รีวิวเครื่องเสียง Opera Audio รุ่น Consonance X5 pro MK II มิวสิค สตรีมเมอร์ & Consonance X5 MK II มิวสิค สตรีมมิ่ง ทรานสปอร์ต

นักออกแบบเครื่องเล่นไฟล์เพลงยุคใหม่ๆ ถ้าไม่ได้เป็นนักเล่นเครื่องเสียงมาก่อน พวกเขาคงจะมีความคิดเหมือนๆ กันอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือ รวมความสามารถทุกอย่างเข้ามาไว้ในเครื่องเสียงตัวเดียวกัน นั่นคือความเจ๋ง เพราะเทคโนโลยีดิจิตัลมันเอื้ออำนวยให้ทำแบบนั้นได้สบายๆ ผู้ซื้อก็จะได้ทั้งความสะดวก ซื้อเครื่องเดียวได้ครบทุกอย่างที่ต้องการ แถมเสียงดีด้วย พูดง่ายๆ คือ All-in-One จบเบ็ดเสร็จในหนึ่งเดียว.!

ความคิดนั้นถูกเผง แต่สำหรับคนทั่วไปที่ชอบฟังเพลงเท่านั้นหรอกนะ ส่วนคนที่เป็นนักเล่นเครื่องเสียง ถ้ามีทางเลือก พวกเขาต้องการระบบเครื่องเสียงที่สามารถขยับขยายไปได้ในอนาคตเรื่อยๆ มากกว่าที่จะรวมทุกอย่างไว้ในเครื่องเดียวกัน โดยเฉพาะเครื่องเล่นไฟล์เพลงซึ่งเป็นอุปกรณ์เครื่องเสียงที่ใช้พื้นฐานดิจิตัลเต็มรูปแบบ ใครๆ ก็รู้ว่า ดิจิตัลพัฒนาเร็ว ถ้าระบบไม่ยืดหยุ่นให้สามารถอัพเกรดตามได้ง่าย โอกาสที่จะ เล่นไปตามพัฒนาการของเทคโนโลยีดิจิตัลก็จะถูกจำกัด เหตุผลที่เครื่องเล่นไฟล์เพลงควรจะมีความยืดหยุ่นในการอัพเกรดไปได้เรื่อยๆ ก็เพราะว่า ส่วนประกอบสำคัญของ คุณภาพเสียงที่ได้จากอุปกรณ์เครื่องเล่นไฟล์เพลงได้มาจากฟอร์แม็ตของไฟล์เพลงที่มีขนาดใหญ่ขึ้น มีความละเอียดสูงขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเครื่องเล่นไฟล์เพลงของคุณไม่สามารถเล่นไฟล์พวกนั้นได้… คุณก็ไม่มีโอกาสได้สัมผัสกับคุณภาพเสียงที่ดีขึ้นนั้น!

Opera Audio
Consonance X5 pro MK II
มิวสิค สตรีมเมอร์ที่มีฟังท์ชั่นทรานสปอร์ตในตัว

ในยุคของ CD คนทั่วไปจะรู้จักแต่ CD Player หรือเครื่องเล่นแผ่นซีดี ในขณะที่คนเล่นเครื่องเสียงรู้จักมากกว่านั้น นั่นคือ มีทั้ง CD Player และ CD Transport + external DAC กับอีกประเภทคือ CD Player ที่มีภาค digital output ซึ่งก็คือ เครื่องเล่นซีดีที่มีความสามารถเป็นซีดี ทรานสปอร์ตอยู่ในตัวนั่นเอง

ประโยชน์ของภาค digital output ก็คือเปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถอัพเกรดประสิทธิภาพของภาค DAC ขึ้นไปได้เรื่อยๆ นั่นเอง เนื่องจากภาค DAC มีส่วนสำคัญที่ส่งผลต่อคุณภาพเสียงมากกว่าภาคทรานสปอร์ตที่ทำหน้าที่อ่านสัญญาณจากแผ่นซีดี ถ้าคุณเข้าใจหลักการนี้แล้ว คุณก็คงจะไม่รู้สึกแปลกใจ ถ้าผมจะบอกคุณว่า เครื่องเล่นไฟล์เพลงของ Opera Audio รุ่น Consonance X5 pro MK II ที่ผมกำลังจะทำการทดสอบครั้งนี้ก็คือ เครื่องเล่นไฟล์เพลงผ่านเน็ทเวิร์คที่มีภาค digital out ใช้ทำหน้าที่เป็นทรานสปอร์ตได้อีกหน้าที่หนึ่งนั่นเอง! (*ต่อไปจะเรียกสั้นๆ ว่า X5 pro MK II)

X5 pro MK II ถูกออกแบบมาภายใต้ปรัชญาหลักๆ 3 ข้อ นั่นคือ ใช้ง่าย (ease of use), รองรับการเล่นไฟล์เพลงได้หลากหลาย (universal compactibility with music sources) และ เน้นคุณภาพเสียง (sound quality) ซึ่งแน่นอนว่า ถ้าจะไปให้ถึงเป้าหมายเหล่านั้นจริงๆ ต้องอาศัยการออกแบบที่ถึงพร้อมทั้งทางด้าน ฮาร์ดแวร์ + ซอฟท์แวร์ ผสานกัน ซึ่งหลายคนอาจจะสงสัยว่า ทำไมบริษัทเล็กๆ ของจีนอย่าง Opera Audio จึงสามารถผลิตอุปกรณ์เครื่องเสียงที่ใช้เทคโนโลยีระดับนี้ได้.? ถ้าคุณอยู่ในแวดวงคอมพิวเตอร์อิเล็กทรอนิค หรือคลุกคลีอยู่ในวงการ DIY มาบ้างก็อาจจะไม่แปลกใจ เพราะในวงการคอมพิวเตอร์อิเล็กทรอนิค เขามีตัวช่วยสำหรับผู้ประกอบการในวงการคอนซูเมอร์ออดิโอ/วิช่วลอยู่เยอะ ทั้งในส่วนของฮาร์ดแวร์และซอฟท์แวร์ ถ้าอยู่ใกล้ชิดกับวงการคอมพิวเตอร์+ซอฟท์แวร์ เชื่อว่าคุณต้องเคยได้ยินชื่อ Volumio กับ Asus มาบ้าง

Asus ผู้ผลิตฮาร์ดแวร์เจ้าใหญ่ในวงการคอมพิวเตอร์ ได้ออกแบบคอมพิวเตอร์ขนาดจิ๋ว (ultra small) ขึ้นมาเพื่อใช้งานเฉพาะทางชื่อว่า “Tinker Boardเป็นคอมพิวเตอร์เล็กๆ ที่ติดตั้งคอมโพเน้นต์ทุกชิ้นไว้บนแผงวงจรชิ้นเดียว (SBC = Single Board Computer) แต่ถึงจะเล็กจิ๋ว แต่ประสิทธิภาพนั้นหายห่วง เพราะบอร์ดนี้ใช้หน่วยประมวลผล ARM Cortex-A17 แบบ quad core ที่มีสปีดในการประมวลผลที่ 1.8GHz บนชิป Rockchip RK3288 นี่คือแผงวงจรที่ Opera Audio เลือกใช้เป็นแกนหลักทางด้านฮาร์ดแวร์ของ X5 pro MK II โดยแยกภาคจ่ายไฟออกไปไว้ข้างนอก นี่คือเหตุผลที่ทำให้ตัวถังของ X5 pro MK II มาในพิกัดที่เล็กกระทัดรัด แต่ถึงจะตัวเล็กทว่าน้ำหนักไม่เบาเลย คือหนักถึงครึ่งกิโล! เพราะตัวถังมันทำด้วยก้อนอะลูมิเนียมหนาชุบสีดำทั้งตัว

ทางฝั่งของซอฟท์แวร์ที่ใช้ในการควบคุมการเล่นไฟล์เพลงนั้น วิศวกรของ Opera Audio เลือกใช้บริการของ Volumio บริษัทผู้มีความปราดเปรื่องทางด้านคอมพิวเตอร์ซอฟท์แวร์เกี่ยวกับการฟังเพลงอีกเจ้าหนึ่งของวงการมารับหน้าที่เป็นแพลทฟอร์มหลัก รันบนระบบปฏิบัติการณ์ Debian ของ Linux ส่วน UI ที่ใช้ในการควบคุมสั่งงาน ใช้วิธีรันผ่านทาง Web-based control (web-UI) ที่มียูสเซอร์อินเตอร์เฟซที่เรียบง่ายแต่ใช้งานได้ดี รองรับการสั่งงานผ่าน browser ได้ทุกแพลทฟอร์มของระบบปฏิบัติการณ์ ใช้ได้บนฮาร์ดแวร์ทุกชนิดที่รองรับ Wi-Fi และมีโปรแกรมบราวน์เซอร์ในตัว ไม่ว่าจะเป็นบนคอมพิวเตอร์ Mac, Windows หรือบนอุปกรณ์พกพาที่ใช้ระบบปฏิบัติการณ์ Android, iOS และอื่นๆ สามารถใช้ปรับตั้งฟังท์ชั่นการทำงานของตัว X5 pro MK II และใช้ควบคุมการเล่นไฟล์เพลงทั้งหมด… อ่าาา เริ่มรู้สึกทึ่งกับเจ้าจิ๋ว X5 pro MK II ตัวนี้ซะแล้ว!

เอ๊าต์พุต และความสามารถในการเล่นไฟล์เพลงของ X5 pro MK II

A = ขั้วต่อเสาอากาศรับคลื่น Wi-Fi
B = ช่องเสียบสาย Ethernet
C = ช่อง USB-type-A จำนวน 4 ช่อง
D = ที่เสียบปลั๊กอะแด๊ปเตอร์ไฟเลี้ยง
E = ขั้วต่อสัญญาณ อะนาลอก เอ๊าต์พุต

ช่อง USB-A ทั้ง 4 ช่อง (C) ที่ให้มานั้นเป็น USB 2.0 ทั้งหมด นอกจากจะใช้เชื่อมต่อกับ external DAC แล้ว ยังใช้เชื่อมต่อกับ storage หรือฮาร์ดดิสที่เก็บไฟล์เพลงก็ได้ เชื่อมต่อกับคีย์บอร์ดหรือเม้าส์ก็ได้

ซอฟท์แวร์แอพลิเคชั่นที่ใช้กับตัว X5 pro MK II รองรับ DSD ได้สูงถึงระดับ DSD512 (22.5MHz) และรองรับ PCM ได้ตั้งแต่ 16/44.1 ขึ้นไปจนถึงระดับสูงสุดที่ 32/768kHz ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ก้าวล้ำขึ้นไปอีกขั้น แต่เนื่องจาก X5 pro MK II ใช้ช่องทางในการลำเลียงไฟล์เพลงที่ดึงจาก storage ผ่านทางเน็ทเวิร์คกับทาง USB ซึ่งการดึงไฟล์เพลงผ่านเน็ทเวิร์คนั้น X5 pro MK II มีช่องทางเน็ทเวิร์คมาให้เลือกใช้สองช่องทาง คือทาง Wi-Fi ไร้สาย (A) และทาง Ethernet (B) โดยใช้สาย LAN แต่ทางผู้ผลิตคือ Opera Audio ได้ระบุเตือนเอาไว้ในคู่มือว่า ประสิทธิภาพในการรับส่งไฟล์เพลงผ่านทาง Wi-Fi ไร้สายอาจจะไม่ดีพอสำหรับการสตรีมไฟล์เพลงที่มีความละเอียดระดับไฮเรซฯ และจะยิ่งแย่มากถ้า router ไม่ได้วางอยู่ใกล้ๆ ตัว X5 pro MK II อีกอย่าง ถ้าบริเวณที่คุณใช้งานมีคลื่น Wi-Fi หยุงเหยิงก็ทำให้การสตรีมไฟล์ไฮเรซฯ แย่ลงได้เหมือนกัน ก่อนใช้งานทดลองเปิด Wi-Fi บนสมาร์ทโฟนเช็คดูก่อนก็ได้ ถ้ามีชื่อ Wi-Fi โผล่ขึ้นมาเยอะๆ ก็คงไม่รอด!

ทางผู้ผลิตแนะนำให้ใช้การเชื่อมต่อผ่านทางช่อง Ethernet (B) ถ้าต้องการเล่นไฟล์เพลงระดับไฮเรซฯ เพราะช่อง Ethernet ที่ให้มากับ X5 pro MK II ตัวนี้เป็น Gigabit network มีสปีดในการรับ/ส่งข้อมูลได้สูงถึงระดับ 1000Mbit/s จึงส่งผ่านไฟล์เพลงไฮเรซฯ ได้ดีกว่าทาง Wi-Fi ไร้สาย นอกจากนั้น ซอฟท์แวร์ที่ใช้จัดการกับการเล่นไฟล์เพลงของ Opera Audio ที่ใช้กับ X5 pro MK II ยังมีความสามารถที่น่าตื่นตาตื่นหูอีกหลายอย่าง (รายละเอียดในหัวข้อถัดๆ ไป)

รองรับการเล่นไฟล์เพลงจากผู้ให้บริการสตรีมเพลงผ่านอินเตอร์เน็ตจากเจ้าที่ให้บริการสตรีมเพลงแบบเน้นคุณภาพเสียงนั่นคือ TIDAL กับ Qubuz (ยังไม่มาให้บริการในไทย) ได้แบบ nativeคือฝังแอพฯ ทั้งสองไว้บน X5 pro MK II เพื่อไฟล์เพลงจาก TIDAL และ Qubuz ถูก render โดยแอพลิเคชั่นและฮาร์ดแวร์ของ X5 pro MK II โดยตรง ซึ่งเป็นลักษณะการเล่นไฟล์แบบ bit-perfect นั่นเอง นอกจากนั้น X5 pro MK II ยังรองรับการเล่นไฟล์เพลงจากสถานีวิทยุบนอินเตอร์เน็ต (web radio) ที่มีอยู่จำนวนมหาศาลทั่วโลกได้ด้วย

ขั้วต่อสำหรับสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุตที่ให้มาคุณภาพดี

ภาค DAC ของ X5 pro MK II ไม่มีข้อมูลจากเว็บไซต์ของ Opera Audio ระบุไว้โดยตรงว่าใช้ชิป DAC ของแบรนด์ไหน.? เบอร์อะไร.? แต่มีเว็บไซต์ของดีลเลอร์ในต่างประเทศของ Opera Audio ระบุว่าเป็นชิปเบอร์ ES9028 ของแบรนด์ ESS Technology ซึ่งประเมินดูแล้ว คุณสมบัติของ X5 pro MK II ที่ระบุไว้ในสเปคฯ ก็น่าจะมีความเป็นไปได้เมื่อพิจารณาจากความสามารถของชิปตัวนั้น

คุณสามารถนำ X5 pro MK II ไปใช้งานในระบบ Multi-Zone/Multi-Room ที่ควบคุมด้วย roon ได้ เพราะฮาร์ดแวร์ในตัวเครื่อง X5 pro MK II ได้รับการปรับให้เป็น roon ready เรียบร้อยแล้ว

แผงวงจร Tinker Board ในตัว X5 pro MK II บริโภคไฟ DC 5 โวลต์ และต้องการ กระแส 3A ในกล่องของ X5 pro MK II มีอะแด๊ปเตอร์ AC/DC ตัวเล็กๆ แถมมาให้ ขนาดใหญ่พอสมควร จ่ายไฟได้พอดีกับความต้องการของ X5 pro MK II

Opera Audio
X7 Linear Power Supply
ตัวจ่ายไฟเลี้ยงแบบลิเนียร์

แต่ถ้าคุณต้องการเน้นคุณภาพเสียงของ X5 pro MK II ให้ดีขึ้นไปอีกขั้น คุณสามารถซื้อภาคจ่ายไฟแบบลิเนียร์ (Linear Power Supply = LPS) รุ่น X7 ของยี่ห้อ Opera Audio เจ้าเดียวกันมาใช้แทนอะแด๊ปเตอร์ AC/DC ที่แถมมาได้เลย สายเชื่อมต่อระหว่างตัว LPS X7 กับตัว X5 pro MK II มีความยาว 1 เมตร ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.5 .. เปลือกนอกหุ้มหนังงูอย่างดี ที่ตัว X7 ใช้สายไฟเอซีแบบสามขาแยกกราวนด์ สามารถอัพเกรดไปใช้สายไฟคุณภาพสูงได้

เสียงที่ได้จากการเปลี่ยนจากเพาเวอร์ซัพพลายที่เป็นอะแด็ปเตอร์มาเป็นตัวจ่ายไฟลิเนียร์รุ่น X7 ตัวนี้ไม่ได้ทำให้โทนเสียงเปลี่ยนไปมากนัก ในแง่โทนัลบาลานซ์ก้ไม่ได้เปลี่ยนไปมาก ที่รับรู้ได้ชัดก็คือ “น้ำหนักเสียง”, “การย้ำเน้น”, “ความต่อเนื่องลื่นไหล”, “ความสะอาด” และ “ความนิ่ง” แม้ว่าแต่ละส่วนจะเพิ่มจากเดิมไม่ได้มากมายในตอนแรก แต่พอฟังๆ ไปจนชิน ลองสลับกลับไปใช้อะแด๊ปเตอร์จะรู้สึกทันทีว่ามีอะไรหายไปหลายอย่าง ได้ลองแล้วไม่ต้องถามเลยว่าควรจะใช้มั้ย.? ถ้าไหว… ลุยโลดครับ!!

ในการทำหน้าที่เป็น Transport สำหรับสตรีมไฟล์เพลงนั้น X5 pro MK II ให้เอ๊าต์พุตสัญญาณเสียงดิจิตัลออกทางช่อง USB อย่างเดียว ไม่มี S/PDIF กับ AES/EBU นั่นก็หมายความว่า คุณสามารถเอา external DAC ทุกรุ่น ทุกยี่ห้อที่มีช่องอินพุต USB มารองรับสัญญาณดิจิตัลเอ๊าต์พุตจาก X5 pro MK II ได้ ไม่ว่า external DAC ตัวนั้นจะเป็น standalone DAC หรือเป็นภาค DAC ที่อยู่ในตัวเครื่องเล่นแผ่นซีดียุคใหม่ๆ ที่มีอินพุต USB มาให้ หรือจะเป็นภาค DAC ที่อยู่ในตัวอินติเกรตแอมป์ยุคใหม่ๆ ที่มีอินพุต USB มาให้ก็ได้ จะเห็นว่า X5 pro MK II ให้ความยืดหยุ่นในการใช้งานได้กว้างมาก ที่เจ๋งคือความสามารถในการรองรับอนาคตในการอัพเกรดภาค DAC ได้นั่นเอง

Opera Audio
Consonance X5 MK II
เน็ทเวิร์ค สตรีมมิ่ง ทรานสปอร์ต

ส่วนตัว X5 MK II ที่เอามารีวิวพร้อมกันก็คือเครื่องเล่นไฟล์เพลงผ่านเน็ทเวิร์คลักษณะเดียวกับ X5 pro MK II ความแตกต่างระหว่างสองรุ่นนี้มีอยู่แค่จุดเดียว นั่นคือรุ่น X5 pro MK II มีภาค DAC ในตัว ในขณะที่ X5 MK II ไม่มีภาค DAC ในตัว ส่วนคุณสมบัติอื่นๆ เหมือนกันหมด ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการรองรับ DSD และ PCM ก็เท่ากัน ความสามารถในการรองรับฟอร์แม็ตของไฟล์เพลงก็เท่ากัน

รูปร่างหน้าตา
และฟังท์ชั่นใช้งานของ X5 MK II

X5 MK II มีรูปทรงภายนอกคล้ายกับ X5 pro MK II แต่ขนาดตัวเล็กกว่านิดหน่อย เพราะ X5 pro MK II มีภาค DAC และภาคอะนาลอก เอ๊าต์พุตในตัวบอดี้เลยใหญ่กว่า นอกจากหน้าตาจะเหมือนกันแล้ว ส่วนประกอบอื่นๆ ที่อยู่บนแผงหลังของตัวเครื่องนอกจากขั้วต่ออะนาลอก เอ๊าต์พุตที่เป็นขั้วต่อ RCA แล้ว ที่เหลือนั้นเหมือนกันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นช่องเสียบไฟเลี้ยงจากภายนอก (A) ช่องเสียบสายแลน Ethernet (B) ขั้วต่อสำหรับติดตั้งเสารับคลื่น Wi-Fi (C) และช่องต่อ USB-type-A ทั้ง 4 ช่องที่ให้มาก็เป็น USB 2.0 เหมือนกัน

ความสามารถในการรองรับสัญญาณ DSD และ PCM ก็เท่ากัน แอพลิเคชั่นที่ใช้ควบคุมการเล่นไฟล์เพลงและปรับตั้งฟังท์ชั่นต่างๆ ของตัวเครื่องก็ผ่านทาง Web-based control (Web-UI) ตัวเดียวกัน สรุปคือ สองรุ่นนี้ต่างกันเฉพาะเรื่อง มี DAC ในตัว กับไม่มี DAC ในตัวเท่านั้นเอง

การใช้งาน Web-based control (Web-UI)
และ การปรับตั้งค่าของตัว X5 MK II และ X5 pro MK II

เพื่อไม่ให้ยืดยาวออกไปมาก ผมได้แยกวิธีการใช้งาน Web-based control (web-UI) ในการควบคุมการเล่นไฟล์เพลงและปรับตั้งฟังท์ชั่นต่างๆ ออกไปไว้ในคอลัมน์ HOW-TO แล้ว ในรีวิวนี้ผมจะขอข้ามส่วนนี้ไป ถ้าต้องการทราบรายละเอียด ขอให้คุณตามไปอ่านได้จากลิ้งค์นี้ – HOW-TO

ทดสอบ

ผมนำ X5 MK II กับ X5 pro MK II มาทำการทดสอบพร้อมกัน โดยทดลองเอาทั้งสองตัวสลับกันจับคู่กับ external DAC ของ MyTek รุ่น Liberty DAC (REVIEW) เพื่อทดสอบคุณภาพของภาคทรานสปอร์ตของตัว X5 MK II และเทียบดูว่าคุณภาพเหมือนหรือต่างจากภาคทรานสปอร์ตของตัว X5 pro MK II เอ๊าต์พุตจาก Liberty DAC ถูกส่งไปที่ปรีแอมป์ VTL 2.5 ที่จับคู่กับเพาเวอร์แอมป์ Absolute Audio Labs รุ่น PCF-25 ขับลำโพง Wharfedale รุ่น EVO 4.2 (REVIEW)

จากนั้นผมก็ใช้อินติเกรตแอมป์ Marantz รุ่น PM8006 ซึ่งเป็นอินติเกรตแอมป์แบบ Pure Analog คือมีแต่ภาคโฟโนในตัว แต่ไม่มีอินพุตดิจิตัล มาจับคู่กับ X5 pro MK II โดยเชื่อมต่อเอ๊าต์พุตสัญญาณอะนาลอกจาก X5 pro MK II ไปเข้าที่ช่องอินพุต AUX ของ PM8006 ขับลำโพง Totem Acoustics รุ่น Element ‘Ember’ เซ็ตนี้ใช้ทดสอบประสิทธิภาพของภาคอะนาลอก เอ๊าต์พุตของ X5 pro MK II โดยเฉพาะ

ทางด้าน music server หรือแหล่งเก็บไฟล์เพลงที่ดึงมาใช้ทดสอบกับ X5 MK II และ X5 pro MK II ผมมีอยู่ 3 ช่องทาง ทางแรกคือดึงจาก TIDAL ผ่านอินเตอร์เน็ต, แหล่งที่สองคือ ดึงจาก server ที่เก็บอยู่ในคอมพิวเตอร์โดยใช้โปรแกรม music server ที่ชื่อว่า Asset UPnP Server (HOW-TO) เป็นตัวเชื่อม ส่วนแหล่งที่สาม ใช้วิธีเสียบ Solid-State external USB Storage (SSD) ที่เก็บไฟล์เพลงตรงเข้าที่ช่อง USB-A ของตัว X5 MK II/X5 pro MK II

ตัวไฟล์เพลงก็เลือกเล่นหลากหลาย มีทั้ง WAV, FLAC และ DSF ส่วนเรโซลูชั่นของไฟล์ก็มีหลายความละเอียด ตั้งแต่ PCM 16/44.1 ไปจนถึง 24/192 และมี DSD64 กับ DSD128 ด้วย

คุณภาพและลักษณะเสียงของ X5 MK II และ X5 pro MK II

เหตุที่ผมเลือกอินติเกรตแอมป์ PM8006 ของ Marantz มาใช้ทดสอบ X5 pro MK II ครั้งนี้ก็เพราะว่าภาคขยายของ PM8006 ตอบสนองความถี่ได้กว้างมากคือตั้งแต่ 5Hz ขึ้นไปจนถึง 100kHz มันจึงเหมาะสำหรับสัญญาณเสียงที่ได้จากไฟล์ไฮเรซฯ ซึ่งมั่นใจได้ว่าจะไม่ถูก filter ทิ้ง และการทำงานของทั้งภาคปรีฯ และภาคขยายในเพาเวอร์แอมป์ของ PM8006 ตัวนี้ดีไซน์วงจรแบบ current-feedback ที่ตอบสนองกับสัญญาณอินพุตได้เร็ว จึงไม่ห่วงเรื่องการตอบสนองต่อทรานเชี้ยนต์ ไดนามิก และสุดท้ายคือแอมป์ตัวนี้มีความสามารถในการจ่ายกระแสฉับพลันได้สูงถึง 45 แอมป์ จึงวางใจได้ในแง่ของความสามารถในการควบคุมลำโพง

อัลบั้ม : Byron Janis plays Moussorgsky – Pictures At An Exhibition (DSF64)
ศิลปิน : Byron Janis – piano, Antal Dorati & Minneapolis Symphony Orchestra

หลังจากลองฟัง X5 pro MK II มานานเกินเดือน ได้ลองฟังเพลงที่อยากฟังนับสิบอัลบั้มที่คุ้นเคย ผมก็เลือกได้ห้าหกอัลบั้มที่เล่นผ่าน X5 pro MK II ตัวนี้แล้วมันแสดงนัยยะของความเป็นตัวตนของมันออกมาให้สังเกตได้ บุคลิกแรกได้พบจากงานของ Modest Moussorgsky ชุด Pictures At An Exhibition เวอร์ชั่นบรรเลงเปียโนโดยนักเปียโนสัญชาติอเมริกัน Byron Janis ซึ่งผมเคยมีประสบการณ์ได้ยินเสียงเปียโนในอัลบั้มนี้ที่คิดว่าดีที่สุดมาแล้ว ยังจำเสียงนั้นได้ นานๆ ทีที่ผมจะได้ยินอะไรที่ใกล้เคียงแบบนั้น ซึ่งไม่ใช่แค่คุณภาพของชุดเครื่องเสียงเท่านั้น ยังต้องมีเรื่องของแม็ทชิ่งที่ลงตัวกันพอดีๆ อีกด้วย

เสียงเปียโนโซโล่ของ Byron Janis ท่อนแรก “Promenadeเป็นหนึ่งในเสียงเปียโนที่ใช้เรเฟอเร้นจ์ได้ดีเลย มีทั้งเสียงเคาะโน๊ตเดี่ยวๆ และเล่นสองมือเมโลดี้พร้อมคอร์ทที่มีฮาร์มอนิกซับซ้อน ซึ่ง X5 pro MK II ตัวนี้มีความสามารถในการถ่ายทอดฮาร์มอนิกของเสียงเปียโนออกมาได้โดยไม่พยายามบิดบัง คือมันไม่แค่โชว์หัวเสียงค้อนเคาะที่กระแทกสายดังแหลมๆ โด่งๆ ออกมาแค่นั้น แต่ยังสามารถถ่ายทอดหางเสียงที่แซ่ซ้องตามออกมาเป็นพวง เมื่อจับกับแอมป์ที่ให้แบนด์วิดธ์ที่เปิดกว้างมโหฬารอย่าง PM8006 รายละเอียดเหล่านั้นก็ยิ่งพรั่งพรูออกมายังกะผึ้งแตกรัง ผมต้องจัดการแม็ทชิ่งสายสัญญาณกับสายลำโพงอยู่พักหนึ่งกว่าจะลงตัว เพื่อควบคุมโฟกัสของเสียงเคาะโน๊ตหลักและฮาร์มอนิกให้แยกออกจากกันได้อย่างชัดเจนมากที่สุด

ไฟล์เพลงของอัลบั้มนี้เป็นสัญญาณ DSD64 ซึ่งให้รายละเอียดในย่านกลางและแหลมที่พร่างพรายกว่า PCM นี่สะท้อนว่า ภาค DAC ของ X5 pro MK II มีพฤติกรรมไปในทาง ตีแผ่รายละเอียดของเสียงออกมาอย่างที่ตัวไฟล์มันเป็น มากกว่าที่จะเป็นสไตล์ของ DAC ที่มีพฤติกรรมตัดทอนบางอย่างทิ้งไปเพื่อทำให้กลางและทุ้มเด่น เพื่อทำให้โทนเสียงออกมานุ่มหู ใครที่ชอบฟัง รายละเอียดของเสียงที่เป็นไปตามคุณภาพการบันทึกเสียง โดยไม่ติดกับโทนเสียงแบบใดแบบหนึ่งตลอดเวลา น่าจะเข้าทางภาค DAC ในตัว X5 pro MK II ตัวนี้นะ

อัลบั้ม : Elvis Is Back! (DSF64)
ศิลปิน : Elvis Presley

อัลบั้ม : Dream Of You (DFF64)
ศิลปิน : Helen Merrill

สองอัลบั้มนี้เป็นงานเก่าช่วงปี ’60 อายุห่างกัน 3 ปี งานของ Helen Merrill เก่ากว่าเอลวิส บันทึกเสียงออกมาเมื่อปี 1957 ส่วนอัลบั้มชุด Elvis Is Back! ออกมาในปี 1960 เหตุผลที่ผมหยิบยกงานเพลงสองชุดนี้มาพูดถึงก็เพราะว่าเมื่อฟังผ่าน X5 pro MK II ตัวนี้แล้วมันได้แสดงบุคลิกอะไรบางอย่างออกมาให้สัมผัส กล่าวคือ ในยุคแรกของฟอร์แม็ต DSD นั้น เรามักจะคิดว่า เพลงที่บันทึกเสียงกันมาแถวๆ ยุค ’60 เมื่อเอามาทำเป็นฟอร์แม็ต DSD แล้วเสียงที่ออกมาไม่ดี โดยมากมักจะออกไปทางทึบ เสียงไม่เปิดกระจ่างเหมือนฟอร์แม็ต PCM ที่ทำออกมาเป็นฟอร์แม็ตซีดี แต่ต่อมาเราถึงได้รู้ว่า ต้นเหตุมันไม่ได้อยู่ที่ฟอร์แม็ต DSD แต่ตัวปัญหามันคือภาค DAC ซึ่งในยุคแรกที่เริ่มเล่นไฟล์กันนั้น DAC ที่สามารถรองรับฟอร์แม็ต DSD มาทีหลัง ยุคแรกๆ เสียงไม่ดีอย่างมาก เหตุผลมีอยู่ 2 อย่าง อย่างแรกคือ นักออกแบบ DAC ยังไม่คุ้นเคยกับฟอร์แม็ต DSD กับอีกสาเหตุก็คือ ชิป DAC กับภาคอินพุตของ DAC ในช่วงนั้นยังไม่มีประสิทธิภาพสูงพอ (โปรเซสเซอร์ยังไม่แรงพอ) ที่จะรับมือกับแซมปลิ้งเรตของสัญญาณ DSD ที่สูงลิบลิ่วได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หลังจากนั้น นักเล่นฯ ที่หลงไหลเสน่ห์ของฟอร์แม็ต DSD ต่างก็เฝ้ารอวันที่ภาค DAC จะพัฒนาสมรรถนะให้สูงมากพอที่จะ คลี่คลายความสวยงามของฟอร์แม็ต DSD ออกมาให้เราได้รับฟังกันอย่างที่มันเป็นจริงๆ วันนี้ ภาค DAC ของ X5 pro MK II ไปได้ถึงระดับ DSD128 แล้ว สูงกว่าสเปคฯ ที่ DSD64 ต้องการไปถึงสองเท่า ดังนั้น การเล่นไฟล์เพลง DSF64 กับภาค DAC ของ X5 pro MK II จึงเป็นอะไรที่ขนมมาก!

ผมเก็บไฟล์เพลง DSF64 ของทั้งสองอัลบั้มนี้ไว้หลายปีแล้ว ได้เอามาทดลองฟังกับภาค DAC ที่ออกมาก่อนหน้านี้แล้วหลายครั้ง ตั้งแต่ DAC ยุคแรกที่รองรับได้สูงสุดแค่ DSD64 กับ PCM 24/192 ซึ่งพบว่า สองอัลบั้มนี้เสียงออกมาไม่ดีเลย โดยรวมจะออกไปทางอับๆ ทึบๆ ไม่ค่อยสดใส แหลมไม่เปิด จนผมอดคิดไม่ได้ว่า น่าจะเป็นข้อจำกัดที่เกิดจากคุณภาพการบันทึกเสียงในยุคนั้นกระมัง แต่มาถึงวันนี้ ต้องปรับความคิดใหม่หมด.. เพราะสิ่งที่ได้ยินจากสองอัลบั้มนี้ ผ่าน X5 pro MK II วันนี้ เสียงของมันเปลี่ยนไป แม้ว่าโดยรวมจะยังคงมีข้อด้อยในน้ำเสียงปรากฏอยู่หลายจุด แต่ X5 pro MK II ทำให้ผมรู้และมั่นใจว่า อาการด้อยเหล่านั้นมาจากคุณภาพของมาสเตอร์ของทั้งสองอัลบั้มนี้ ทำไมผมจึงมีความเข้าใจและมั่นใจอย่างนั้น.? มันคล้ายกับว่า เสียงที่ผมได้ยินกับภาค DAC ยุคก่อนนั้นมันไม่ใสเท่าตอนนี้ คือเหมือนกับพยายามมองลงไปในแม่น้ำที่น้ำขุ่น ตั้งใจมองยังไงก็ไม่เห็นทะลุลงไปถึงพื้นดินด้านล่าง ทุกอย่างมันมัวและอับทึบไปหมด เห็นแค่เพียงลางๆ แต่ตอนนี้ เหมือนน้ำที่ถูกชะล้างจนใส สามารถมองทะลุลงไปได้จนถึงก้นบึ้ง หินก้อนไหนสกปรกมีสาหร่ายแกะ ก้อนไหนสะอาดหมดจด ตอนนี้เห็นกระจ่างหมดทุกจุด X5 pro MK II ทำให้ผมรู้ว่า อัลบั้มทั้งสองชุดนี้บันทึกเสียงมาขุ่น เสียงทุ้มไม่ค่อยเคลียร์ และขาดน้ำหนัก แต่ด้วยคุณสมบัติของ ความใสกระจ่างที่มันให้ออกมา ทำให้ผมได้สัมผัสกับสาระดนตรีเต็มๆ ไม่ได้รู้สึกว่าความอ่อนด้อยในบางแง่ของเสียงจากสองอัลบั้มนี้มันมีมากจนถึงขนาดที่จะเข้ามาขวางกั้นประสาทสัมผัสที่ผมเชื่อมต่อไปถึงความเป็นดนตรีแต่อย่างใด ถึงจะรู้ว่าเสียงมีตำหนิ แต่รายละเอียดของดนตรีที่มันถ่ายทอดออกมายังคงให้อารมณ์ที่ลึกซึ้งน่าฟัง เพราะท่วงจังหวะของเพลงมันมีความกระชับสดใส ไม่เอื่อยเฉื่อยผิดสปีดเหมือนภาค DAC ในยุคแรกที่ยังรองรับ DSD ได้ไม่เต็มที่

อัลบั้ม : Modern Cool (DSF64)
ศิลปิน : Patricia Barber

นี่ก็เป็นอีกอัลบั้มที่ช่วยพิสูจน์ให้มั่นใจว่า ภาค DAC ของ X5 pro MK II ให้เสียงที่มีพื้นเสียงที่ ใสมาก! (หมายถึง transparent ไม่ใช่ยกแหลมเยอะ.!!) ใครที่รู้จักอัลบั้มนี้ดี จะรู้ว่า โทนเสียงของอัลบั้มนี้จะออกไปทางกลางลงต่ำมากกว่าแหลม คือถ้าเจอกับซิสเต็มที่ให้เสียงโดยรวมไม่ใสกระจ่าง เสียงจะออกมาอึมครึม น่าอึดอัดมาก ซึ่งนั่นไม่เกิดกับ X5 pro MK II ตัวนี้ มันแสดงมูพเม้นต์ของเสียงดนตรีในย่านทุ้มแต่ละชิ้นออกมาให้ได้ยินชัดๆ ผมสามารถติดตามไลน์เบสของ ไมเคิล อาร์โนโพล มือเบสของอัลบั้มนี้ได้ตลอดทุกเพลง สามารถแกะออกมาได้ทุกเม็ด ในขณะเดียวกัน แม้ว่าแต่ละเพลงในอัลบั้มนี้จะมีโทนเอียงไปทางกลางลงต่ำมากกว่าแหลม แต่ผมก็ไม่ได้รู้สึกว่าเสียงร้องของแพทริเซียมีลักษณะที่อับทึบแต่อย่างใด เสียงของเธอยังคงลอยเหนือเครื่องดนตรีอื่นออกมา รับฟังเนื้อร้องได้ชัดเจนทุกท่อน แม้ในช่วงที่มีเครื่องดนตรีอื่นๆ กำลังโหมกระหน่ำ.. เป็นอัลบั้มที่เล่นผ่าน X5 pro MK II ออกมาแล้วฟังเพลินมาก

อัลบั้ม : Greatest Hits (DSF64)
ศิลปิน : Journey

ส่งท้ายด้วยแนวเพลงร็อค/พ๊อพร็อค ซึ่ง X5 pro MK II ก็ยังคงแสดงจุดยืนที่ชัดเจนของมันออกมาให้ได้ยิน คือตั้งหน้าตั้งตาแจกแจงรายละเอียดของเพลงที่ป้อนเข้าไปให้มันเล่นออกมาให้เราได้ยินแบบไม่ปิดบัง ซึ่งเห็นชัดกับอัลบั้มชุดนี้ เพราะเป็นอัลบั้มรวมเพลงแต่ละอัลบั้มของวง Journey ที่มาจากช่วงเวลาที่ต่างกันหลายปี ความแตกต่างในคุณภาพเสียงของเพลงในแต่ะช่วงเวลาปรากฏออกมาให้ได้ยินค่อนข้างชัด แม้ว่าตามหลักของการทำอัลบั้มรวม Greatest Hits ประเภทนี้ ซาวนด์เอนจิเนียร์จะต้องทำการปรับเกลี่ยให้แต่ละเพลงอยู้ในระดับใกล้เคียงกันให้มากที่สุด แต่ก็ไม่พ้นความสามารถในการแจกแจงรายละเอียดของภาค DAC ในตัว X5 pro MK II ไปได้ และด้วยบุคลิกในการแจกแจงรายละเอียดที่ตรงไปตรงมานี่เอง กลับเป็นผลดีสำหรับนักเล่นฯ ที่เข้าใจหลักการแม็ทชิ่ง, เซ็ตอัพ และปรับจูน คือเพลเยอร์ที่ปลดปล่อยรายละเอียดออกมามากๆ แบบนี้จะทำให้เราสามารถเซ็ตอัพและปรับจูนให้ได้เสียงที่ต้องการในหลายๆ ด้านออกมาได้ ซึ่งหากเป็นเพลเยอร์ที่ให้เสียงที่ขัดเกลามานวลๆ หรือปรับจูนแนวเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ชัดเจนซะแล้ว เราจะไม่สามารถปรับจูนอะไรได้มาก แม้ว่าตอนเล่นไฟล์เพลงที่คุณภาพแย่ๆ จะโดนภาค DAC ในตัว X5 pro MK II ฟ้องออกมาบ้าง แต่ก็ไปถัวเฉลี่ยกับตอนเล่นไฟล์ที่บันทึกและทำมาเตอร์มาดี เสียงที่ออกมาจะน่าอะเมธซิ่งมาก เพราะไม่ถูกสีสันเข้ามากลบเกลื่อนไป.!!

สรุป

ถ้าใช้เฉพาะเอ๊าต์พุต USB ในกรณีที่ต้องการใช้งาน X5 pro MK II เป็นทรานสปอร์ตไปเล่นกับ external DAC ตัวอื่น มันก็ให้เสียงออกมาเหมือนกับตัว X5 MK II ที่ไม่มีภาค DAC ในตัว ซึ่งมีราคาถูกกว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ การเลือกใช้ระหว่าง X5 pro MK II กับ X5 MK II จึงขึ้นอยู่กับลักษณะของซิสเต็มกับความต้องการของคุณเอง ถ้าแอมป์ที่ใช้อยู่เป็นรุ่นเก่า ไม่มีภาคอินพุต digital ในตัวเลย ลักษณะนี้ผมแนะนำให้ใช้ X5 pro MK II จะเหมาะสมกว่า เพราะภาค DAC ที่มันให้มาก็นับว่าดีมากแล้ว (ต้องบอกว่าดีมากเกินราคาไปเยอะ!) ถ้าไม่คันมาก คุณสามารถใช้ภาค DAC ในตัว X5 pro MK II ไปได้อีกนานทีเดียว และในอนาคต ถ้ามีความต้องการจะอัพเกรดคุณภาพเสียงของการเล่นไฟล์เพลงขึ้นไปอีก ก็ไปหาซื้อ USB-DAC ระดับราคาสูงๆ มาใช้คู่กันโดยใช้ X5 pro MK II เป็นทรานสปอร์ต

ส่วน X5 MK II นั้นเหมาะกับคนที่มี USB-DAC อยู่แล้ว หรือใช้อินติเกรตแอมป์ที่มี USB-DAC ในตัว การเพิ่ม X5 MK II เข้าไปก็ถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากๆ เพราะมันเล่นไฟล์ได้ครบทุกระดับ ช่วยเพิ่มคุณค่าให้กับภาค DAC ในตัวแอมป์ที่แถมมาได้ดีทีเดียว! /

***************
ราคา
Opera Audio รุ่น X5 pro MK II = 19,500 บาท / ตัว
Opera Audio รุ่น X5 MK II = 15,500 บาท / ตัว
Opera Audio รุ่น X7 LPS
= 9,500 บาท / ตัว
***************
นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย
KTT Audio
โทร. 081-921-3131

facebook : @kttaudio

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า