไม่รู้สึกเครียดเลย มิหนำซ้ำ ที่ระดับวอลลุ่มสูงกว่าปกตินั้น มันทำให้ผม ได้ยินเสียงดนตรีที่แยกชิ้นชัดขึ้น สามารถชี้ชัดออกมาได้ว่าที่กำลังบรรเลงอยู่พร้อมกันนั้นมีเสียงของเครื่องดนตรีอะไรบ้าง และผมยังพบด้วยว่า หลังจากย้ายทุกชิ้นมาเสียบผ่าน Venom PS10 มันทำให้ผมได้ยินช่วงสวิงของไดนามิกที่กว้างขึ้นด้วย คือการเร่งวอลลุ่มให้สูงขึ้นมันไม่ได้ทำให้รายละเอียดช่วงเบาของเพลงถูกเปิดเผยออกมาเท่านั้น แต่มันยังทำให้อัตราสวิงของเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นมีอิสระมากขึ้น สามารถสวิงขึ้นได้ถึงจุดพีค fff โดยไม่มีอาการแตกปลาย ซึ่งนั่นมีผลต่อการเข้าถึง อรรถรสของเพลงอย่างมากกก..!! เพราะการสวิงของไดนามิกที่เปิดกว้างทั้งระดับ micro และ macro dynamic ช่วยทำให้ผมสัมผัสได้ถึง อารมณ์ของนักดนตรีที่กระหน่ำลงไปบนเครื่องดนตรีของพวกเขา รับรู้ได้ถึงความปราณีตในการสีคันชักลงไปบนสาย รับรู้ได้ถึงพลังภายในที่ประเคนผ่านไม้นวมลงไปถึงหนังกลอง รับรู้ได้ถึงแรงกดของปลายนิ้วที่คลึงลงไปบนแป้นคีย์เปียโน รับรู้ได้ถึงพลังลมปราณที่อัดเข้าไปในปล่องแซ็กโซโฟน ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดนี้มันคือพรมแดนที่ก่อนหน้านี้ผมมาไม่ค่อยถึง เพราะถ้าระบบไฟไม่สะอาดพอ การเร่งวอลลุ่มขึ้นมาสูงๆ ก็จะทำให้ noise ถูกขยายตามขึ้นมาด้วยส่งผลให้ S/N ratio ของซิสเต็มแย่ลง ลามไปถึงคุณภาพเสียงของซิสเต็มที่ตกวูบลงทันทีที่วอลลุ่มถูกเร่งขึ้นมา ซึ่งนี่แหละคือกำแพงหนาๆ ที่ขวางกั้นไม่ให้ซิสเต็มเครื่องเสียงทะยานไปถึงจุด top performance ของมัน จนเมื่อได้ Venom PS10 เข้ามาปลดล็อคให้นี่แหละ ผมถึงได้รู้ว่า จริงๆ แล้วซิสเต็มที่ฟังดีอยู่แล้วของผมมันสามารถขยับคุณภาพขึ้นไปได้อีกไกลเลย.!!!

Venom PS10 ไม่ได้แสดงอาการของผลข้างเคียงใดๆ ออกมาให้ได้ยินเลยตลอดการใช้งานอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาเดือนกว่าๆ ที่ผ่านมา ไม่ว่าผมจะทดลองเสียบแบบไม่ครบรู หรือทดลองเสียบเข้าไปจนเต็มจนไม่เหลือรูเสียบ หรือแม้แต่ทดลองเสียบอะแด๊ปเตอร์ 2 ขาที่ไม่แยกกราวนด์ลงไปก็ไม่ส่งผลกับอุปกรณ์ตัวอื่นๆ และไม่ทำให้ผลโดยรวมของเสียงแย่ลงด้วย สุดยอดมาก.!! แสดงว่ามันเสียบได้ทุกอย่างจริงๆ

ในช่วงท้ายๆ ของการทดสอบผมลองเอา Venom PS10 ไปทดลองใช้กับชุดดูหนังที่ห้องรับแขก โดยเสียบทีวีกับแอมป์สองแชนเนลที่ใช้ดูหนังฟังเพลง เสียงกับภาพก็ออกมาดีกว่าเสียบปลั๊กจากตัวเครื่อง (ทีวี, แอมป์) เข้าไปที่เต้ารับบนผนังเยอะมาก แสดงว่า วงจรฟิลเตอร์ของ Venom PS10 มันทำงานไปไกลถึงระดับเมกกะเฮิร์ตแน่ๆ (ในสเปคฯ ระบุว่าสามารถกรองสัญญาณรบกวนตั้งแต่ย่านความถี่ 100kHz – 30MHz ลงไปได้มากกว่า 24dB)

สรุป

จริงๆ แล้ว ปลั๊กพ่วงหลายๆ ตัวในท้องตลาดก็มีความสามารถในการรองรับการจ่ายกระแสไฟ (หรือยอมให้กระแสไหลผ่านอย่างสะดวก) ได้เยอะ แต่ที่พบว่าบางตัวมีอาการที่ทำให้เสียงอั้นเหมือนจ่ายกระแสไม่ทันเวลาเสียบแอมป์หรือเสียบเครื่องเสียงหลายชิ้นพร้อมกันก็คงจะมาจากการออกแบบฟิลเตอร์ที่ใช้ในการกรอง noise ที่ยังไม่ดีพอ กับอีกอย่างคือประเภทของ เบรคเกอร์ที่ใช้ก็น่าจะมีผลเยอะ

หลังจากใช้งานมาเดือนกว่าๆ ผมรู้สึกว่า คุณภาพเสียงมันไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงไปจากวันแรกมาก มีอิ่มและเปิดขึ้นแน่ๆ แต่ไม่มาก แสดงว่าเทคนิคพิเศษที่ชื่อว่า KPIP ซึ่งผู้ผลิตอ้างว่าไม่ต้องเบิร์นฯ ก็ให้เสียงดีตั้งแต่แรกเหมือนผ่านการเบิร์นฯ มาแล้ว มันน่าจะได้ผลจริงตามที่เขาว่า เพราะผมรู้สึกว่าเสียงมันเปลี่ยนไปน้อยมาก รู้สึกถึงเสียงของซิสเต็มที่ดีขึ้นตั้งแต่นาทีแรกๆ ที่เสียบใช้งาน / *** Highly Recommended.!!!

***********************
ราคา : 41
,000 บาท / ตัว
***********************
นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย
.
Deco2000
โทร. 089-870-8987

facebook: @DECO2000Thailand
***********************
Part I, แท่นรองเครื่อง Solid Tech รุ่น Bas of Silence
Part II, เต้ารับปลั๊กผนัง Life Audio

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า