ลองนึกดูซิครับว่า.. กรณีที่นักออกแบบลำโพงคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตคลุกคลีอยู่กับการออกแบบลำโพงมาทั้งชีวิต ถ้าจะพูดถึง “พัฒนาการ” ในการออกแบบลำโพงของนักออกแบบคนนั้น จากรุ่นแรกมาจนถึงรุ่นปัจจุบัน คุณคิดว่า เสียงของลำโพงที่เขาออกแบบขึ้นมาในแต่ละเจนเนอเรชั่น จะมี “ความเปลี่ยนแปลง” ไปในแนวทางไหน.?
ยกตัวอย่าง Totem Acoustic ก็ได้ แบรนด์นี้ผมพอจะมองเห็นเส้นทางของพัฒนาการของคนออกแบบได้ชัด เพราะติดตามผลงานของแบรนด์นี้มาตั้งแต่แบรนด์นี้เริ่มต้นเมื่อ ปี 1987 ด้วยรุ่น Model One ซึ่งเป็นรุ่นแรกที่สร้างชื่อให้กับแบรนด์นี้ ออกแบบโดยคุณ Vince Bruzzese ซึ่งเป็นทั้งผู้ก่อตั้งแบรนด์และหัวหน้าทีมออกแบบ

แรกเริ่มเดิมทีนั้น คุณ Vince Bruzzese แกเป็นครูสอนคณิตศาสตร์ระดับไฮสกูลอยู่ในแคนาดา ด้วยความที่แกเป็นคนชอบฟังเพลง และพบว่าลำโพงที่มีอยู่ในท้องตลาดขนาดนั้นให้เสียงที่ไม่ถูกใจอย่างที่แกต้องการ (เอ.. เรื่องแบบนี้เหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อนนะ..??) สุดท้ายแกก็เลยลงมือออกแบบและทำลำโพงตามที่ตัวแกเองอยากได้ออกมา นั่นคือจุดเริ่มต้นของ Model One ที่เป็นหนึ่งในตำนานลำโพงมินิ มอนิเตอร์ของวงการ..
จาก Model One ถึง Bison Monitor
หลังจาก Model One ได้รับการตอบรับที่ดีเยี่ยมในปี 1987 คุณ Vince ก็เลยให้กำเนิดแบรนด์ Totem Acoustic ขึ้นมา พร้อมทั้งออกแบบลำโพงเล็ก–ใหญ่ตามโมเดล วันออกมาอีกหลายรุ่น ซึ่งก็ได้รับคำชมจากนักวิจารณ์เครื่องเสียงหลายรุ่นเหมือนกัน อาทิเช่น รุ่น Mani Two ก็ได้คำชมจากนักวิจารณ์ของนิตยสาร The Absolute Sound! และนิตยสาร Stereophile สองผู้มีอิทธิพลในวงการสื่อเครื่องเสียงยุคนั้น ทว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา Vince Bruzzese แกไม่เคยสลัด Model One ออกไปจากหัวได้เลย แกยังคงอัพเกรดโมเดล วันตามออกมาอีก 3-4 เวอร์ชั่นก่อนจะยุติลงที่เวอร์ชั่น The One เป็นเวอร์ชั่นสุดท้าย
สาเหตุที่ต้องยุติการผลิต Model One ก็เพราะว่าทาง Dynaudio ผู้ผลิตไดเวอร์มิด/วูฟเฟอร์ที่ใช้ใน Model One ยกเลิกการจำหน่ายไดเวอร์เป็นวัตถุดิบให้กับผู้ออกแบบลำโพงเจ้าอื่นๆ นั่นเอง Vince พยายามมองหาไดเวอร์ตัวอื่นเข้ามาแทน จนมาได้ไดเวอร์ของ Morel ที่มีหน้าตาคล้ายของ Dynaudio เข้ามาแทน นั่นเป็นที่มาของรุ่น Signature One แต่ด้วยคุณสมบัติเฉพาะตัวของไดเวอร์ที่แตกต่างกับไดเวอร์ของไดนาวดิโอ้ ทำให้เสียงของ Signature One มีลักษณะเฉพาะที่เป็นตัวของมันเอง ไม่เหมือนกับ Model One ซะเลยทีเดียว จุดเด่นของ Signature One ที่ต่างจากโมเดล วันคือขับง่ายกว่า ให้โทนเสียงที่ผ่อนคลายมากกว่า แต่สิ่งที่ทำได้ไม่เหมือน Model One เดิมก็คือความ “เอาจริง” กับการรายงานต้นฉบับออกมาแบบตรงไปตรงมาในแนวทางที่เรียกว่า ‘monitor’ นั่นเอง
ตลอดเวลาที่ผ่านมา คุณ Vince แกไม่เคยละความพยายามที่จะสร้าง Model One ขึ้นมาใหม่ ไดนาวดิโอ้ไม่ขายไดเวอร์ให้ แกก็ไปค้นหาจนเจอแบรนด์ผู้ผลิตไดเวอร์ที่ใกล้เคียงกับอุดมคติที่แกต้องการ แกจึงออกแบบไดเวอร์ที่ต้องการและจ้างแบรนด์นั้นผลิตให้เพื่อใช้เป็น “สารตั้งต้น” ในการออกแบบลำโพงที่มีแนวทางแบบเดียวกับ Model One ในอดีต คือมีคุณสมบัติของความเป็นลำโพง ‘mini monitor’ อยู่ในตัว!
Bison Monitor
การเกิดใหม่ของ ‘Model One’
หรือ เป็นเวอร์ชั่นอัพเกรดของ ‘Sky’ !!??
เห็นหน้าตาของ Bison Monitor แว๊บแรกมันทำให้ผมนึกถึงรุ่น Sky ขึ้นมาทันที หน้าตามันคล้ายกันมาก.! ผมเคยทดสอบ Sky ไปเมื่อเดือนมกราคมปี 2021 (REVIEW)


Bison Monitor มาในรูปลักษณ์ของลำโพงสองทางขนาดเล็กที่มีบอดี้ของตัวตู้ทรงสี่เหลี่ยมหน้าแคบ มีสัดส่วนของความสูงมากกว่าความกว้างและความลึกลักษณะเดียวกับ Sky จากภาพด้านบน เมื่อเทียบสัดส่วนกันแล้ว Bison Monitor จะมีขนาดตัวตู้ “ใหญ่กว่า” รุ่น The One เล็กน้อยเมื่อวัดขนาดทางด้านสูงและลึก (Bison Monitor มีความลึก = 24.5 ซ.ม. ในขณะที่ The One มีความลึก = 22.8 ซ.ม.)

ความลับเกี่ยวกับตัวตู้ของ Totem Acoustic ไม่ได้อยู่ที่ขนาดหรือสัดส่วน หากแต่อยู่ที่วิธีการ “เชื่อมต่อ” ไม้แต่ละแผ่นที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นผนังตู้ ซึ่งอยู่ในจุดที่มองไม่เห็นด้วยตา จากข้อมูลของผู้ผลิตระบุไว้ว่า พวกเขาใช้เทคนิคการเข้าไม้แบบที่เรียกว่า Lock-Miter คือตรงขอบของแผ่นไม้ที่จะต้องจัดเข้ามุมฉากได้ถูกทำให้มีลักษณะเป็นร่องด้านหนึ่ง กับเป็นเดือยที่สอดเข้ากันพอดีกับร่องของอีกด้านหนึ่ง (ตามภาพด้านบน) ซึ่งผู้ผลิตให้ข้อมูลว่า วิธีการเข้าไม้แบบนี้ให้ความแน่นหนามากกว่าการเข้าไม้ด้วยวิธีตัดขอบเป็นร่องตัว V (V Groove) แบบทั่วไป 4-5 เท่า.! เพราะการตัดขอบให้มีลักษณะเป็นเดือย+ร่องแบบที่โทเท็มใช้ในการเชื่อมต่อแผ่นไม้นี้จะมีพื้นที่ในการติดกาวมากกว่าแบบที่ตัดขอบเป็นร่องตัว V เมื่อรวมกับการดามโครงภายใน บวกกับฉีดบนผิวด้านในด้วยวัสดุโบโรซิลิเคตเข้าไปอีก ก็ทำให้ตัวตู้มีความแน่นหนามากยิ่งขึ้น ซึ่งแน่นอนว่า ตามหลักการแล้ว ตัวตู้ที่มีความแน่นหนามากกว่า ก็ย่อมให้เสียงออกมาดีกว่า
ลำโพงรุ่นนี้มีทำออกมา 3 สี คือ ขาว (Satin White), ดำ (Black Ash) และ สีไม้ (White Oak) คู่ที่ผมได้รับมาทดสอบเป็นตู้ลายไม้สี White Oak ดูสะอาดนวลตาดี
ไดเวอร์ และวงจรตัดแบ่งความถี่

แม้ว่า Totem Acoustic จะสามารถออกแบบและผลิตไดเวอร์ขึ้นมาได้เอง ชื่อว่า Torrent แต่พวกเขาก็จำกัดการใช้งานไดเวอร์ที่ผลิตออกมาเองไว้กับซีรี่ย์ ‘Element’ และซีรี่ย์ ‘Tribe’ เท่านั้น ส่วนซีรี่ย์ Bison นี้เขาใช้ไดเวอร์จากผู้ผลิตอื่นทั้งหมด แต่ว่าเป็นไดเวอร์ที่วิศวกรของ Totem Acoustic ทำการออกแบบขึ้นมาเอง แล้วจ้างให้ผู้ผลิตไดเวอร์ระดับโลกเป็นคนผลิตให้ (ไม่ระบุชื่อ แต่ดูจากลักษณะภายนอกที่คล้ายกับไดเวอร์ที่ใช้กับรุ่น Sky ก็น่าจะเป็นเจ้าเดียวกัน)

ตัววูฟเฟอร์มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 5.25 นิ้ว ลักษณะโครงสร้างของไดอะแฟรมจะคล้ายกับไดเวอร์ของ Dynaudio ที่ใช้ในรุ่น Model One มาก โดยเฉพาะตรงดัสแค๊ปทรงโดมโค้งนูนที่ครอบอยู่บนไดอะแฟรมนั้นมีขนาดใหญ่มาก คลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของไดอะแฟรมเกือบทั้งหมด วัสดุที่ใช้ทำไดอะแฟรมและดัสแค๊ปไม่ได้ถูกเปิดเผย มองด้วยตาลักษณะคล้ายโพลีเมอร์ สีดำ ส่วนขอบเซอร์ราวนด์วงแหวนยืดหยุ่นที่เชื่อมโยงแผ่นไดอะแฟรมเข้ากับโครงของไดเวอร์น่าจะเป็นยาง มีลักษณะโค้งนูนล้ำจากหน้าดอกออกมานิดนึง ลักษณะของยางค่อนข้างให้ตัว ยืดหยุ่นไม่แข็งขืนมาก
อีกจุดหนึ่งที่ผู้ผลิตค่อนข้างจะเน้นย้ำเป็นพิเศษ นั่นคือกระบอก “ว้อยคอยซ์” ที่ใช้นำพาไดอะแฟรมในการเคลื่อนที่เด้งเข้า–เด้งออกซึ่งถูกออกแบบให้มีความยาวถึง 3 นิ้ว และมีช่วงชักยาว (long thorw) เพื่อให้ไดเวอร์สามารถปั๊มอากาศได้เยอะ คาดหวังได้กับเสียงทุ้มที่มีปริมาณ

ทวีตเตอร์ที่ใช้ก็มีหน้าตาเหมือนกับที่ใช้ในรุ่น Sky มาก แถมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางก็เท่ากันด้วยคือ 1.3 นิ้ว ขอบนอกของไดอะแฟรมทรงโดมโค้งมีลอนนูนเล็กๆ โดยรอบ โผล่ขึ้นมาเป็นขอบวงแหวนที่ช่วยรักษาการทรงตัวของโดมขณะเคลื่อนที่เพื่อสร้างความถี่เสียง รอบนอกของโดมมีเบ้าหลุมที่ผายตรงปากให้บานออกเล็กน้อยลักษณะคล้ายปากแตรตื้นๆ ช่วยควบคุมมุมกระจายคลื่นเสียง ถ้าให้เดาก็คิดว่าน่าจะเป็นทวีตเตอร์ของ Dr. Kurt Muller แบบเดียวกับที่ใช้ในรุ่น Sky นั่นเอง
วงจรครอสโอเวอร์เน็ทเวิร์ค

แม้ว่าจะออกแบบไดเวอร์และตู้ลำโพงเอง แต่ในทางปฏิบัตินั้น หลังจากนำไดเวอร์ลงตู้แล้ว มีความเป็นไปได้อยู่มากที่จะยังไม่ได้ผลลัพธ์ของเสียงออกมาอย่างที่ต้องการซะเลยทีเดียว เพราะมีโอกาสที่จะเจอกับ “ผลข้างเคียง” ที่ไม่พึงประสงค์ ซึ่งจะไม่ปรากฏออกมาในขณะที่ออกแบบบนพิมพ์เขียว ด้วยเหตุนี้ ยังต้องมีขั้นตอนของการปรับจูนเสียงกันอีกหน่อยเพื่อ “ดัด” เสียงให้ออกมาอย่างที่คาดหวัง ซึ่งขั้นตอนจูนเสียงนี้ นักออกแบบลำโพงจะกระทำผ่านทางวงจรครอสโอเวอร์เน็ทเวิร์ค
ข้อมูลในเว็บไซต์อ๊อฟฟิเชี่ยลของโทเท็มระบุว่าคุณ Vince แกก็ให้ความสำคัญกับการออกแบบวงจรเน็ทเวิร์คที่ใช้ในการจูนเสียงมากเป็นพิเศษ โดยมีเคล็ดลับอยู่ 2-3 ข้อ อันดับแรกคือ ทำด้วยมือโดยเลือกคอมโพเน้นต์ที่มีคุณภาพสูง และ “ใช้อุปกรณ์น้อยชิ้น” เพื่อไม่ให้บุคลิกเสียงของคอมโพเน้นต์บนวงจรเน็ทเวิร์คเข้าไปผสมปนกับเสียงของไดเวอร์มากเกินไป ข้อสองคือ “ไม่ใช้แผงวงจร” เพราะลายเส้นตัวนำทองแดงที่ฉาบอยู่บนแผงวงจรมีคุณภาพในการนำสัญญาณที่ไม่สม่ำเสมอ พวกเขาเลี่ยงไปใช้แผ่นไฟเบอร์บางๆ ในการผนึกคอมโพเน้นต์ต่างๆ ลงไปโดยใช้วิธีหนีบยึดลงบนแผ่นไฟเบอร์ด้วยตัวล็อค ซึ่งให้ผลทางเสียงที่ดีกว่าการบัดกรี แต่จุดไหนที่ต้องใช้วิธีบัดกรี พวกเขาจะเลือกใช้ตะกั่วเงินของ WBT ซึ่งทุกคนในวงการยอมรับกันว่าเป็นตะกั่วที่มีความบริสุทธิ์สูงจึงไม่ทำให้เสียงแย่ลง
ขั้วต่อสายลำโพง

เป็นขั้วต่อแบบแพ็คสำเร็จ แยกระหว่างขั้วต่อสำหรับทวีตเตอร์กับมิด/วูฟเฟอร์ ออกจากกัน เปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถเลือกรูปแบบการเชื่อมต่อกับแอมป์ได้ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมต่อแบบซิงเกิ้ลไวร์, ไบ-ไวร์ 2>4, ไบ-ไวร์ shotgun 4>4 และไบแอมป์ ตัวขั้วต่อเป็นโลหะชุบทอง
แม็ทชิ่ง กับเสียงที่ได้

สเปคฯ ของ Bison Monitor มีตัวเลขอยู่หลายตัวที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งการแม็ทชิ่งและเซ็ตอัพ ตัวเลขในแถบสีฟ้าคือ Impedance, Sensitivity และ Recommended Power สามารถนำมาใช้คลำทางในการแม็ทชิ่งได้ จากตัวเลข “ความไว” (Sensitivity) ของลำโพงคู่นี้ซึ่งระบุไว้ที่ 87dB ถือว่าอยู่ในระดับปานกลางค่อนลงไปทางต่ำ (medium-to-low) ในขณะที่ระดับปานกลางจะอยู่ระหว่าง 88 – 90dB แสดงว่าลำโพงคู่นี้มีความต้องการกำลังขับดันมากอยู่สักหน่อย แต่เมื่อดูที่ตัวเลข “ความต้านทาน” (Impedance) ระบุไว้ที่ 8 โอห์ม ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ย ก็ถือว่าในการทำงานของระบบแมคคานิคของลำโพงไม่ได้เกิดแรงต้านมาก เป็นโหลดที่แอมป์รับมือได้ไม่ยาก
ส่วนตัวเลข “กำลังขับที่แนะนำ” (Recommended Power) ระบุอยู่ในช่วง 30 – 150W คำนวนหาตัวเลขของกำลังขับของแอมป์ที่อยู่ในระดับที่คาดหวังว่าจับคู่กันแล้วจะให้เสียงออกมาน่าฟังซึ่งอยู่ที่ระดับ 75% ของกำลังขับสูงสุดที่แนะนำไว้ นั่นคือ 75% x 150 = 112.5W ดังนั้น ตัวเลขกำลังขับของแอมป์ที่ขับลำโพง Totem Acoustic ‘Bison Monitor’ คู่นี้ออกมาได้ดีควรจะอยู่ระหว่าง 112.5 – 150W ที่โหลด 8 โอห์ม ซึ่งเสียดายว่าทางผู้ผลิตไม่ได้แจ้งระดับอิมพีแดนซ์ช่วงที่สวิงลงไป “ต่ำสุด” เอาไว้ด้วยว่าลงไปถึงกี่โอห์ม เลยไม่สามารถประเมินกำลังสำรองของแอมป์ได้ ถ้าให้ชัวร์จริงๆ ก็เลือกแอมป์ที่มีกำลังขับอยู่ระหว่าง 112.5 – 150W ที่โหลด 8 โอห์ม และสามารถเบิ้ลกำลังขับออกมาได้เป็น 225W – 300W คือสองเท่าที่โหลด 4 โอห์ม จะดีมาก
ลองของ.!!
ขับด้วยแอมป์หลอด 24 วัตต์

นี่คือโจทย์ที่รับมาจาก FC เพจของผมซึ่งชอบแอมป์หลอดมากและอยากจะรู้ว่า Bison Monitor คู่นี้จะไปกับแอมป์หลอดได้มั้ย.? ในห้องของผมมีแอมป์หลอดอยู่แค่ตัวเดียวคือ Dared รุ่น Saturn Signature (REVIEW) ซึ่งระบุกำลังขับอยู่ที่ 24 วัตต์ ที่โหลด 8 และ 4 โอห์ม ซึ่งถ้าดูแต่ตัวเลขอย่างเดียวก็ต้องบอกว่า 24W ของแอมป์หลอดต้ัวนี้อยู่ในระดับที่ “ต่ำกว่า” ตัวเลขกำลังขับต่ำสุดที่ผู้ผลิตลำโพง Bison Monitor คู่นี้แนะนำไว้ในคู่มือ แต่หลังจากยก Saturn Signature ขึ้นแท่นวาง เชื่อมต่ออินพุต, สายสัญญาณ และสายไฟเอซี เปิดเครื่อง เปิดเพลงแล้วลองฟัง จากโจทย์ของ FC ท่านนั้นที่ระบุว่า “หลงเสียงนาง” คือเน้นเพลงร้องช้าๆ ฟังไม่ดังมาก เปิดคลอไปกับการทำงาน ถ้าโจทย์มาแบบนี้ก็ฟันธงได้เลยว่า ผ่านสบายครับ.! ผมลองฟังเพลงร้องทั้งชายและหญิงมากกว่ายี่สิบเพลงที่ทำเพลย์ลิสไว้ ปรากฏว่า Dared Saturn Signature ที่มีกำลังขับแค่ 24W สามารถขับ Bison Monitor ได้สบายๆ เสียงร้องลอยและเปิด ติดหวานนิดๆ ตามสไตล์หลอด พื้นเสียงใส กระจ่างแต่ไม่จ้า มีความฉ่ำปนอยู่ในน้ำเสียง ฟังแล้วได้อารมณ์มาก
กับเพลงเร็วๆ และเน้นเสียงทุ้มที่หนักและรุนแรงก็พอไปได้นะ แต่ทางด้านทุ้มจะติดเนิบช้านิดนึง และหัวเสียงจะอวบใหญ่หน่อย โดยรวมพอรับได้ ไม่ถึงกับแย่ แต่เพลงช้าจนถึงจังหวะปานกลางและดนตรีไม่หนักจะฟังดีเลย..
ขยับมาเป็นโซลิดสเตทที่มีกำลังขับ “ต่ำกว่า 100 วัตต์“

ขับด้วยอินติเกรตแอมป์ LEAK รุ่น Stereo 230

ขับด้วยอินติเกรตแอมป์ Arcam รุ่น Radia A15

อัลบั้ม : Always On My Mind (WAV-16/44.1)
ศิลปิน : Willie Nelson
สังกัด : CBS

อัลบั้ม : Come Away With Me (WAV-16/44.1)
ศิลปิน : Norah Jones
สังกัด : Capital Records
ลำดับต่อไป ผมทดลองแม็ทชิ่ง Bison Monitor ด้วยแอมป์โซลิดสเตทที่มีกำลังขับ “ต่ำกว่า 100W” โดยใช้อินติเกรตแอมป์ LEAK ‘Stereo 230’ ซึ่งมีกำลังขับข้างละ 75W ที่ 8 โอห์ม สลับกับ Arcam ‘Radia A15’ ที่มีกำลังขับสูสีกันคือข้างละ 80W ที่ 8 โอห์ม ในการทดลองขับ หลังจากเซ็ตอัพจนได้จุดที่ให้ค่าเฉลี่ยของคุณภาพเสียงในแต่ละด้านที่ลงตัวมากที่สุดแล้ว ผมพบว่า เสียงที่ปรากฏออกมามัน “ไม่ได้” ทำให้รู้สึกว่าแอมป์ขับไม่ออกนะ เมื่อฟังเพลงแนวคอมเมอร์เชี่ยลทั่วไป อย่างเช่นอัลบั้มชุด Come Away With Me ของ Norah Jones กับอัลบั้มชุด Always On My Mind ของ Willie Nelson ผมก็ได้ยินเสียงร้องและเสียงดนตรีที่แยกตัวกันออกมากระจายอยู่ในอากาศอย่างชัดเจน ไม่ได้เกาะกลุ่มเป็นก้อนหรือกองเป็นกระจุกอยู่แค่ตรงกลาง แสดงว่ากำลังขับของแอมป์ทั้งสองตัวนี้สามารถ “คลี่คลาย” รายละเอียดต่างๆ ที่อัดซ้อนกันอยู่ในแต่ละเพลงที่อยู่ในสองอัลบั้มนี้ให้กระจายออกมาจากลำโพงคู่นี้ได้อย่างสบายๆ หรือจะมองอีกมุม แสดงว่า Bison Monitor คู่นี้เป็นลำโพงที่ขับไม่ยากนั่นเอง
เมื่อสังเกตคุณสมบัติทางด้าน contrast dynamic ที่แสดงถึงความต่อเนื่องลื่นไหลของระดับความดังของเสียงที่ค่อยๆ ไล่จาก “เบาขึ้นไปดัง” และจาก “ดังลงมาเบา” ก็ถือว่าทำออกมาได้ดีในระดับที่น่าพอใจ ทั้งเสียงร้องของนอร่า โจนส์และวิลลี่ เนลสัน มีความต่อเนื่องลื่นไหลอย่างได้อารมณ์ ความต่อเนื่องดีมาก แสดงว่ากำลังขับ 75W กับ 80W ของอินติเกรตแอมป์ทั้งสองตัวนี้ก็ขับ Bison Monitor ออกมาในระดับที่น่าพอใจแล้ว..
ทดลองขับด้วยแอมป์โซลิดสเตทที่มีกำลังขับตั้งแต่ 100 วัตต์ขึ้นไป

ขับด้วยอินติเกรตแอมป์ Audiolab รุ่น 9000A
ยกที่สามผมทดลองขับ Bison Monitor ด้วยแอมป์ที่มีกำลังขับอยู่ในช่วง “ใกล้เคียง” กับระดับที่แนะนำไว้สูงสุด ตัวแรกเป็นอินติเกรตแอมป์ของ Audiolab รุ่น 9000A (REVIEW) ที่มีกำลังขับข้างละ 100W ที่ 8 โอห์ม ต่ำกว่าระดับสูงสุดที่ลำโพงแนะนำไว้อยู่ 50W กับอีกตัวเป็นอินติเกรตแอมป์ของ NAD รุ่น C 399 (REVIEW) ที่มีกำลังขับข้างละ 180W ที่ 8 โอห์ม ซึ่งสูงกว่าระดับสูงสุดที่ลำโพงแนะนำไว้อยู่ 30W (ลำโพง Bison Monitor แนะนำกำลังขับอยู่ระหว่าง 30-150W)
เริ่มต้นด้วยการลองฟังอัลบั้ม Come Away With Me ของ Norah Jones กับอัลบั้มชุด Always On My Mind ของ Willie Nelson ก่อน อือมม.. เพลงเดียวกัน + ลำโพงคู่เดียวกัน แต่พอเพิ่มกำลังขับขึ้นมาถึง 100W พบว่าเสียงที่ Bison Monitor ให้ออกมามันมีบางประเด็นที่ “ดีขึ้น” ไปกว่าตอนขับด้วยกำลังขับที่ต่ำกว่า 100W ลงไป อย่างแรกที่รับรู้ได้ก่อนเลยก็คือ “เวทีเสียง” ที่แผ่ตัวออกไปกว้างกว่าเดิม ชิ้นดนตรีแต่ละชิ้นฉีกห่างออกจากกันมากขึ้น อีกอย่างที่รู้สึกได้ว่าพอขับด้วยแอมป์ที่มีกำลังสูงขึ้น ลำโพงโทเท็มคู่นี้ก็มีปฏิกิริยาตอบสนองไปในทิศทางที่ดีขึ้น นั่นคือ “การย้ำเน้น” ของหัวเสียงที่ให้น้ำหนักกระแทกกระทั้นที่หนักหน่วงมากขึ้น ยืนยันได้จากเสียงกระเดื่องกลองช่วงท้ายของเพลง Bridge Over Thoubled Water ที่ขับร้องโดย Willie Nelson ในอัลบั้มชุด Always On My Mind ที่ให้แรงปะทะระหว่างหัวไม้กลองกับหนังกลองที่หนักและแน่นมากขึ้น รู้สึกได้ถึงน้ำหนักเท้าที่มือกลอง “ตั้งใจ” กระแทกปลายเท้าลงไปบนหนังกลองแต่ละครั้งได้อย่างชัดเจน..

อัลบั้ม : Begin To Hope (WAV-16/44.1)
ศิลปิน : Regina Spektor
สังกัด : Sire Records
ดูเหมือนว่า พอได้แอมป์ที่มีแรงมากขึ้นเข้ามากระทุ้ง Bison Monitor คู่นี้จะแสดงอาการเหมือนชอบแอมป์ที่มีกำลังเยอะๆ เพราะทุกความถี่ที่ออกมามันมีความ “ตื่นตัว” มากขึ้น โทนโดยรวมของเสียงจะเอนเอียงเข้าหา “ความสด” มากขึ้น คือถ้าเทียบกันแล้ว โทนเสียงของ Bison Monitor ตอนที่ขับด้วย Arcam Radia A15 กับ LEAK Stereo 230 จะเอนเอียงจากจุดของความเป็นกลาง (neutral) ออกไปทางด้าน “นุ่มนวล” (soft) มากหน่อย แต่เมื่อเพิ่มกำลังขับสูงขึ้นมาอีกนิด ดูเหมือนว่าโทนเสียงของลำโพงคู่นี้จะถูกดึงกลับเข้าไปใกล้จุดของความเป็นกลาง (neutral) มากขึ้นนิดนึง
เสียงทุ้มในเพลง On The Radio ของ Regina Spektor จากอัลบั้มชุด Begin To Hope มีอิทธิพลกับเสียงร้องและเสียงเครื่องดนตรีอื่นๆ ในเพลงนี้มากเป็นพิเศษ เพราะมันเป็นเสียงทุ้มอิเล็กทรอนิคส์ที่มีทั้งความหนัก ความแน่น และปริมาณที่ล้นเหลือ เมื่อเปิดเพลงนี้ฟังกับลำโพง 2 ทางขนาดเล็ก ถ้าเจอกับลำโพงที่ออกแบบมาไม่ดีพอ เสียงทุ้มในแทรคนี้จะเข้าไปป่วนและเบียดเสียงร้องจนทำให้เสียงร้องเบลอ สูญเสียความคงตัวของโฟกัสไปเลย เมื่อผมทดลองฟังแทรคนี้กับ Bison Monitor โดยสลับเปลี่ยนแอมป์ไป–มาระหว่าง LEAK Stereo 230 กับ Audiolab 9000A พบว่า ตอนขับกับ Stereo 230 เสียงทุ้มของเพลงนี้จะออกมาหนา อวบ และติดนุ่มช้านิดๆ เสียงร้องกับเสียงทุ้มมีขอบที่ซ้อนทับเบียดๆ กันอยู่ เสียงร้องสลัดตัวไม่หลุดออกมาจากเสียงทุ้มได้หมดทั้งตัว หลังจากเปลี่ยนมาขับด้วย 9000A เสียงร้องจะบางลงนิดนึง แต่สบัดตัวหลุดลอยหนีเสียงทุ้มออกมาได้มากกว่า แต่ตรงปลายๆ ก็ยังเกาะติดกันอยู่นิดๆ ส่วนเสียงทุ้มของเพลงนี้ตอนขับด้วย 9000A จะให้โฟกัสความเป็นตัวตนที่ชัดเจนกว่าตอนขับด้วย Stereo 230 คือบอดี้ของเสียงทุ้มเหมือนจะเล็กลงนิดนึง เนื้อมวลขมวดตึงตัวมากกว่า ส่งผลให้เหมือนกับจังหวะเพลงมันเร็วขึ้นนิดนึง ฟังแล้วรู้สึกเหมือนโทนเสียงจะออกไปทางสดมากขึ้น ในขณะที่ตอนขับด้วย Stereo 230 ออกไปทางนุ่มนวล

ขับด้วยอินติเกรตแอมป์ NAD รุ่น C 399
หลังจากยก 9000A ออกจากแท่นแล้วเปลี่ยนเอาอินติเกรตแอมป์ NAD C 399 เข้าไปขับ Bison Monitor แทน ผมพบว่า คุณภาพเสียงโดยรวมขยับสูงขึ้นไปอีกขั้นอย่างชัดเจน.! มันเป็นอะไรที่ไม่สามารถนึกล่วงหน้าได้ ย้อนกลับไปตอนฟัง Bison Monitor ขับด้วย Stereo 230 และ Radia A15 ผมก็ยอมรับว่าพอใจกับเสียงโดยรวมที่ออกมามากพอแล้ว เรียกว่าถ้าจะให้ใช้ชีวิตอยู่กับ Bison Monitor + Stereo 230 หรือ Raia A15 ผมก็อยู่ได้นะ เพลงช้าๆ เสียงมันออกมาในสไตล์ที่น่าฟัง แต่กับเพลงบางแนวอย่างร็อคอาจจะรู้สึกว่าโดยรวมติดนุ่มไปนิด เบสจะเบลอไปหน่อย แต่ก็พอรับได้ แต่กับเพลงร้องแนวแจ็สที่ดนตรีไม่ซับซ้อนมากฟังดีเลย เพราะมันมีความนุ่มนวลเป็นพื้นฐานอยู่
เมื่อเปลี่ยนมาเป็น Bison Monitor + 9000A ก็ได้ความสดกระชับ เปิดเผยมากขึ้น รายละเอียดของเสียงถูกแยกแยะออกมาให้ชี้ชัดได้มากขึ้น ความนุ่มนวลจะถูกแทนที่ด้วยความสด เปิดเผย และกระจ่างชัด แต่หลังจากเปลี่ยนมาขับด้วย NAD C 399 น้ำเสียงที่ได้ออกมาจาก Bison Monitor มันขยับขึ้นไปอีกระดับในแง่ของ “คุณภาพเสียง” ที่ทำให้แต่ละเสียงที่ประกอบอยู่ในเพลงที่ฟังจากทั้งสามอัลบั้มข้างต้นมันมีลักษณะที่ทำให้รู้สึกเหมือนกำลังฟัง “คนจริงๆ” กำลังร้องและกำลังเล่นเครื่องดนตรีจริงให้ฟังมากขึ้น สีสันของความสดและความหวานที่ได้ยินจากการขับด้วยแอมป์ 2-3 ตัวก่อนหน้านั้นเจือจางลงไปแทบหมด กลายเป็น “ความสมจริง” เข้ามาแทนที่ อย่างตอนลองฟังเพลง Come Away With Me ผมรู้สึกสะดุดหูกับเสียงร้องของนอร่า โจนส์มากเป็นพิเศษ! คือนอกจากความชัดเจนแล้ว ผมรับรู้ได้ถึง “อารมณ์” ที่เธอปลดปล่อยออกมากับแต่ละคำร้องของเพลงนี้แทรกปนออกมาด้วย ฟังแล้วรับรู้ได้ถึงความรู้สึกออดอ้อนและเซ็กซี่ที่เธอพยายามสอดใส่เข้ามากับเสียงร้องในเพลงนี้..!!

อัลบั้ม : Gentle Jug – The Gene Ammons Story (WAV-16/44.1)
ศิลปิน : Gene Ammons
สังกัด : Analogue Productions
หลังจากจับคู่กับ C 399 แล้ว ผมเริ่มรู้สึกว่าได้สัมผัสกับ “จิตวิญญาณ” ที่แสดงความเป็น “ตัวตน” ของลำโพง Totem Acoustic ได้ชัดขึ้น ใช่แล้ว..!! ถ้าเป็นลำโพงโทเท็มจริงๆ สิ่งที่ต้องมี ขาดไปไม่ได้ นั่นก็คือ “ความสดสมจริง” ของเสียงที่แสดงออกมาผ่านทางไดนามิกที่ฉับไว ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ผมได้ยินจากเสียงแซ็กโซโฟนของ Gene Ammons จากอัลบั้มนี้ ที่พุ่งผ่านลำโพง Bison Monitor ออกมา.!
เสียงแซ็กโซโฟนของ Gene Ammons มีประกายแปร่งๆ ของโลหะทองเหลืองติดมากับน้ำเสียงบวกกับเสียงที่มีลักษณะพองตัวอวบอิ่มของปล่องทองเหลือง ตอนที่เขาเลี้ยงลมอยู่ในปากแล้วค่อยๆ ละเลียดมันผ่านแผ่นลิ้น (reed) ออกมา เป็นเสียงที่มีส่วนผสมระหว่างความกระด้างจากเรโซแนนซ์ของโลหะทองเหลืองกับเสียงหวีดหวิวของลมที่รีดผ่านแผ่นไม้บางๆ ซึ่ง Bison Monitor ฉายภาพของเสียงนี้ออกมาให้ได้ยินจนเกิดเป็นภาพในมโนจิตที่ชัดเจนตามที่บรรยายมาข้างต้น ได้ยินแล้วทำให้นึกถึงเสียงแซ็กฯ ที่เกิดขึ้นจากการเป่าของคนจริงๆ มาก..

อัลบั้ม : Asian Roots (WAV-16/44.1)
ศิลปิน : TaKeDaKe with Neptune
สังกัด : Denon

อัลบั้ม : Japanese Melodies (WAV-16/44.1)
ศิลปิน : Yo-Yo Ma
สังกัด : CBS/Analog Quality CD
องค์ประกอบเล็กๆ ในเสียงแซ็กฯ ของ Gene Ammons ที่ผมได้ยินผ่านลำโพง Bison Monitor มันเป็นรายละเอียดระดับ micro detail ที่ประกอบกันขึ้นมาเป็น texture ของเสียงแซ็กฯ ที่เหมือนจริง ทั้งเสียงโน๊ต + เสียงลมที่รีดผ่านลิ้นไม้ + เสียงเรโซแนนซ์ของทองเหลืองที่เป็นบอดี้ของแซ็กฯ มันเป็นคุณสมบัติแบบเดียวกับที่ผมได้ยินจากรุ่น The One เพียงแต่ว่า เสียงแซ็กฯ ที่ The One ให้ออกมามันมี “ประกาย” ของความเป็นโลหะปนออกมามากกว่านิดหน่อยกับโน๊ตคีย์สูงๆ..
รายละเอียดระดับ texture ของเสียงเครื่องดนตรีแต่ละชนิดมันเกิดจากคุณสมบัติที่เรียกว่า timbre ที่เกิดขึ้นขณะที่นักดนตรีกระทำลงไปบนเครื่องดนตรีของพวกเขา ยกตัวอย่างเช่น มือกีต้าร์กรีดปลายนิ้วลงไปบนสายกีต้าร์, มือเปียโนเคาะปลายนิ้วลงบนคีย์เปียโน ฯลฯ ซึ่งงานบันทึกเสียงที่ได้ชื่อว่าดีนั้น ซาวนด์เอ็นจิเนียร์ที่ทำหน้าที่บันทึกเสียงงานชิ้นนั้นจะต้องสามารถบันทึกเก็บคุณสมบัติในส่วนที่เป็น timbre ของเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นมาได้อย่างครบถ้วน ส่วนลำโพงที่ดีก็จะต้องสามารถถ่ายทอด texture ของเสียงเครื่องดนตรีแต่ละชนิดเหล่านั้นออกมาได้ตรงกับ timbre ของเสียงเครื่องดนตรีนั้นๆ ที่เกิดขึ้นในธรรมชาติด้วย
อัลบั้มชุด Japanese Melodies ของ Yo-Yo Ma กับอัลบั้มชุด Asian Roots ของวง TakeDake กับ John Neptune เป็นงานเพลงสองชุดที่ผมมักจะนำมาใช้ทดสอบความสามารถของลำโพงในการถ่ายทอดคุณสมบัติทางด้าน texture ของเสียงเครื่องดนตรีต่างๆ ว่ามันให้ออกมาได้ใกล้เคียงกับเสียงจริงในธรรมชาติของเครื่องดนตรีนั้นๆ มากแค่ไหน ซึ่งบอกเลยว่า Bison Monitor ไม่ทำให้เสียชื่อคำว่า “Monitor” ที่แปะติดอยู่กับชื่อรุ่นของมัน มันสามารถถ่ายทอดเสียงเครื่องดนตรีต่างๆ ที่เกิดขึ้นในอัลบั้มทั้งสองชุดข้างต้นออกมาในระดับที่ทำให้ได้ยินแล้วเกิด “ความเชื่อ” ว่าได้ฟังเสียงที่เกิดจากนักดนตรีกำลัง “กระทำ” อะไรลงไปกับเครื่องดนตรีเหล่านั้นจริงๆ เมื่อฟังเทียบกับรุ่น The One ผมพบว่า เสียงชิ้นดนตรีจากทั้งสองอัลบั้มนี้ที่ผมได้ยินออกมาจาก The One และ Bison Monitor มันไปในทิศทางเดียวกัน คือ โฟกัสชัด รายละเอียดมาเต็ม.. แต่มีส่วนที่ต่างกันอยู่ 2 ประเด็น อย่างแรกคือ The One ให้เสียงที่เกิดจากเครื่องดนตรีที่ทำด้วยวัสดุเนื้อแน่นอย่างเช่นโลหะ ออกมาได้ “เหมือนกว่า” Bison Monitor ส่วนอีกประเด็นที่สรุปได้จากการฟังเทียบกันก็คือ Bison Monitor ให้การปรากฏขึ้นมาของเสียงของเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นที่มีลักษณะของ “ความผ่อนคลาย” มากกว่า The One ถือว่าแลกกันไปคนละหมัด.!
มีลักษณะของ “ความผ่อนคลาย” มากกว่า The One.?? คือเมื่อฟังเทียบกัน ผมรู้สึกว่า The One ให้เสียงที่เด็ดขาดกว่า จริงจังกว่า แต่ก็มีอาการเคร่งครัดมากไปนิด ในขณะที่ Bison Monitor ให้เสียงเครื่องดนตรีชิ้นเดียวกันออกมาในลักษณะที่ฟังแล้วรู้สึกผ่อนปรนมากกว่า ยังคงอยู่ในระดับที่เรียกว่าเด็ดขาดได้ แต่ไม่เคร่งครัดมาก อันนี้ไม่เกี่ยวกับ “โฟกัส” เพราะในแง่ของความคมชัดของตัวเสียง (โฟกัส) ระหว่างลำโพงสองคู่นี้ไม่มีใครด้อยกว่าใคร ทว่า ความแตกต่างมันไปอยู่ที่ timing ในการ “เกิดขึ้น–สั่นค้าง–จางหาย” ของแต่ละเสียง ซึ่ง Bison Monitor ให้เวลาในการ “เกิดขึ้น–สั่นค้าง–จางหาย” ของแต่ละเสียงที่ยาวออกไปมากกว่า The One ซึ่งไม่ใช่อาการ “ยืด” สิ่งที่มีอยู่แล้วให้ยาวออกไป แต่เป็นการ “ปล่อยเวลา” เพื่อให้สิ่งที่ควรจะมีอยู่ปรากฏตัวออกมาให้ได้ยินอย่างครบถ้วนมากกว่า.! เพื่อให้เห็นภาพชัดๆ สมมุติว่า เริ่มนับตั้งแต่มือเปียโนเคาะปลายนิ้วลงไปบนคีย์เปียโนหนึ่งครั้ง > เกิดเสียงขึ้น > จนเสียงโน๊ตนั้นเงียบสงบลง สมมุติว่าเหตุการณ์นี้ใช้เวลาดำเนินไปตั้งแต่ต้นจนจบอยู่ที่ 10 หน่วยเวลา เมื่อฟังผ่าน The One มันใช้เวลาแค่ 7 หน่วยเวลาในการถ่ายทอดเหตุการณ์นี้ออกมา ในขณะที่ Bison Monitor ใช้เวลา 9 หน่วยเวลาในการถ่ายทอดเหตุการณ์เดียวกันนี้ออกมา นั่นทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่ว่า เมื่อฟังเพลงเดียวกันผ่าน Bison Monitor จะรู้สึกเหมือนกับว่าเพลงมันยาวกว่าตอนฟังผ่าน The One นิดนึงเสมอ.!
สิ่งที่เกิดขึ้นข้างต้นอาจจะเป็นต้นเหตุที่ทำให้ผมรู้สึกว่า Bison Monitor ให้เสียงที่มีรายละเอียดที่เด่นชัดในแต่ละความถี่ที่ถ่ายทอดออกมา โดยที่ “ไม่ได้พยายาม” ที่จะยัดเยียดความเด่นชัดเหล่านั้นออกมาให้เราได้ยินมากนัก ซึ่งอาการแบบนี้ผมก็เคยรู้สึกตอนทดสอบลำโพงโทเท็มรุ่น Element ‘FIRE’ v2 เหมือนกัน (REVIEW Element ‘FIRE’ v2) ทำให้ผมเกิดความสงสัยว่า หรือนี่จะเป็นแนวทางของเสียงแบบใหม่ที่ Vince Bruzzese ใช้ในการปรับจูนลำโพงของเขาในวัยที่มีประสบการณ์สูงขึ้น..
แต่หลังจากฟัง Bison Monitor มาถึงจุดนี้ ผ่านมาหลายชั่วโมง ตั้งแต่ช่วงเบิร์นฯ มาจนถึงช่วงสรุปผลการฟังเพื่อเขียนรีวิวนี้ ผมมีความรู้สึกว่าเสียงของ Bison Monitor ตัวนี้มันมี “อะไรบางอย่าง” ที่ไม่เหมือนกับ Model One ที่ผมคุ้นเคยและใช้อ้างอิงอยู่ประจำ ถ้าจะให้ระบายความรู้สึกของคำว่า “อะไรบางอย่าง” ที่ว่าไม่เหมือนกับ Model One ออกมาให้เห็นภาพชัดขึ้น ผมอยากจะสรุปด้วยคำจำกัดความที่ว่า Bison Monitor เป็นลำโพง mini monitor ที่ “ไม่เคร่งเครียด” และ “ไม่ดื้อดึง” เหมือน Model One
โมเดล วันเป็นลำโพงมินิ มอนิเตอร์ที่ให้เสียงมหัศจรรย์ มันสามารถ “ดีด” เสียงให้หลุดกระจายออกไปจากตัวตู้ได้อย่างหมดจด สามารถตอบสนองความฉับพลันของเสียงได้เร็วเหมือนสายฟ้า และสามารถ “ปั๊ม” เสียงทุ้มออกมาจากตู้เล็กๆ ของมันได้มากและลึกถึงขนาดที่ต้องอ้าปากค้างเมื่อได้ยิน แต่ถ้ามีโอกาสฟังเทียบกับเสียงของ Bison Monitor คู่นี้แบบ A/B Test “แลกกันหมัดต่อหมัด–เพลงต่อเพลง” ด้วยซิสเต็มเดียวกัน ในห้องเดียวกันแล้ว คุณจะพบว่า Bison Monitor ให้เสียงที่ต่างไปจาก Model One มาก แม้ว่า Model One กับ Bison Monitor จะมีบุคลิกนิสัยไปทางเดียวกัน เพราะว่าทางผู้ผลิตก็ระบุชัดไว้ในชื่อรุ่นว่ามันทั้งคู่มีสถานะเป็น “มอนิเตอร์” เหมือนกัน แต่ Bison Monitor ให้บุคลิกเสียงที่มีลักษณะของความเป็นอาวุโสมากกว่า มีความสุขุมมากกว่า เหมือน Model One ที่โตจากวัยรุ่นขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่

ที่มาของความแตกต่างของเสียงระหว่าง Bison Monitor กับ The One มันมีนัยยะมาจากความแตกต่างทางสเปคฯ บางข้อที่สอดคล้องกับเสียงที่ได้ยินอยู่เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็น อิมพีแดนซ์ระหว่าง 4 กับ 8 โอห์ม หรือแม้แต่ช่วงความกว้างของความถี่ตอบสนอง ซึ่งจากตารางด้านบนจะเห็นว่า Bison Monitor มีการตอบสนองความถี่ที่ “เปิดกว้าง” กว่า The One พอสมควรทีเดียว ไม่ว่าจะด้านทุ้มหรือด้านแหลม ซึ่งโดยธรรมชาติแล้ว ลำโพงที่ให้การตอบสนองความถี่ที่กว้างกว่ามักจะให้เสียงที่มีความผ่อนปรนมากกว่า เหมือนเชือกที่ยาวกว่า แม้จะขึงตึงเท่ากัน แต่เชือกที่ยาวกว่าจะ “ให้ตัว” ได้มากกว่า บวกกับอิมพีแดนซ์ของ Bison Monitor ที่สูงกว่า ในทางเทคนิคก็คือขับง่ายกว่า ไม่ต้องการแรงดันจากแอมป์มากก็สามารถขยับไดอะแฟรมตอบสนองได้แล้ว นั่นคืออีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้เสียงของ Bison Monitor มีลักษณะที่ผ่อนคลาย ไม่ตึงตัวและเคร่งครัดมากเท่ากับ Model One ที่มีอิมพีแดนซ์ 4 โอห์ม

มีอีกจุดที่ผมพบจากการฟังเทียบกันระหว่าง The One กับ Bison Monitor นั่นคือ “ความเนียน” ตรงรอยต่อที่เป็นจุดตัดความถี่ของเน็ทเวิร์คที่แบ่งความถี่ให้กับทวีตเตอร์และมิด/วูฟเฟอร์ ซึ่งในรุ่น The One คุณ Vince แกเลือกตัดแบ่งความถี่ไว้ที่ 2.7kHz โดยจัดสโลปไว้ที่ second order (-12dB/octave) แต่พอเป็นรุ่น Bison Monitor เขากลับเลือกจุดตัดไว้ที่ 2.5kHz ต่ำลงมา 200Hz โดยจัดสโลปไว้ที่ first order (-6dB/octave)

อัลบั้ม : Duets (WAV-16/44.1)(CD Layer From SACD)
ศิลปิน : Rob Wasserman
สังกัด : MCA Records/Analog Productions
จากภาพชาร์ตข้างบนที่แสดงความถี่ของเสียงเครื่องดนตรีชนิดต่างๆ จะเห็นว่า จุดตัดความถี่ของวงจรเน็ทเวิร์คที่ใช้กับ Bison Monitor (2.5kHz) และ The One (2.7kHz) มันจะอยู่ตรงกับช่วงของโน๊ตที่อยู่ในย่านสูงของไวโอลิน (วงกลม ศรชี้) เมื่อลองฟังเสียงโซโล่ไวโอลินของ Stephane Grappelli ในเพลง Over The Rainbow แทรคที่ 9 จากอัลบั้มชุด Duets ของ Rob Wasserman ผ่าน Bison Monitor เทียบกับ The One ผมพบว่า ตอนฟังช่วงโซโล่ไวโอลินในเพลงนี้ผ่าน The One จะมีบางช่วงที่มีเสียงวี๊ดเบาๆ แลบออกมาเข้าหูเป็นช่วงๆ ซึ่งตอนฟังผ่าน Bison Monitor จะไม่ได้ยิน อาจจะเป็นเพราะว่า Bison Monitor เกลี่ยความถี่ที่ซ้อนทับกันระหว่างทวีตเตอร์กับมิด/วูฟเฟอร์ตรงช่วงรอยต่อรอบๆ จุดตัดได้เนียนกว่า กลมกลืนกันมากกว่า อีกอย่างที่ต่างกันคือ “โทนเสียง” ของไวโอลิน ซึ่ง The One จะให้โทนเสียงของไวโอลินออกมา “สว่าง” กว่า Bison Monitor นิดนึง ซึ่งโทนเสียงที่ Bison Monitor ให้ออกมาน่าฟังกว่า..
รวม “ทริค” ในการเซ็ตอัพ Bison Monitor
มีคนถามบ่อยว่า ทำไมผมถึงได้หลงรักลำโพงแบรนด์นี้.? ผมคิดว่า ถ้าคุณเป็น “นักปั้นเสียง” ที่ชอบเซ็ตอัพเพื่อ “ขุด” ศัยภาพของลำโพงออกมาให้ได้มากที่สุด คุณจะพบว่า ลำโพงแบรนด์ Totem Acoustic นี่แหละที่ท้าทายให้คุณปั้นมันไปได้เรื่อยๆ ยิ่งคุณให้ความใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ในการเซ็ตอัพลำโพงแบรนด์นี้ คุณจะพบว่ามันให้เสียงที่ดีขึ้นไปได้เรื่อยๆ เหมือนจะไร้ขีดจำกัด ยิ่งเซ็ตยิ่งได้ ยิ่งอัพเกรดซิสเต็มยิ่งเห็นความมหัศจรรย์ออกมาจากลำโพงแบรนด์นี้มากขึ้นเรื่อยๆ นี่คือเสน่ห์ของมันที่ทำให้ผมหลงรัก.!
ในการทดสอบ Bison Monitor ครั้งนี้ ผมพบทริคที่ทำให้ลำโพงคู่นี้แสดงศักยภาพที่น่าพอใจออกมาให้สัมผัสอยู่ 2 อย่าง

ทริคอย่างแรกที่ผมเจอคือ “ขาตั้ง” ซึ่งตอนคุณกฤตย์ยกลำโพงคู่นี้มาให้ทดสอบ เขาเอาขาตั้งที่โทเท็มจ้างแบรนด์ Customdesign จากประเทศอังกฤษทำให้ เป็นขาตั้งแบบโลว์แมส โครงสร้างหลักทำด้วยโลหะ เป็นเสาทรงกระบอกขนาดใหญ่อยู่ตรงกลาง และมีเสาขนาดเล็กอีก 4 เสาพยุงอยู่ที่มุมของแพลทล่าง/แพลทบน ซึ่งเสาโลหะทั้ง 5 ต้นถูกตรึงอยู่กับแผ่นแพลทโลหะบางๆ ทั้งด้านบนและด้านล่าง (สีดำในภาพข้างบน) ความสูงของขาตั้ง วัดตั้งแต่แพลทบนลงมาถึงแพลทล่างอยู่ที่ 61 ซ.ม. ในขณะที่ตรงมุมทั้ง 4 ของแผ่นแพลทล่างมีเดือยแหลมโลหะที่ยกขาตั้งให้ลอยขึ้นเหนือพื้นขึ้นมาอีกประมาณ 3 ซ.ม. รวมความสูงตั้งแต่แพลทบนลงมาถึงพื้นห้องจะเท่ากับ 64 ซ.ม. หรือประมาณ 25.6 นิ้ว เมื่อวางลำโพงบนขาตั้งนี้แล้วเซ็ตอัพให้ลำโพงตั้งฉากกับพื้นแล้ว ณ จุดนั่งฟังจะพบว่า ความสูงของทวีตเตอร์อยู่ต่ำกว่าระดับความสูงของหูเล็กน้อย
ตอนทดสอบฟังเสียง ผมได้ทดลองใช้ขาตั้ง Atacama รุ่น MOSECO 6 กับรุ่น MOSECO XL600 ที่ผมใช้อ้างอิงอยู่กับลำโพง Bison Monitor ฟังเทียบกับขาตั้งของเขาเองที่ให้ Customdesign ทำให้ด้วย ปรากฏว่า Bison Monitor บนขาตั้งของเขาเองให้เสียงโดยรวมออกมาดีกว่า ที่ชัดเจนมากที่สุดคือ เมื่อวาง Bison Monitor บนขาตั้งของเขาเองจะได้สนามเสียงที่ลอยตัวขึ้นมามากกว่า เวทีเสียงเปิดกว้างออกไปมากกว่า การแยกแยะชิ้นดนตรีก็ทำได้ดีกว่า มีการจัดวางตำแหน่งของแต่ละเสียงกระจายออกไปเป็นวงที่เป็นสามมิติ มีเลเยอร์ที่แสดงความตื้น–ลึกของวงออกมาให้รู้สึกได้ชัดกว่า สุดท้ายคือไดนามิกที่สวิงได้กว้างกว่า ทำให้ได้เสียงที่ฟังแล้วเกิดความรู้สึกที่เป็นอิสระมากกว่า สามารถเปิดเผยรายละเอียดระดับไมโครไดนามิกออกมาได้ครบถ้วนมากกว่า ความถี่เสียงถูกคลี่คลายออกมาได้ครบทุกย่าน (เมื่อวาง Bison Monitor บนขาตั้ง Atacama XL600 จะได้เสียงเบสที่หนาแน่นมากกว่า แต่ไม่สมดุลกับความถี่ในย่านอื่นๆ) สรุปคือดีกว่าทุกด้าน.!!



เผอิญว่า NAD C 399 ให้ขั้วต่อสายลำโพงมา 2 ชุด ผมจึงทดลองเชื่อมต่อสายลำโพงระหว่าง C 399 กับ Bison Monitor ด้วยสายลำโพงแบบซิงเกิ้ลจำนวน 4 เส้น แยกอิสระกันระหว่างขั้วต่อแต่ละคู่ (เอาจั๊มเปอร์ที่ลำโพงออก)(ดูภาพข้างบน) โดยใช้สายลำโพงของ Furutech รุ่น FS-301 สี่เส้นที่เหมือนกันทุกอย่าง รุ่นเดียวกัน ยาวเท่ากัน และใช้ขั้วต่อบานาน่ารุ่นเดียวกันทั้งหมด เป็นของ Furutech เหมือนกัน เมื่อฟังเทียบกับการเชื่อมต่อระหว่างแอมป์กับ Bison Monitor รูปแบบอื่นๆ ผมพบว่า การเชื่อมต่อด้วยสายลำโพงซิงเกิ้ล 4 เส้นแยกอิสระแบบนี้ให้ผลลัพธ์ทางเสียงที่ดีกว่าการเชื่อมต่อทุกรูปแบบ เสียงที่ออกมามีความต่อเนื่องที่ดีกว่า โทนเสียงตลอดทั้งย่านให้วรรณะของเสียงไปในทิศทางเดียวกัน รูปวงเวทีเสียงแผ่กระจายออกมาสวยงาม ไดนามิกคอนทราสน์ราบลื่น ไหลเป็นสายน้ำไม่มีสะดุด เนื้อเสียงสะอาด คุมพีคได้ดีไม่แตกซ่าน (เป็นเพราะกำลังขับของ NAD C 399 มีปริมาณมากพอสำหรับความต้องการของลำโพงคู่นี้ด้วย)
การเซ็ตอัพตำแหน่ง

หลังจากค่อยๆ เซ็ตอัพปั้นเสียงของ Bison Monitor คู่นี้อยู่พักหนึ่ง ผมก็ได้ระยะห่างซ้าย–ขวาที่ลงตัวกับลักษณะเสียงที่ผมชอบอยู่ที่ 171.5 ซ.ม. ซึ่งเป็นระยะห่างซ้าย–ขวาที่ค่อนข้างจะนิ่ง แม้จะเปลี่ยนแอมป์ไปหลายตัวผมพบว่า ระยะห่างซ้าย–ขวาที่ตำแหน่งนี้ก็ยังคงให้เสียงที่อยู่ในเกณฑ์ที่ดีไม่ต่างกันมาก แต่มีข้อสังเกตอยู่นิดนึง คือถ้าคุณใช้แอมป์ที่มีกำลังขับค่อนไปทางสูงหน่อย อยู่ระหว่าง 100W – 200W จะทำให้คุณเซ็ตตำแหน่งของลำโพงคู่นี้ได้ง่ายกว่าใช้แอมป์วัตต์ต่ำๆ เพราะแอมป์ที่มีกำลังขับมากพอจะทำให้โฟกัสของเสียงจากลำโพงคู่นี้เข้าวินได้ง่าย ซึ่งระยะห่างที่ 171.5 ซ.ม. ผมได้ข้อสรุปตอนขับด้วย NAD C 399 และพบว่าสามารถใช้กับแอมป์ตัวอื่นๆ ได้หมด รวมถึงตอนขับด้วยแอมป์หลอด Dared Saturn Signature ด้วย
หลังจากได้ระยะห่างซ้าย–ขวาที่ให้โฟกัสลงตัวแล้ว ผมพบว่า การปรับจูนโทนัลบาลานซ์ของลำโพงคู่นี้ก็ไม่ยากเช่นกัน จากตำแหน่งที่ผมเริ่มต้นด้วยระยะห่างหลังเท่ากับความลึกของห้องหารด้วย 3 ผมทดลองขยับเข้าชิดผนังหลังทีละนิด (แนวโน้มของลำโพงขนาดเล็กมักจะต้องการผนังหลังช่วยเพิ่มมวลเสียงทุ้ม) จนได้ระยะที่ทำให้ความถี่ทุ้ม–กลาง–แหลมออกมาสมดุลกันมากที่สุดคือระยะห่างผนังหลังเท่ากับ 175 ซ.ม. โดยวัดจากผนังหลังมาถึงขอบด้านหน้าของแผงหน้า (ลำโพงวางหน้าตรงทั้งสองข้าง)
ส่วนระยะของจุดนั่งฟังสำหรับลำโพงคู่นี้ กับแนวเสียงที่ผมชอบ มาลงตัวที่ระยะห่างที่วัดออกมาจากระนาบของลำโพงตามแนวเส้นกึ่งกลางความกว้างของห้องมาถึงตำแหน่งหู ณ จุดนั่งฟัง อยู่ที่ 240 ซ.ม. เป็นระยะที่ให้คุณภาพเสียงแต่ละด้านออกมาดีที่สุด ผมชอบมากที่สุด สนามเสียงแผ่ขยายออกไปรอบด้าน และแผ่มาครอบคลุมถึงจุดนั่งฟังด้วย ทำให้เวลานั่งฟังจะถูกดูดเข้าไปอยู่ในบรรยากาศเดียวกับเพลงที่กำลังฟัง รับรู้ได้ถึงพลังงานของคลื่นเสียงที่แผ่กระจายมาถึงตัวได้ชัดเจน
สรุป
หลังจากฟังทดสอบครบทุกกระบวนท่าแล้ว ผมพบว่า เสียงของ Bison Monitor เหนือกว่ารุ่น Sky ที่ผมเคยทดสอบไปแล้วพอสมควรเลย ซึ่งตอนได้ฟังรุ่น Sky ผมก็รับรู้ได้ถึง “อะไรบางอย่าง” ที่แตกต่างจากโมเดล วัน แต่พอมาเป็น Bison Monitor เสียงที่ออกมามันมีความลงตัวมากกว่า Sky เปิดเผยมากกว่าและให้พลังเสียงที่เปิดกระจ่างมากกว่า มิติเวทีเสียงเปิดโล่งกว่าไปอีกขั้น บรรยากาศโอบล้อมมาเต็ม เปิดดังก็ไม่เครียด
สำหรับคนที่เคยสัมผัสกับเสียงของลำโพงตระกูล Model One มาก่อน ไม่ว่าจะเป็นเวอร์ชั่นไหนก็ตาม ถ้าได้มีโอกาสมาลองฟังรุ่น Bison Monitor คู่นี้แล้ว เสียงของลำโพงคู่นี้จะกระตุ้นให้คุณนึกถึง Model One เพราะแนวเสียงที่ออกมามีโครงสร้างพื้นฐานไปทางเดียวกัน คือชัดเจนและจะแจ้ง ทว่า เสียงของ Bison Monitor คู่นี้จะแสดงให้เห็นถึงวุฒิภาวะที่สูงขึ้น มีความสุขุมคัมภีรภาพมากขึ้น ซึ่งเป็นลักษณะที่เป็นคุณต่อ “ความเป็นดนตรี” อย่างมาก เพราะมันทำให้ผู้ฟังสามารถเจาะเข้าไปถึงอารมณ์เพลงได้ลึกซึ้งมากขึ้น นวลเนียนและละเมียดละมัยมากขึ้น ลดความดุดันและเคร่งครัดอย่างที่ Model One ให้ออกมาลงไประดับหนึ่ง.!!
Bison Monitor คือภาพลักษณ์ของ Model One ที่โตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นนั่นเอง..!!! /
********************
ราคา : 65,000 บาท / คู่ (*ไม่รวมขาตั้ง)
********************
นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย
Deco2000
โทร. 089-870-8987
facebook: DECO2000Thailand



