The Perfect Match! – ลำโพง Wharfedale รุ่น EVO 4.2 + อินติเกรตแอมป์ Marantz รุ่น PM8006

มีคำถามยอดนิยมอยู่คำถามหนึ่ง นั่นคือ อุปกรณ์ส่วนไหนในชุดเครื่องเสียงที่มีความสำคัญกับคุณภาพเสียงมากที่สุด.? คำตอบที่ได้ยินมาจะแตกต่างกันไป บ้างก็มั่นใจว่าต้องเป็นลำโพง บ้างก็ยืนยันว่าแอมป์สำคัญที่สุด บางคนก็ฟันธงว่าต้องเป็น source เพราะถ้าแหล่งต้นทางไม่ดี ผลลัพธ์ก็ออกมาไม่ดี พิจารณาแต่ละคำตอบแล้ว ก็จะเห็นว่ามีส่วนถูกทั้งหมด แต่จริงๆ แล้ว คำตอบที่ถูกต้องคืออะไรกันแน่.?

ถ้าพิจารณาให้ลึกลงไปถึงลักษณะการทำงานเราจะพบว่า คำว่า แม็ทชิ่งหรือ ปฏิสัมพันธ์เชิงเทคนิคระหว่างสองส่วนที่อยู่ต่อเนื่องกันมีความสำคัญมากที่สุด เป็นห่วงโซ่ที่ส่งผลกระทบถึงกัน โดยเริ่มจากห่วงโซ่ห่วงแรก คือ ลำโพงกับ ขนาดห้องซึ่งลำโพงเล็กขั้นเทพหลายตัวแล้วที่ต้องมาถูกบูชายันต์ในห้องขนาดใหญ่เพราะถูกขับจนเกินตัว และลำโพงขนาดใหญ่ยักษ์ที่มีราคาค่าตัวหลายล้านบาทก็กลายเป็นแมวเชื่องๆ มาเยอะแล้ว เมื่อต้องมาคุดคู้อยู่ในห้องขนาดเล็กจิ๋ว ห่วงโซ่ต่อมาคือ ลำโพงกับ แอมป์ซึ่งบ่อยเลยที่พบว่า ลำโพงดีกลายเป็นลำโพงแย่ๆ เมื่อขับกับแอมป์ที่มีกำลังไม่มากพอ ตัวอย่างที่คนในวงการพบมากที่สุดก็คือลำโพง Totem Acoustics รุ่น Model 1 นั่นไง มีหลายคนที่เอามาเล่นได้ไม่นานก็ตัดสินใจขายทิ้งไปทั้งๆ ที่ไม่เคยได้ยินตัวตนแท้ๆ ของมันมาก่อน ห่วงโซ่สุดท้ายถึงจะเป็น source หรือแหล่งต้นทางสัญญาณ ซึ่งไม่ขึ้นกับแม็ทชิ่งทางไฟฟ้าหรือเทคนิคมากเท่ากับลำโพงกับห้องฟังและลำโพงกับแอมป์ สิ่งที่เราจะได้จากแหล่งต้นทางสัญญาณ เป็นไปตามสัจจธรรมของโลก คือของแพงมักจะดีกว่าของถูก

แม็ทชิ่ง.?
ลำโพง + แอมป์ฯ

เป้าหมายของบทความนี้จะโฟกัสที่เรื่องของการแม็ทชิ่งระหว่าง ลำโพงกับ แอมป์ซึ่งลำโพงกับแอมป์ฯ ระดับกลางๆ ที่เรียกว่าระดับ Mid-End เป็นระดับที่สนุกที่สุดในการนำมาทดลองแม็ทชิ่งกัน เพราะลำโพงกับแอมป์ระดับมิดเอ็นด์ที่เป็นแบรนด์ที่มีชื่อเสียงเชื่อถือได้ ส่วนใหญ่มันถูกออกแบบมาดีพอสมควรทั้งคู่ เพียงแต่มีความจำกัดทางด้านราคาขายเข้ามาเป็นตัวแปรเพื่อการแข่งขันในตลาด จึงทำให้ลำโพงและแอมป์ฯ ในระดับมิดเอ็นด์เหล่านี้มักจะถูกปรับจูนมาให้เอาดีไปทางใดทางหนึ่ง โดยยอมลดในบางคุณสมบัติลงไป เมื่อใดที่คุณสามารถค้นหาลำโพงกับแอมป์ฯ ในระดับมิดเอ็นด์ที่มีคุณสมบัติเด่น+ด้อยอยู่คนละด้านกันจนเจอ แล้วเอามันทั้งสองมาจับคู่กัน คุณมักจะได้เจอกับผลลัพธ์ที่น่าพอใจแบบคาดไม่ถึง บางทีอาจจะน่าพอใจมากกว่าเอาลำโพงกับแอมป์ฯ ระดับไฮเอ็นด์สองตัวที่มีคุณสมบัติไม่เข้ากันเลย (mismatch) มาจับคู่กันซะอีก.!!

ผลลัพธ์ของคำว่า แม็ทชิ่งวัดกันที่เสียงที่ลำโพง+แอมป์ฯ แต่ละคู่ให้ออกมา ซึ่งแน่นอนว่า เสียงนั้นจะถูกตัดสินว่า แม็ทช์หรือ ไม่แม็ทช์ก็อยู่ที่การประเมินผลของผู้ฟังที่เป็นเจ้าของลำโพง+แอมป์ฯ คู่นั้น ซึ่งสิ่งที่ใช้ในการประเมินผลก็คือ ประสบการณ์ในการฟังที่ผู้ฟังคนนั้นนำมาใช้เป็นบรรทัดฐานในการตัดสิน ซึ่งแน่นอนว่า โดยมากมักจะมี ความชอบส่วนตัวของผู้ฟังเข้ามายุ่งเกี่ยวด้วย

บรรทัดฐานในการวัดผลของผม

คุณสมบัติของเสียงมีอยู่หลายแง่ อย่างเช่น โทนัลบาลานซ์, ซาวนด์สเตจ, ไดนามิก, เนื้อเสียง ฯลฯ ซึ่งปัจจุบันนี้ ผมพยายามที่จะไม่ยึดเอาคุณสมบัติทางกายภาพของเสียง ด้านใดด้านหนึ่งมาเป็นบทสรุปสุดท้ายในการวัดผล เพราะในบางแง่นั้น มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่เครื่องเสียงระดับมิดเอ็นด์จะไปให้ถึงระดับอุดมคติในแง่นั้นๆ ได้ ยกตัวอย่างเช่น ถ้ายึดเอามาตรฐานของ โทนัลบาลานซ์มาเป็นที่ตั้ง ก็ไม่มีทางที่ลำโพงวางหิ้งตัวไม่ใหญ่จะสอบผ่านไปถึงคำว่า แม็ทชิ่งได้อย่างสมบูรณ์ ไม่ว่าคุณจะใช้แอมป์ที่มีคุณสมบัติขั้นเทพระดับไหนมาขับมัน หรือถ้าผมยึดเอาคุณสมบัติทางด้าน ไดนามิกเข้ามาเป็นตัวชี้วัดความแม็ทชิ่งระหว่างลำโพงกับแอมป์ฯ ก็เป็นไปได้ยากอีกเหมือนกันที่ลำโพงวางหิ้งระดับมิดเอ็นด์จะสามารถสอบผ่านในแง่นี้ไปได้ เพราะไม่มีทางมันจะตอบสนองไดนามิกของเสียงทุ้ม อย่างเสียงกระแทกกระเดื่องกลองออกมาได้ใกล้เคียงเสียงกลองจริงๆ ในธรรมชาติ ไม่ว่าคุณจะใช้ซุปเปอร์แอมป์ระดับไหนขับมันก็ไม่มีทาง

สิ่งที่ผมยึดเป็นสรณะในการวัดผลความแม็ทชิ่งระหว่างลำโพงกับแอมป์ฯ สำหรับเครื่องเสียงทุกระดับในปัจจุบัน รวมถึงระดับมิดเอ็นด์ฯ ก็คือ ความเป็นดนตรีซึ่งคุณสมบัติหลักๆ ที่ใช้วัดความเป็นดนตรีก็คือ pace, rhythm & timing (PRaT) ซึ่งเกี่ยวข้องกับไทมิ่งในการเคลื่อนตัวไปของจังหวะเพลงที่ถูกต้อง คือเมื่อใดก็ตามที่สัญญาณดนตรีถูกขับเคลื่อนให้เดินทางจากต้นทาง (source) ผ่านสายสัญญาณ > ไปแอมป์ > ผ่านสายลำโพง > ไปถึงลำโพง ด้วยสปีดที่คงที่ตลอดเวลา เราจะได้ยินเสียงเพลงออกมาจากลำโพง ที่มีความถูกต้องในแง่ของจังหวะที่แม่นยำ เสียงดนตรีทุกชิ้นจะปรากฏออกมาในจังหวะเวลาที่มันถูกบันทึกไว้ ทุกรายละเอียดของเสียงเพลงในแต่ละเสี้ยวของวินาที จะถูกคลื่คลายออกมาทั้งหมดโดยไม่มีเสียงใดหลุดหายไปจากประสาทหูของเราเลย ไม่ว่าจะเป็นอิมแพ็คของหัวโน๊ตของเสียงดนตรีแต่ละชิ้น ไปจนถึงฮาร์มอนิกลำดับท้ายสุดที่ค่อยๆ แผ่วเบาลงไป เป็นสภาวะของการรับรู้ที่จะสะกดให้คุณนั่งนิ่งเพราะประสาทการรับรู้เบื้องลึกกำลังซึมซับเอา อารมณ์ที่ศิลปินแต่ละคนในเพลงนั้นบรรจงสอดใส่เข้ามากับลีลาการบรรเลงของพวกเขา เสมือนว่าพวกเขากำลังแสดงให้เรารับฟังและรับชมเป็นส่วนตัว

สถานการณ์นั้นจะพาให้คุณหลุดพ้นไปจากความสนใจในคุณสมบัติพื้นฐานทางกายภาพของเสียงอย่างสิ้นเชิง..! เพราะซาวนด์สเตจ, ไดนามิก หรือแม้แต่เนื้อเสียง จะเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลาที่ดนตรีดำเนินเรื่องราวของมันไป ไม่มีคุณสมบัติข้อไหนที่หยุดนิ่งและคงระดับไว้อย่างนั้นตลอดเวลา นั่นคือเหตุผลที่คุณไม่ควรจะให้คุณสมบัติทางกายภาพของเสียงข้อใดข้อหนึ่งเข้ามาขวางความรู้สึกที่ถูกโน้มน้าวโดยอรรถรสของดนตรี ซึ่งนี่ก็คือคำตอบต่อความสงสัยที่ว่า เพราะอะไร.? คนที่เล่นลำโพงวางหิ้งขนาดเล็กบางคน จึงมีความสุขอยู่กับมันได้เป็นนาน วันนี้ผมมีตัวอย่างของ ลำโพงกับ อินติเกรตแอมป์คู่หนึ่งที่ผมพบว่า มันทั้งคู่มีความแม็ทชิ่งกันอย่างมาก มันทั้งคู่ต่างก็ชดเชยจุดอ่อนจุดด้อยของกันและกันได้อย่างลงตัวมากๆ จนได้มาซึ่งผลลัพธ์ของเสียงที่มีความเป็นดนตรีอย่างยิ่ง

ลำโพง Wharfedale รุ่น EVO 4.2
+ อินติเกรตแอมป์ Marantz รุ่น PM8006

ไม่ว่าจะเป็นลำโพง+แอมป์ระดับใดก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ควรจะหวังได้และต้องสอบผ่านให้ได้ก็คือ คุณภาพของเสียงร้องทั้งเสียงของนักร้องชายและนักร้องหญิง ซึ่งอยู่ในย่านเสียงกลาง (midrange) ซึ่งต้องสามารถขุดรายละเอียดออกมาได้ทุกเม็ด แกะออกมาได้ทุกอักขระ สกัดออกมาได้ทุกห้วงอารมณ์ของแต่ละเพลงได้อย่างหมดจดจริงๆ เพราะซาวนด์เอนจิเนียร์ที่มิกซ์เพลงร้องทุกเพลง เขาจะต้องพยายามรักษารายละเอียดของเสียงร้องให้มีความโดดเด่นเหนือเสียงดนตรีอื่นๆ เอาไว้เสมอ ฉนั้น ลำโพง+แอมป์ที่ดีจะต้องสามารถแสดงคุณลักษณะของเสียงร้องออกมาได้ในระดับมาตรฐานที่กล่าวมาข้างต้น

นี่คือคู่ ลำโพง + อินติเกรตแอมป์ที่ผมพบว่าเป็นคู่ที่แม็ทชิ่งกันมาก จุดอ่อนและจุดแข็งของแอมป์และลำโพงคู่นี้มีลักษณะที่ชดเชยกันได้พอดี จนสามารถถ่ายทอด ความเป็นดนตรีผ่านความถี่ในย่านกลาง (midrange) ออกมาได้ในระดับที่น่าประทับใจมาก ตัวลำโพง EVO 4.2 จูนเสียงมาสไตล์อังกฤษยุคเก่า เน้นเสียงที่เรียบและเด่นเสียงกลาง ไม่เน้นแหลมมาก ในขณะที่ PM8006 ถูกจูนมาสไตล์แอมป์ชั้นดีของญี่ปุ่น คือให้เสียงที่โปร่งและมีความกังวาน เสียงกลางหวานและนุ่มนวล โดยเฉพาะรุ่นใหม่ๆ อย่าง PM8006 ถูกจูนมาให้เหมาะกับลักษณะเสียงของไฟล์ไฮเรซฯ เพราะทอดปลายแหลมไปได้ไกล (ตอบสนองความถี่สูงไปได้ถึง 100kHz) จึงช่วยชดเชยให้กับลำโพง EVO 4.2 ได้อย่างลงตัว และด้วยลักษณะเด่นของเสียงกลางทั้งจากลำโพงและแอมป์ผสานกัน ผมพูดได้ว่า เสียงกลางที่ได้จาก Wharfedale EVO 4.2 + Marantz PM8006 สองตัวนี้ มีคุณภาพสูงมาก เกินราคาเมื่อเทียบกับงบประมาณไม่ถึง 80,000 บาท ที่จ่ายไปสำหรับลำโพง+แอมป์คู่นี้ (EVO 4.2 = 24,000 บาท + PM8006 = 49,500 บาท)

เสียงกลางของ EVO 4.2 + PM8006 คู่นี้ดีอย่างไร.? เดี๋ยจะเล่าให้ฟัง แต่ตอนนี้อยากจะชวนคุณไปช่วยกันวิเคราะห์สเปคฯ ของลำโพงกับอินติเกรตแอมป์คู่นี้ดูก่อน เพื่อมองหาความสัมพันธ์ที่มันทั้งคู่มีต่อกัน

วิเคราะห์จากดีไซน์
เพื่อประเมินผลที่ควรจะได้ยิน

ขั้นตอนแรกที่มีความสำคัญมากสำหรับการแม็ทชิ่ง ก็คือเราต้องทำการศึกษาการออกแบบอุปกรณ์เครื่องเสียงที่จะลงมือแม็ทชิ่งซะก่อน เพราะการออกแบบอุปกรณ์เครื่องเสียงทุกชิ้นย่อมมีเป้าหมายที่ผู้ออกแบบต้องการให้อุปกรณ์เครื่องเสียงของเขาแสดงออกมา การแม็ทชิ่งแบบเดาสุ่มไปเรื่อยโดยไม่วิเคราะห์อะไรเลยจะทำให้หลงทางและเสียเวลาเปล่า

คนที่เคยฟังเสียงของลำโพงยี่ห้อ Wharfedale ที่ผ่านๆ มาส่วนใหญ่จะรู้สึกว่าเสียงโดยรวมของลำโพงยี่ห้อนี้จะออกไปทางทู่ๆ เหมือนเสียงกลางไม่เปิดกระจ่าง โดยเฉพาะรุ่นใหญ่ๆ ที่ใช้ไดเวอร์มิดเร้นจ์กับวูฟเฟอร์ขนาดเดียวกัน เหตุผลก็น่าจะเป็นเพราะคนออกแบบปรับจูนเสียงกลางขึ้นไปถึงแหลมของลำโพงยี่ห้อนี้ให้มีลักษณะเป็นแบบลำโพงอังกฤษยุคดั้งเดิม คือเป็นเสียงกลางที่เรียบๆ ตรงๆ ไม่สะบัดปลายเสียงกลางสูงให้ออกมามาก ตัวทวีตเตอร์ถูก roll-off ลงไปเยอะ แม้ว่า frequency response ของลำโพงในยุคนั้นจะแจ้งว่าไปได้สูงสุดถึง 20kHz แต่ด้วยระดับความดังที่ลาดต่ำลงอย่างรวดเร็วเมื่อผ่านย่านกลางสูงขึ้นมา นั่นคือสาเหตุที่เสียงกลางของลำโพงรุ่น EVO ยุคเก่าของ Wharfedale ค่อนข้างจะจืดและขาดความสดใส ถูกใจนักฟังรุ่นเก่าแต่ไม่ค่อยโดนใจนักฟังรุ่นใหม่

แต่ถ้าหันมามองดีไซน์ของ Wharfedale เจนเนอเรชั่นใหม่ๆ อย่าง EVO 4.2 คู่นี้คุณจะพบความเปลี่ยนแปลงในแง่ของการออกแบบที่ฉีกแนวไปจากซีรี่ย์ EVO เดิมถึง 3 ประเด็นหลักๆ อย่างแรกคือเพิ่มเติมไดเวอร์ทรงโดมโค้งขนาด 2 นิ้ว (ในสเปคฯ ระบุไว้เท่านั้น แต่วัดจริงๆ แล้วใหญ่กว่านั้น!) เข้ามาแทรกอยู่ระหว่างทวีตเตอร์กับมิดเร้นจ์/วูฟเฟอร์ อย่างที่สองคือเปลี่ยนทวีตเตอร์จากที่เคยใช้ซอฟท์โดมทรงโค้งครึ่งวงกลมมาเป็นทวีตเตอร์ AMT ขนาดใหญ่ และอย่างที่สามเปลี่ยนรูปแบบของท่อระบายอากาศที่เคยเจาะเป็นท่อกลมออกทางด้านหลังของตัวตู้มาเป็นยิงลงด้านล่างโดยมีแผ่นฐานรองรับช่วยกระจายเสียงเบสให้แผ่กว้างออกไปรอบด้าน

ใครที่มีความเข้าใจเกี่ยวกับการออกแบบลำโพงอยู่บ้างคงจะรู้่ว่า ความเปลี่ยนแปลงทั้งสามประเด็นที่ผู้ออกแบบทำกับลำโพงซีรี่ย์ EVO เวอร์ชั่น 4 นั้น มัน ต้องส่งผลกับเสียงของลำโพงซีรี่ย์นี้อย่างมากมายมหาศาล.!!

เมื่อพิจารณาจากทั้งสองรูปข้างบนนี้ จะเห็นว่า ถ้าเราให้ความสำคัญที่ เสียงร้องของนักร้องหญิงและนักร้องชายเป็นหลัก ซึ่งส่วนที่เป็นเสียงโน๊ตหลัก (fundamentals) อยู่ในย่านเสียงกลางทั้งหมด นับรวมๆ กันก็จะครอบคลุมย่านความถี่ประมาณ 75Hz ขึ้นไปจนถึงประมาณ 1.8kHz (ผู้ชายประมาณ 75Hz660Hz ส่วนผู้หญิงอยู่ระหว่าง 200Hz1.8kHz)(1) ซึ่งจะเห็นว่า เฉพาะโน๊ตตัวหลักของเสียงร้องผู้ชายจะอยู่ภายใต้การทำงานของไดเวอร์ตัวล่างของ EVO 4.2 ทั้งหมด แม้จะรวมส่วนที่เป็นฮาร์มอนิกเข้าไปด้วยซึ่งไปได้ถึงประมาณ 8kHz ก็ยังอยู่ในย่านรับผิดชอบของไดเวอร์มิด/วูฟเฟอร์ตัวล่างของ EVO 4.2 อยู่ดี นั่นแสดงว่า EVO 4.2 ใช้ไดเวอร์มิด/วูฟเฟอร์ขนาด 6.5 นิ้วตัวเดียวในการจัดการกับเสียงร้องของนักร้องชายทั้งหมด นั่นก็หมายความว่า เราควรจะคาดหวังคุณภาพของเสียงร้องนักร้องชายที่ดีมากๆ จาก EVO 4.2 ได้

(1) มีหลายตำรา บางตำราก็บอกว่า เสียงร้องของผู้ชายที่เป็น fundamentals (เสียงหลัก) จะอยู่ในช่วง 100Hz900Hz ส่วน harmonics จะอยู่ในช่วง 900Hz8kHz ในขณะที่เสียงร้องของผู้หญิงที่เป็น fundamentals (เสียงหลัก) จะอยู่ในช่วง 350Hz3kHz และมีช่วงฮาร์มอนิกอยู่ระหว่าง 3kHz17kHz

ส่วนโน๊ตหลัก (fundamentals) ของเสียงร้องของนักร้องผู้หญิงจะคาบเกี่ยวอยู่ระหว่างไดเวอร์มิด/วูฟเฟอร์กับตัวมิดเร้นจ์ทรงโดม และถ้านับรวมส่วนที่เป็นฮาร์มอนิกทั้งหมดเข้าไปด้วย ซึ่งไปได้สูงถึง 17kHz มันก็จะข้ามเลยความถี่ของไดเวอร์มิดเร้นจ์ทรงโดมขึ้นไปถึงทวีตเตอร์ AMT โน่นเลย! นี่ก็หมายความว่า เสียงร้องของนักร้องผู้หญิงจะต้องเจอกับ รอยต่อของวงจรตัดแบ่งความถี่ (วงจรครอสโอเวอร์ เน็ทเวิร์ค) ถึง 2 ช่วงคือที่ความถี่ 1.4kHz กับที่จุดความถี่ 3.9kHz จะทำอย่างไรให้ความถี่ที่อยู่ ด้านล่างและความถี่ที่ อยู่เหนือจุดตัดทั้งสองจุด ซึ่งมาจากไดเวอร์คนละตัวมีความกลมกลืนกันให้ได้มากที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดความไม่เนียน และไม่ต่อเนื่องของเสียงที่จุดรอยต่อทั้งสอง…??

เท่าที่ผมนึกออกในทางปฏิบัติ คือ หาแอมปลิฟายที่มีสเปคฯ ความถี่ตอบสนอง (frequency response) ที่ไปได้ไกลมากๆ เพื่อไม่ให้จุดสโลปของแอมป์เข้ามาอยู่ใกล้กับจุดตัดของลำโพง ทั้งด้านล่างที่ 1.4kHz และด้านบนที่ 3.9kHz

รูปบนคือสเปคฯ บางข้อของ EVO 4.2 กับ PM8006 จากตัวเลข “Frequency Responseในรูปข้างบน จะเห็นว่า ความถี่ตอบสนองของ PM8006แผ่กว้างกว่าความถี่ตอบสนองของลำโพงออกไปเยอะมาก คือทางด้านล่าง (ทุ้ม) ของลำโพงลงไปได้ลึกสุดประมาณ 45Hz (วูฟเฟอร์ + ท่อระบายเบส) ในขณะที่ PM8006 สามารถตอบสนองลงไปได้ถึง 5Hz แสดงว่าช่วงที่ลำโพงทำงาน แอมป์ปล่อยความถี่มาเต็ม กว่าแอมป์จะเริ่มลดระดับความถี่ตอบสนองลงไปก็เลยจุดตัดระหว่างวูฟเฟอร์กับท่อระบายเบสลงไปไกลมาก จุดสโลปของแอมป์จึงไม่ส่งผลเสียกับลำโพง ทีนี้มาดูด้านบนบ้าง PM8006 สามารถตอบสนองความถี่ขึ้นไปได้สูงสุดถึงระดับ 100kHz หรือประมาณหนึ่งแสนเฮิร์ต! ซึ่งกว่าที่แอมป์จะเริ่มลดระดับการตอบสนองความถี่สูง มันก็เลยจุดตัดของไดเวอร์มิดเร้นจ์ทรงโดมกับทวีตเตอร์ AMT ไปไกลมากแล้ว สโลปของการลดระดับการตอบสนองความถี่ด้านบนของแอมป์จึงไม่เข้ามารบกวนช่วงรอยต่อของไดเวอร์ทั้งสามตัวเลย

ส่วนสเปคฯ ทางด้านกำลังขับของ PM8006 นั้น แม้ว่าจะยังไม่มากถึงขนาดที่จะมั่นใจได้ว่าสามารถควบคุมการทำงานของไดเวอร์ทั้งสามตัวได้อย่างอยู่หมัด 100% เต็ม แต่จากตัวเลขกำลังขับ 70W ที่มีอยู่ก็ถือว่าเพียงพอสำหรับการขับ EVO 4.2 ภายในห้องฟังที่ไม่ใหญ่มากให้ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ซึ่งเรื่องของ ตัวเลขกำลังขับกับ ความสามารถในการควบคุมลำโพงมันเป็นเรื่องที่ประเมินให้แม่นยำได้ยากมาก เพราะแด็มปิ้งของแอมป์ที่กระทำกับไดเวอร์ของลำโพง มันทำงานในเชิงไดนามิก คือเกิดขึ้นเฉพาะตอนที่ไดอะแฟรมเคลื่อนที่เท่านั้น การที่จะสรุปว่า แอมป์ฯ สามารถควบคุมการ ผลักและ ดันไดอะแฟรมของไดเวอร์ลำโพงให้เดินหน้าถอยหลังได้อย่างมีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหนนั้น นอกจากจะดูที่ตัวเลขกำลังขับของแอมป์ (ซึ่งเป็นคุณสมบัติเชิง static) แล้ว มันยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกที่ต้องนำมาพิจารณาร่วมกัน อาทิเช่น ความดังขณะฟัง กับค่า dampling factor ของแอมป์ฯ ก็มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย แอมป์ที่มีกำลังเท่ากัน ตัวที่มีค่าแด็มปิ้ง แฟ็กเตอร์น้อยกว่าอาจจะทำให้ฟังแล้วเหมือนจะให้เสียงที่ดังกว่า หนากว่า ก็เป็นไปได้ถ้าลำโพงไม่ฝืนตัวมาก (อิมพีแดนซ์ไม่โหด) เพราะแอมป์มันยอมให้ไดอะแฟรมยืดหยุ่นตัวได้มากกว่า ถ้าไดเวอร์ของลำโพงเองก็ไม่ได้ออกแบบโครงสร้างในส่วนที่ใช้ผลักและดึงไดอะแฟรมแบบที่ต้องใช้พลังในการผลักดึงจากแอมป์สูงมาก มันก็จะลงตัวกันพอดีๆ คล้ายกับ EVO 4.2 กับ PM8006 คู่นี้ ซึ่งตลอดการทดลองฟังในห้องของผม ด้วยระดับความดังที่ผมฟังประจำ ผมไม่พบเลยว่า ตัวเลขกำลังขับของ PM8006 จะมีปัญหาในการขับดันไดอะแฟรมของไดเวอร์ทั้งสามตัวของ EVO 4.2 แต่อย่างใด แม้ในขณะที่ฟังเพลงแนวเพอร์คัสชั่นที่โชว์พลังหนักๆ ก็ไม่มีเลยสักครั้งที่จะรู้สึกว่า PM8006 ขับไม่ออก

การไฟน์จูนเพื่อความสมบูรณ์แบบ

ยังมีอีกอย่างที่ต้องทำ เพื่อให้ EVO 4.2 กับ PM8006 ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด นั่นคือ ทำให้จุดตัดความถี่ที่เป็นรอยต่อระหว่างไดเวอร์ทั้งสามตัวของ EVO 4.2 มีความกลมกลืนกันให้มากที่สุด หรืออย่างน้อยก็ต้องสร้างปัญหารอยต่อออกมา (ให้ได้ยิน) น้อยที่สุด

อันที่จริง.. ลำโพง EVO 4.2 ใช้ไดเวอร์ 3 ตัวทำงานร่วมกับวงจรครอสโอเวอร์ เน็ทเวิร์คแบบสามทาง (ใช้ตัดความถี่ 2 จุด) อยู่แล้ว แทนที่จะให้ขั้วต่อสายลำโพงมาเป็นแบบแยก 3 ชุดไปเลย หรือไม่ก็ทำการแม็ทชิ่งสายต่อเชื่อมด้านใน จากขั้วต่อสายลำโพงไปที่แผงวงจรเน็ทเวิร์คให้ลงตัว แล้วให้ขั้วต่อสายลำโพงมาแค่ชุดเดียว จะดีกว่าที่จะให้ขั้วต่อมาแยกสองชุดแล้วปล่อยให้ผู้ใช้ไปแม็ทชิ่งกันเอาเอง เพราะแบบนี้มันมีโอกาสสูงที่จะทำให้ได้เสียงที่ไม่กลืนกัน ไม่ว่าจะเป็นการคาจั๊มเปอร์ไว้ แล้วใช้สายลำโพงแค่ชุดเดียวในการเชื่อมต่อ เสียงที่ได้ก็ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่ว่าจะเสียบที่ขั้วต่อบนหรือขั้วล่าง ผลลัพธ์มันก็จะออกมาแบบได้อย่างเสียอย่างอยู่ดี

วิธีเชื่อมต่อลำโพง EVO 4.2 แบบ bi-amp กับเพาเวอร์แอมป์สองตัว

วิธีที่ดีที่สุดสำหรับลำโพงทุกคู่ที่ให้ขั้วต่อมาสองชุดแบบ EVO 4.2 คู่นี้ก็คือ ถอดจั๊มเปอร์ออก แล้วหาแอมป์ stereo สองตัวมาต่อเบิ้ลแบบที่เรียกว่า Bi-amp ตามแบบรูปด้านบน คือใช้แอมป์ stereo หนึ่งตัว ขับขั้วบน (high frequency) ทั้งสองข้าง และใช้เพาเวอร์แมป์ stereo อีกหนึ่งตัว ขับขั้วล่าง (low frequency) ทั้งสองข้าง แยกกันเด็ดขาด และต้องใช้สายลำโพงสองชุดที่มีลักษณะ เหมือนกันแยกสำหรับขั้วต่อแต่ละชุด ถ้าเชื่อมต่อแอมป์กับลำโพงแบบที่แนะนำมานี้ เสียงที่ได้ออกมาจะกลมกลืนกัน ทั้งในแง่ของฮาร์มอนิกและเฟส ซึ่งแน่นอนว่าจะไปส่งผลดีกับคุณภาพเสียงโดยรวมหลายด้าน โดยเฉพาะในแง่ของมิติเวทีเสียง, โฟกัส และเนื้อมวลของเสียงที่เป็นหนึ่งเดียวกันทั้งหมด ส่วนคุณสมบัติทางด้านความถี่ตอบสนองของระบบ กับคุณสมบัติทางด้านไดนามิกเร้นจ์, ไดนามิกทรานเชี้ยนต์และไดนามิกคอนทราสน์ จะออกมาดีได้แค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับกำลังขับและคุณภาพของเพาเวอร์แอมป์ทั้งสองตัวนั้น

อินติเกรตแอมป์ Marantz รุ่น PM8006 ตัวนี้ให้ขั้วต่อสายลำโพงมาสองชุด คือ ชุด A กับ ชุด B พร้อมทั้งให้สวิทช์เปิด/ปิดเพื่อใช้งานขั้วต่อทั้งสองด้วย คือเลือกได้ว่า จะใช้เฉพาะคู่ A หรือคู่ B คู่ใดคู่หนึ่งเพียงคู่เดียว หรือจะใช้พร้อมกันทั้งสองคู่ในเวลาเดียวกัน แสดงว่า ขั้วต่อสายลำโพงทั้งสองชุดนั้น ไม่ได้เข้าไปจั๊มรวมกันบนแผงวงจรเฉยๆ อย่างที่บางคนเข้าใจ แต่ภายในตัว PM8006 น่าจะมีวงจร Impedance Matching คอยปรับอิมพีแดนซ์ของภาคเพาเวอร์แอมป์ให้แม็ทชิ่งกับความต้านทานรวมของลำโพงที่เชื่อมต่อด้วย สังเกตจากสเปคฯ ของ PM8006 ที่แจ้งอิมพีแดนซ์ไว้ต่างกันระหว่างการใช้ขั้วต่อชุดเดียวกับใช้สองชุดพร้อมกัน และจากข้อความแนะนำในคู่มือของ PM8006 เอง เกี่ยวกับเรื่องการเชื่อมต่อกับลำโพงแบบไบไวร์ฯ ที่ผมคัดมาให้ดูตามรูปข้างบนนั้น ทางผู้ผลิตระบุว่า ถ้าทำการเชื่อมต่อสายลำโพงตามที่เขาแนะนำไว้ จะทำให้ได้คุณภาพเสียงที่ดีสำหรับลำโพงที่ให้ขั้วต่อมาสองชุด

วิธีการเชื่อมต่อลำโพง EVO 4.2 กับ PM8006 โดยเปิดใช้ขั้วต่อ A และ B พร้อมกัน

ผมได้ทำการทดลองเชื่อมต่อสายลำโพงระหว่าง PM8006 กับ EVO 4.2 ตามรูปแบบข้างต้นดูแล้ว พบว่ามันให้เสียงที่ดี น่าพอใจมาก ที่เด่นชัดมากๆ คือ เวทีเสียงที่เปิดกว้าง, ตัวเสียง (sound image) มีขนาดที่อวบใหญ่ ที่น่าประทับใจมากๆ คือโฟกัสของเสียงที่ชี้ตำแหน่งได้ชัดเจน การแยกเลเยอร์ของมิติด้านลึกก็ทำได้ดีกว่าต่อสายลำโพงชุดเดียวและใช้จั๊มเปอร์เยอะเลย

ข้อสำคัญ ผมแนะนำให้ใช้สายลำโพงที่เหมือนกัน คือรุ่นเดียวกัน ความยาวเท่ากัน จำนวน 4 เส้นมาเชื่อมต่อระหว่างขั้วต่อสายลำโพงที่ตัว EVO 4.2 กับขั้วต่อสายลำโพงของ PM8006 ตามตัวอย่างในรูปข้างบน เวลาฟังก็ให้กดปุ่ม Speaker A (A) และปุ่ม Speaker B (B) บนหน้าปัดของ PM8006 ซึ่งวิธีนี้ทำให้ปัญหารอยต่อระหว่างไดเวอร์ทั้งสามตัวถูกขจัดไป ผมทดลองฟังเพลงที่โชว์เสียงร้องของนักร้องผู้หญิงเด่นๆ หลายๆ ชุด ทั้งของ Norah Jones, Jennifer Warnes ฯลฯ เสียงร้องก็เชื่อมต่อกับสนิทดีทั้งช่วงลงคีย์ต่ำและช่วงโหนขึ้นคีย์สูง ลื่นไหลได้ตลอด แทบจะไม่ปรากฏรอยต่อออกมาให้ได้ยินเลย ในขณะที่เสียงร้องของนักร้องชายก็ออกมาดีมาก ทั้งในแง่ของความกลมกลืนและน้ำหนักเสียง ถ้าเล่นไฟล์เพลงไฮเรซฯ อย่างพวกไฟล์ DSD และต้องการเน้นคุณภาพเสียงระดับสูงสุด แนะนำให้ใช้อินพุต “CDแล้วกดใช้ฟังท์ชั่น “Source Direct” (C) บนหน้าปัดของ PM8006 ไว้ด้วย จะได้คุณภาพเสียงจากไฟล์ไฮเรซฯ ที่น่าประทับใจอย่างมาก

ตัวกรองไฟ + สายสัญญาณ + สายลำโพง

สภาพแวดล้อมอื่นๆ ในซิสเต็มก็มีส่วนส่งเสริมผลลัพธ์ที่ได้จากการแม็ทชิ่งระหว่าง EVO 4.2 กับ PM8006 เหมือนกัน ข้อมูลส่วนนี้ถือว่าเป็นการประกอบความสมบูรณ์ในการทดลองแม็ทชิ่งจริงๆ ที่ผมทำมา

ช่วงเวลาที่ผมพอใจผลลัพธ์ในการแม็ทชิ่งครั้งนี้มากที่สุด ผมพบว่าสายสัญญาณของ Kimber Kable รุ่น Timbre ลงตัวมากเมื่อใช้เชื่อมต่อสัญญาณระหว่าง external DAC ของ MyTek รุ่น Liberty DAC (REVIEW) โดยใช้เครื่องเล่นไฟล์เพลงผ่านเน็ทเวิร์คแบบไม่มี DAC ในตัวของ Opera Audio รุ่น Consonance X5 MK II + X7 Linear Power Supply (REVIEW) แล้วส่งสัญญาณดิจิตัลผ่านสาย USB ของ Nordost รุ่น Blue Heaven ซึ่งสายสัญญาณของ Kimber Kable รุ่น Timbre นี้ราคาชุดละ 5,900 บาท / ความยาว 1 เมตร มันให้ผลลัพธ์ที่ลงตัวมากๆ ลงตัวกว่าสายสัญญาณที่แพงกว่าบางตัวซะอีกเมื่อใช้กับชุดนี้

ส่วนสายลำโพงทั้ง 4 ชุด ผมมาลงตัวกับสายลำโพงรุ่น FS-301 ยี่ห้อ Furutech ของญี่ปุ่น มันเป็นสายลำโพงเส้นไม่ใหญ่ มีโครงสร้างพื้นๆ (2) คือใช้ตัวนำสองเส้น เน้นโลหะตัวนำที่มีคุณภาพสูงพอสมควร และแทบจะไม่มีระบบการชีลด์อะไรที่ซับซ้อนเลย เป็นสายลำโพงที่มีราคาเหมาะสมกับการใช้งานลักษณะที่ต้องใช้มากถึง 4 เส้นแบบนี้ เมตรละ 540 บาท ที่ผมใช้ยาวเส้นละ 2.5 เมตร สี่เส้นก็ 10 เมตร ส่วนขั้วต่อผมเลือกใช้ของยี่ห้อเดียวกันคือ Furutech แต่เน้นคุณภาพดีหน่อยเพื่อรักษาคุณภาพของสัญญาณ

(2) แอมป์ตัวเล็กๆ ที่มีกำลังขับไม่สูงมาก ไม่ชอบสายลำโพงที่มีโครงสร้างซับซ้อน ประเภทที่มีการชีลด์หนาๆ หลายชั้นไม่เหมาะกับแอมป์เล็กๆ เพราะมันจะทำให้กำลังขับแอมป์ตก

อีกจุดหนึ่งที่ผมพบว่าส่งผลดีต่อการแม็ทชิ่งครั้งนี้มากพอสมควร นั่นคือ ตัวกรองไฟ (Power Conditioner) ซึ่งผมทดลองแล้ว ยืนยันได้เลยว่า ตัวกรองไฟมีผลกับเสียงของชุดนี้มาก

ตัวกรองไฟที่มีราคาเหมาะสมกับลำโพงและแอมป์ชุดนี้คือ Clef Audio รุ่น PowerBRIDGE-8 (REVIEW) จริงๆ แล้ว ตัวกรองไฟที่ให้ผลดีกว่าก็มี แต่ราคาก็จะสูงข้ึนไป อย่างต่ำที่คุณควรจะต้องมีและส่งผลดีการซิสเต็มนี้ก็คือ PowerBRIDGE-8 ตัวนี้

อีกจุดที่สามารถอัพเกรดเสียงของลำโพง+อินติเกรตแอมป์คู่นี้ให้มีความสมบูรณ์แบบมากขึ้นไปได้อีก “ถ้า” ระบบไฟที่บ้านของคุณลงกราวนด์แท้ๆ ด้วยวิธีตอกแท่งกราวนด์ลงดิน แล้วเดินสายกราวนด์มาที่ตู้ไฟในบ้านและเดินสายกราวนด์ต่อมาที่ปลั๊กผนังที่ใช้กับชุดเครื่องเสียง ให้ใช้สายไฟเส้นเล็กๆ ติดขั้วต่อหางปลาขนาดเล็กเอามาเชื่อมโยงระหว่างจุดต่อเชื่อมสายกราวนด์ที่ตัวกรองไฟ (อย่างเช่นตัว PowerBRIDGE-8) กับน็อตขันยึดบนตัวเครื่อง PM8006 แบบในภาพ เสียงจะเปิดโล่งมากขึ้น ไดนามิกสวิงได้อิสระได้มากขึ้น ไม่อั้น

สรุป

น่าเสียดายที่ผมมาเจอ PM8006 หลังจากทดสอบลำโพง Wharfedale รุ่น EVO 4.2 ไปแล้ว ผมพบว่ามันทั้งคู่เกิดมาเพื่อกันและกันจริงๆ ถ้าใครที่ใช้ PM8006 จับกับลำโพงอื่นอยู่ แล้วรู้สึกว่าเสียงออกมาใสๆ บางๆ หรือใครที่ใช้ลำโพง Wharfedale EVO 4.2 อยู่แล้วรู้สึกว่าเสียงแหลมมันยังไม่ใสละเอียด และทอดยาวอย่างที่ต้องการ ผมอยากให้ทดลองจับทั้งสองมาเจอกันแบบในรีวิวนี้ดูสักครั้ง มันอาจจะเป็นเสียงที่คุณกำลังตามหามาตลอดก็เป็นได้ /

***************

ลิ้งค์ YouTube = https://youtu.be/Wi_W2fAvZPY
อัดคลิปมาให้ลองฟัง ยังอัดได้ไม่ดี เอาพอเป็นแนว (เสียงสด ไม่ได้แต่งเลย)

***************
Source = Opera Audio รุ่น X5 pro MK II
ราคา 19,500 บาท / ตัว ( @kttaudio )

Amplifier = Marantz รุ่น PM8006
ราคา 49,500 บาท / ตัว ( @marantzthaifan )

Speaker = Wharfedale รุ่น EVO 4.2
ราคา 24,000 บาท / คู่ ( @HifitowerShop )
Interconnect cable = Kimber Kable รุ่น Timbre
ราคา 5,900 บาท / คู่ ( @HDhifi03 )
Speaker Cable = Furutech รุ่น FS-301
ราคา 540 บาท / เมตร ( @ClefAudio )
Power Conditioner = Clef Audio รุ่น PowerBRIDGE-8
ราคา 8,400 บาท / ตัว ( @ClefAudio )

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า