คำถามแรกสำหรับคนที่ต้องการแอมป์ที่มีคุณสมบัติ “ครบ+จบในตัวเดียว” ก็คือ “กำลังวัตต์เยอะมั้ย.?” ส่วนคำถามที่ว่า “มันทำอะไรได้บ้าง.?” จะตามมาทีหลัง เหตุผลก็เพราะว่าคุณสมบัติทางด้าน “กำลังวัตต์” แสดงถึงความสามารถในการขับลำโพงซึ่งเป็นตัวชี้เป็น–ชี้ตายสำหรับแอมป์ที่มีคุณสมบัติเป็น all-in-one ประเภทนี้
“กำลังวัตต์สูงๆ” มีแต่ข้อดี หลักๆ ก็คือ ทำให้แอมป์ตัวนั้นสามารถขับลำโพงได้หลากหลายระดับชั้น เพราะโดยปกติแล้ว ลำโพงที่ให้คุณภาพเสียงสูงๆ มักจะมาพร้อมกับพฤติกรรมที่เรียกกันว่า “ขับยาก” คือต้องการประสิทธิภาพทางด้านกำลังขับจากแอมป์ค่อนข้างสูง เสียงจึงจะออกมาดี หรือแม้ว่าคุณจะใช้ลำโพงระดับกลางๆ แต่ถ้าจับกับแอมป์ที่ให้กำลังขับสูงๆ ในการขับลำโพงเหล่านั้น มันจะทำให้เสียงของลำโพงระดับกลางๆ เหล่านั้นออกมาดีมาก บางครั้งอาจจะดีเกินกว่าที่คุณคาดซะด้วยซ้ำไป.!!!
Platina Integrated เป็น “อินติเกรตแอมป์” (ผู้ผลิตเรียกมันแบบนั้น) รุ่นใหม่ล่าสุดของแบรนด์ QUAD ที่มีภาค Phono และภาค DAC อยู่ในตัว แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาต้องการโชว์ หากแต่เป็นตัวเลข “กำลังวัตต์” ที่สูงถึง 200W ต่อข้างที่ 8 โอห์ม และ 300W ต่อข้างที่ 4 โอห์ม ต่างหากล่ะที่พวกเขาภูมิใจนำเสนอ.!
QUAD ยุคใหม่.!!!
ผลิตภัณฑ์ประเภทอิเล็กทรอนิคส์ที่ตีตราแบรนด์ QUAD เดิมทีมีอยู่ด้วยกัน 3 อนุกรม ได้แก่ อนุกรม 3 Series, อนุกรม Artera Series และอนุกรม QC Series ซึ่งอนุกรม 3 Series นั้นเป็นอนุกรมที่นำเอาผลิตภัณฑ์เด่นในอดีตมาทำใหม่ โดยยังคงรูปลักษณ์ของดีไซน์ภายนอกแบบเดิมๆ เอาไว้ รวมทั้งวงจรขยายแบบเดิมๆ ที่ให้ตัวเลขกำลังวัตต์ไม่สูง ขนาดตัวเพาเวอร์แอมป์รุ่น QUAD 303 ที่ทำออกมาเป็นโมโนบล็อก ก็ยังให้กำลังวัตต์อยู่ที่ตัวละ 50W เท่านั้นเอง ส่วนอนุกรม Artera Series นั้นจะเป็นแอมป์ที่ใช้ดีไซน์รูปแบบใหม่ หน้าตาก็ออกแบบต่างกับอนุกรม 3 Series ไปเลย รวมถึงวงจรการทำงานก็จัดเทคโนโลยี่และแนวคิดใหม่ๆ ใส่เข้าไปเต็มที่ ไม่มียั้ง
อนุกรม Artera Series จะมีความแตกต่างอย่างชัดเจนกับอนุกรม 3 Series ที่เห็นชัดๆ ก็ในแง่ของ “กำลังวัตต์” อย่างรุ่น Artera Mono ซึ่งทำออกมาเป็นเพาเวอร์แอมป์โมโนบล็อก ลักษณะเป็นสองตัวถังสำหรับขับแชนเนลซ้ายและขวาแยกจากกันเด็ดขาด คู่นั้นให้กำลังขับสูงถึง 300W ต่อข้างที่ 8 โอห์ม ถือว่ามากที่สุดที่ QUAD เคยทำออกมา..!!!
QUAD อนุกรม ‘Platina Series’
เรือธงลำใหม่ของ QUAD
ถ้าดูจากผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่พรั่งพรูกันออกมาในตลาดช่วง 2 – 3 ปีนี้ มันทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่า ทีมออกแบบของ IAG น่าจะเป็นมนุษย์พันธุ์พิเศษที่ไม่รู้จักหลับรู้จักนอน เพราะช่วงสองปีมานี้ พวกเขาปล่อยผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ออกมาถี่มาก โดยเฉพาะแบรนด์ QUAD ซึ่งเราเพิ่งจะได้เห็นปรีแอมป์ + เพาเวอร์แอมป์รุ่น QUAD 33 กับเพาเวอร์แอมป์โมโนบล็อกรุ่น QUAD 303 ไปเมื่อไม่นานนี้เอง (REVIEW) เผลอแป๊บเดียว ปีนี้พวกเขาก็ปล่อย QUAD 3 อินติเกรตแอมป์ตามมาอีก ซึ่งเวลาที่ผ่านมานั้น พวกเขาไม่ได้เพียงแค่เพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ให้กับอนุกรมเก่าที่มีอยู่แล้วเท่านั้น หากแต่พวกเขายังได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ซีรี่ย์ใหม่ขึ้นมาด้วย ที่เพิ่งเปิดตัวออกมาสดๆ ร้อนๆ ก็คือ อนุกรม ‘Platina Series’ โดยมีอินติเกรตแอมป์รุ่น ‘Platina Integrated’ นำทีมออกมาเป็นตัวแรก ก่อนจะตามมาด้วย ‘Platina Stream’ ในเวลาถัดไป..
QUAD ‘Platina Integrated’
อินติเกรตแอมป์พลังยักษ์.!!!


ดูเหมือนพวกเขาที่ QUAD ตั้งใจที่จะทำให้ Platina Series ฉีกตัวออกมาจากภาพลักษณ์ของ QUAD ยุคดั้งเดิม ไปในแนวทางสมัยใหม่ ทิศทางเดียวกับซีรี่ย์ Artera Series โดยเพิ่มเติมสมรรถนะทางด้าน “กำลังวัตต์” ให้มากขึ้น พร้อมทั้งขัดเกลาอินพุตทั้งฝั่ง digital และฝั่ง analog ให้มีความเข้มข้นและครบเครื่องมากขึ้น
หน้าตาของ Platina Integrated ดูคล้ายกับซีรี่ย์ Artera มาก คือมาทาง “น้อยแต่มาก” (less is more) เหมือนกัน บนแผงหน้าแทบจะไม่มีอะไร นอกจากปุ่มปรับที่จำเป็นแค่สองปุ่ม กับจอแสดงผลอีกหนึ่งจอ บวกกับรูเสียบแจ็คหูฟังอีกหนึ่งรู เท่านั้น
เฟอร์นิเจอร์บนแผงหน้าและแผงหลัง

บนแผงหน้า
A : ปุ่มกดเปิด/ปิดเครื่อง (On/Standby)
B : ไฟ LED แสดงสถานะเปิด/ปิดเครื่อง
C : จอแสดงผล
D : ปุ่มกด 3 ปุ่ม สำหรับเลือกแหล่งต้นทาง 2 ปุ่ม กับเลือกฟีเจอร์ในเมนูอีกหนึ่งปุ่ม
E : รูเสียบแจ๊คหูฟังขนาดมาตรฐาน 6.3 mm
F : ปุ่มวอลลุ่ม
บนแผงหลัง
G : ขั้วต่อสายลำโพงแชนเนลขวา
H : กลุ่มของขั้วต่ออินพุตสำหรับสัญญาณดิจิตัล
I : ช่อง USB สำหรับเซอร์วิสและอัพเดตซอฟท์แวร์ภายในตัวเครื่อง
J : ฮาร์ดสวิทช์ สำหรับเปิดไฟ AC เข้าเครื่อง
K : กลุ่มขั้วต่อสำหรับสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุต ทั้งแบบบาลานซ์ (XLR) และซิงเกิ้ลเอ็นด์ (RCA)
L : ขั้วต่อกราวนด์ สำหรับเครื่องเล่นแผ่นเสียง
M : ขั้วต่อสายลำโพงแชนเนลซ้าย
N : กลุ่มขั้วต่อสำหรับสัญญาณอะนาลอก อินพุต ทั้งแบบบาลานซ์ (XLR) และซิงเกิ้ลเอ็นด์ (RCA) รวมทั้งอินพุตของภาคโฟโนฯ
O : ช่องเสียบปลั๊กของสายไฟเอซี
P : ลู๊ป I/O สำหรับสัญญาณ trigger 12V
แผงหน้าเรียบง่าย
เนื่องจากฟังท์ชั่นการทำงานของอินติเกรตแอมป์ตัวนี้ถูกควบคุมโดยซอฟท์แวร์ที่ฝังอยู่บนชิปประมวลผลในตัวเครื่อง ซึ่งผู้ใช้สามารถสั่งงานได้ทั้งการกดปุ่มบนจอและผ่านทางรีโมทไร้สาย บนแผงหน้าของ Platina Integrated จึงมีหน้าจอมาให้ผู้ใช้ดูรายละเอียดขณะทำการปรับตั้งพารามิเตอร์ต่างๆ ภายในตัวเครื่อง โดยที่จอแสดงผลที่ว่านี้เป็นจอ IPS LCD ที่มีเรโซลูชั่นอยู่ที่ระดับ WVGA คือ 800 x 480 พิกเซล ตัวอักษรที่ใช้บนจอมีขนาดเล็กไปหน่อย ขณะปรับตั้งต้องเข้าไปใกล้ๆ ถึงจะมองเห็นได้ชัด


ลักษณะของปุ่มกดเปิด/ปิดเครื่อง กับปุ่มกดเลือกอินพุตและปุ่มเลือกฟังท์ชั่นถูกทำให้มีลักษณะเป็นแท่งยาวๆ เหมือนๆ กัน จึงแลดูกลมกลืนกัน

ปล่อยให้ปุ่มวอลลุ่มที่อยู่ทางด้านขวามือของแผงหน้าโชว์ความโดดเด่นอย่างเต็มที่ ด้วยขนาดปุ่มที่ใหญ่และเป็นทรงกระบอกยื่นห่างออกมาจากแผงหน้าเล็กน้อย ถ้าเป็นรุ่นที่แผงหน้าเป็นสีบรอนซ์ พื้นที่ตรงกลางของแผงหน้าจะถูกทำให้เป็นสีดำ เพื่อซ่อนจอแสดงผลเอาไว้ โดยมีกรอบสีบรอนซ์ล้อมรอบ
ขั้วต่อบนแผงหลัง
ทั้งๆ ที่มีขั้วต่อสัญญาณอินพุตและเอ๊าต์พุตมากมาย แต่พวกเขาได้จัดเรียงขั้วต่อสัญญาณรูปแบบต่างๆ เอาไว้ได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยมาก ส่วนที่ใช้กับสัญญาณอะนาลอกและสัญญาณดิจิตัลถูกแยกออกมาเป็นกลุ่มๆ ดูง่ายไม่ปนกัน

ถ้ายืนหันหน้าเข้าหาแผงหลังของ Platina Integrated จะเห็นว่า เขาวางขั้วต่อสายลำโพงสำหรับแชนเนลซ้ายและขวาเอาไว้ห่างกันมาก ฉีกออกไปอยู่ “สุดขอบ” ของพื้นที่บนแผงหลัง ซึ่งผมชอบนะ เพราะมันทำให้ต่อสายลำโพงง่ายดี ไม่เกะกะด้วย ส่วนช่องเสียบปลั๊กไฟเอซีของสายไฟเอซีถูกติดตั้งไว้ตรงกลางของแผงหลังพร้อมฮาร์ดสวิทช์ขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นทำเลที่ดีมากเพราะสายไฟจะได้ไม่ไปอยู่ใกล้กับสายลำโพงและสายสัญญาณ คนที่เป็นนักเล่นฯ ตัวจริงจะเข้าใจว่าแบบนี้มันดี.!
อินพุต / เอ๊าต์พุต digital

ให้มาเยอะ แต่ไม่ครบ ช่องอินพุต Coaxial ให้มาตั้ง 2 ช่อง Optical อีก 2 ช่อง น่าจะเอา Coaxial หรือ Optical มาเปลี่ยนเป็นอินพุต AES/EBU (XLR) สักช่อง เป็นการเพิ่มทางเลือกให้มากขึ้น แต่ก็มาทำคะแนนตีตื้นได้จากคนที่ชอบดูหนังด้วยช่องอินพุต HDMI ARC ที่ตอบโจทย์สำหรับคนที่จะนำ Platina Integrated ตัวนี้ไปใช้ในซิสเต็มสองประสงค์ คือดูหนัง/ฟังเพลงในชุดเดียวกัน ซึ่งช่องอินพุต HDMI ARC ของอินติเกรตแอมป์ตัวนี้รองรับสัญญาณดิจิตัล PCM โหมดสเตริโอ 2 แชนเนลเท่านั้น ต้องไม่ลืมเข้าไปปรับเอ๊าต์พุตเสียงของทีวีให้ออกมาเป็นฟอร์แม็ต PCM 2 Ch. ด้วย
ช่องอินพุต coaxial และช่องอินพุต optical รองรับได้เฉพาะสัญญาณ PCM ตั้งแต่ 44.1kHz ไปจนถึง 192kHz ส่วนช่องอินพุต USB ที่ใช้ต่อเชื่อมกับคอมพิวเตอร์ของอินติเกรตแอมป์ตัวนี้ให้มาเป็นช่อง USB type C ซึ่งถือว่าเป็นแอมป์ตัวแรกๆ ที่ใช้อินพุต USB-C แทน USB-B ที่เคยใช้มานาน ช่องนี้รองรับการเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ได้ทั้ง Windows PC (ต้องลงไดเวอร์) และ Mac (ไม่ต้องลงไดเวอร์) โดยรองรับสัญญาณดิจิตัล ออดิโอได้สูงมาก คือถ้าเป็นสัญญาณตระกูล PCM จะรองรับอัตราแซมปลิ้งได้สูงสุดถึงระดับ 768kHz ที่ความละเอียดของสัญญาณสูงสุดถึง 32-bit แต่ถ้าเป็นสัญญาณอินพุตตระกูล DSD จะรองรับได้สูงถึงระดับ DSD512 เลย ที่เหลือทางซ้ายมือในภาพนั้นเป็นช่อง digital output ที่มีให้เลือกใช้อยู่ 2 ช่องคือ coaxial กับ optical อย่างละช่อง
ช่อง analogue inputs

Platina Integrated ให้อินพุตสำหรับรองรับกับสัญญาณอะนาลอกจากภายนอกมาให้ 4 ชุด แยกเป็นช่องอินพุตที่ติดตั้งขั้วต่อแบบซิงเกิ้ลเอ็นด์ทั้งหมด 3 ช่อง กำกับด้วยตัวอักษร AUX1, AUX2 และช่องอินพุต PHONO ที่มีภาคขยายหัวเข็ม MM/MC พร้อมขั้วต่อกราวนด์อีกหนึ่งช่อง ส่วนอีกช่องที่เหลือติดตั้งขั้วต่อ XLR สำหรับรองรับสัญญาณบาลานซ์โดยเฉพาะ
ช่อง analogue outputs

อินติเกรตแอมป์ของ QUAD ตัวนี้ถูกออกแบบมาให้ผู้ใช้สามารถเลือกให้มันทำงานได้ 2 โหมด คือเลือกให้เป็น “อินติเกรตแอมป์” ก็ได้ หรือจะเลือกให้ทำงานเป็นแค่ “ปรีแอมป์” อย่างเดียวก็ได้ ซึ่งถ้าเลือกให้ทำงานเป็นปรีแอมป์ ภาคขยายในตัวอินติเกรตแอมป์ตัวนี้จะปิดการทำงาน ซึ่งขณะใช้งานในโหมด Integrated นั้น ที่ช่องสัญญาณขาออก Analogue Outputs ทั้งช่อง XLR และ RCA จะยังคงมีสัญญาณออก และปริมาณสัญญาณจะถูกควบคุมโดยวอลลุ่มเดียวกันกับภาคเพาเวอร์แอมป์ที่อยู่ภายใน นี่จึงเปิดโอกาสให้คุณสามารถเพิ่ม active subwoofer เข้ามาในระบบก็ได้ หรือจะเพิ่ม stereo power amp เข้ามาในระบบเพื่อการทำงานแบบ bi-amps ก็ได้
ดีไซน์ภายใน
จากวลีที่พวกเขาเอ่ยถึง Platina Series ว่าเป็นกลุ่มของผลิตภัณฑ์ที่ IAG ตั้งใจจะนำเอาคุณสมบัติ 3 ด้าน คือ “การออกแบบรูปร่าง” (design), “ประโยชน์ในการใช้สอย” (application) และ “ส่วนเติมเต็ม” (implementation) เข้ามาผสมผสานกันได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด นั่นคือภาพสะท้อนที่ชัดเจนของหัวหอกของซีรี่ย์ Platina Integrated ตัวนี้ ที่มีทั้งรูปร่างหน้าตาที่บ่งชี้ถึงความเป็น “รุ่นใหญ่” ที่พกเอาความสุขุมแต่นุ่มลึกและแฝงไว้ด้วยพลังอยู่ภายใน ไม่โชว์ออกมานอกหน้า แต่ซ่อนคมไว้ข้างใน

จากภาพเลย์เอ๊าต์ภายในของตัว Platina Integrated ทำให้เห็นว่า อินติเกรตแอมป์ตัวนี้ถูกกำหนดรูปแบบให้มีพื้นฐานไปตามมาตรฐานของแอมป์ระดับไฮเอ็นด์มาตั้งแต่แรก สังเกตได้จากภาคจ่ายไฟที่ประกอบด้วยหม้อแปลงเทอร์รอยขนาด 630VA + คาปาซิเตอร์ที่เก็บประจุได้มากถึง 44,000 ไมโครฟารัด ถือว่าเป็นคลังแสงขนาดใหญ่ ส่วนแผงวงจรของภาคขยายแชนแนลซ้ายและแชนเนลขวาถูกแยกจากกันอย่างเด็ดขาด ถูกจัดวางไว้ชิดติดกับฮีทซิ้งค์เพื่อช่วยระบายความร้อน ในขณะที่แผงวงจรส่วนที่ใช้รองรับสัญญาณจากอินพุตและภาคปรีแอมป์ทั้งหมดถูกแยกออกไปไว้ชิดติดกับแผงหลังของตัวเครื่อง นัยว่าเพื่อทำให้สัญญาณอินพุตเดินทางสั้นๆ จะได้ไม่สูญเสียมาก และให้ห่างออกไปจากหม้อแปลงเพื่อป้องกันการรบกวนของสนามแม่เหล็ก สังเกตพื้นที่รอบๆ หม้อแปลงจะมีแผ่นโลหะวางตีกรอบล้อมรอบหม้อแปลงเอาไว้ เพื่อบล็อกสนามแม่เหล็กที่กำเนิดขึ้นมาจากการทำงานของหม้อแปลงไม่ให้แผ่กระจายออกไปรบกวนส่วนอื่นๆ

ลักษณะการติดตั้งคอมโพเน้นต์ขนาดเล็ก อย่างเช่น รีซีสเตอร์ตัวเล็กๆ ลงไปบนแผงวงจร เป็นแบบ Surface Mount Device (SMD) ซึ่งมีข้อดีหลายอย่าง อาทิ ทำให้ความต้านทาน (อิมพีแดนซ์) อยู่ในระดับที่ต่ำ, ลดการรบกวนจาก noise และทำให้อุณหภูมิบนตัวคอมโพเน้นต์ต่างๆ มีความนิ่ง ไม่วูบวาบ ซึ่งส่งผลต่อการทำงานของคอมโพเน้นต์เหล่านั้น นอกจากนั้น การเชื่อมต่อระหว่างคอมโพเน้นต์ที่สั้นยังทำให้การส่งผ่านกระแส (current) ทำได้ดี สามารถส่งผ่านกระแสได้มาก
แม็ทชิ่ง

ตลอดเวลาเดือนเศษที่ผมใช้ชีวิตอยู่กับอินติเกรตแอมป์รุ่นเรือธงของ QUAD ตัวนี้ ผมมีโอกาสจับคู่มันเข้ากับลำโพงถึง 5 คู่ ซึ่ง 4 ในห้าคู่นั้นเป็นลำโพงตั้งพื้น ส่วนลำโพงวางขาตั้งอีกคู่ที่นำมาทดลองฟังร่วมกับ Platina Integrated ก็คือ Totem Acoustics ‘The One’ เรฟเฟอเร้นซ์เก่าเก็บของผม ซึ่งเหตุผลที่ผมเอา The One เข้ามาร่วมทดสอบกับอินติเกรตแอมป์ตัวนี้ก็เพราะว่ามีเพียง The One คู่เดียวในจำนวนทั้งห้าคู่ที่ใช้ขั้วต่อสายลำโพงแยก 2 ชุด ซึ่งทำให้ผมสามารถทดสอบการเชื่อมต่อกับ Platina Integrated ด้วยวิธี Bi-amp ได้ (ดูรายละเอียดด้านล่าง)
ลำโพงทั้ง 5 คู่ นั้น มี “อิมพีแดนซ์” เท่ากันคือ 4 โอห์ม แสดงถึงสภาวะที่ “สูบพลัง” ของแอมป์มากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลำโพง Magnepan ทั้งสองคู่นั้น เป็นลำโพงไดโพลที่ใช้ไดเวอร์แผ่นฟิล์มพลาน่าร์ที่ได้ชื่อว่าบริโภคกระแสสาหัสซะด้วย ถือว่าเป็นด่านทดสอบที่สำคัญสำหรับภาคขยายของอินติเกรตแอมป์ตัวนี้ ส่วนทางด้าน “ความไว” ของลำโพงทั้งห้าคู่นี้ อยู่ระหว่าง 86 – 89dB โดยที่ตัว Audio Physic ‘Classic 8’ (REVIEW) มีความไวสูงที่สุดคือ 89dB น่าจะขับง่ายที่สุดสำหรับ Platina Integrated ตัวนี้ นอกนั้นก็เป็นลำโพงชั้นสูงทั้ง 3 คู่ คือ Magnepan ‘MG1.7i’ (REVIEW) และ ‘MG2.7i’ (REVIEW) ที่มีความไวอยู่แค่ 86dB รวมถึง KEF ‘Reference 3 Meta’ (REVIEW) ที่มีราคาสูงที่สุดในกลุ่ม ซึ่งถือว่าเป็นด่านโหดที่จะทดสอบว่าพลังของ Platina Integrated จะสามารถฝ่าไปได้หรือไม่..
QUAD ‘Platina Integrated‘
+ Audio Physic ‘Classic 8’


ซิสเต็มแรกที่ผมใช้ทดลองฟังเสียงของ Platina Integrated ประกอบด้วย Innuos ‘STREAM1 + LPS1’ (REVIEW) ทำหน้าที่เป็นสตรีมมิ่ง ทรานสปอร์ต ดึงไฟล์เพลงจาก NAS และจาก TIDAL เข้ามาเล่น แล้วปล่อยออกเป็นสัญญาณ PCM/DSD ไปที่ภาค DAC ของ QUAD ‘Platina Stream’ ทาง Ethernet ด้วย Roon เพื่อแปลงให้ออกมาเป็นสัญญาณอะนาลอก ก่อนจะส่งออกไปที่อินพุต Analogue Input ช่อง XLR ของ Platina Integrated แล้วขยายออกไปขับลำโพงตั้งพื้นรุ่น Classic 8 ของ Audio Physic ผ่านสายลำโพง Kimber Kable ‘12TC’
เสียงที่ได้ออกมาจากซิสเต็มแรกนี้แสดงถึงพลังขับที่ “มากเพียงพอ” ของ Platina Integrated ในการควบคุมลำโพงได้อย่างเต็มที่ สามารถฉีด “สนามเสียง” ให้กระจายออกไปนอกตัวตู้ลำโพง กางผึง ลอยตัวอยู่ในอากาศได้อย่างมั่นคง กอปรขึ้นมาเป็นเวทีเสียงที่โอ่อ่า ฟูเต็ม รายละเอียดตั้งแต่ย่านแหลมลงไปถึงทุ้มหลุดลอยออกมาจากตัวตู้ลำโพงอย่างเป็นอิสระ ไดนามิกก็สวิงได้เต็มสเกลด้วยอัตราความดังที่มากพอสำหรับห้องขนาดกลาง (ไม่เกิน 4 x 6 ตรม.)
ถ้าคะแนนเต็มของความพอใจอยู่ที่ 10 สำหรับ Platina Integrated + Classic 8 คู่นี้ผมให้ 8.5 ถือว่าเป็นคู่แม็ทชิ่งที่ลงตัวมาก ผลลัพธ์สุดท้ายจะไปขึ้นอยู่กับขนาดของห้องเป็นตัวแปรสำคัญ ซึ่งถ้าห้องไม่เกิน 4 x 6 ตรม. แล้วเซ็ตอัพดีๆ ผมเชื่อว่าแอมป์+ลำโพงคู่นี้จะให้เสียงออกมาสวยงามมาก โดยเฉพาะในแง่ “มิติหลุดตู้” ต้องได้เห็น..!!!
QUAD ‘Platina Integrated‘
+ Magnepan ‘MG1.7i’


MG1.7i เป็นลำโพงที่ีดีมาก “ถ้า” ได้จับคู่กับแอมป์ที่มีสมรรถนะถึงๆ เชื่อว่าใครๆ ที่เคยเล่นลำโพงรุ่นนี้มาก่อนจะต้องพูดแบบนี้ทุกคน ซึ่งจริง..!! แต่ไม่เคยมีใครบอกว่า ถ้าแอมป์ถึงแล้วลำโพงแผ่นฟิล์มแบบนี้จะให้เสียงออกมาลักษณะไหน.? จริงๆ แล้ว จุดเด่นของลำโพงแผ่นฟิล์มแบบที่ Magnepan เป็นอยู่นี้อยู่ที่คุณสมบัติทางด้านการถ่ายทอด “เฟส” ของสัญญาณที่แม่นยำอย่างมาก แม่นยำกว่าลำโพงกรวยไดนามิกเยอะ เหตุผลก็เพราะว่า ไดอะแฟรมของลำโพง Magnepan มันถูกขึงให้ตึงอยู่ในแนวตั้งตลอดทั้งแผง อยู่ในระนาบที่เสมอกันทั้งหมด ตั้งแต่ไดเวอร์ที่ใช้ขับทุ้ม ขับกลาง และขับแหลม ทำให้ความถี่เสียงทุกความถี่เริ่มต้นเดินทางออกมาจากตำแหน่งเดียวกันเป๊ะๆ.! ถ้าแอมป์ถึง คุณจะได้เสียงที่ดีงามไม่เหมือนลำโพงตู้ทั่วไป โดยเฉพาะเสียงแหลมจะมี “ละออง” ของบรรยากาศหล่อเลี้ยงอยู่ตลอด ฟังแล้วให้ความรู้สึกชุ่มฉ่ำเหมือนพ่นละอองสปริงเกิ้ล ซึ่งหาได้ยากในลำโพงที่ใช้โดมทวีตเตอร์ที่มีราคาไม่เกินสองแสน เมื่อจับคู่กับ Platina Integrated ตัวนี้แล้วเซ็ตอัพตามมาตรฐานของผม พบว่า พละกำลังที่ระดับ 300W ที่ 4 โอห์ม ของอินติเกรตแอมป์ตัวนี้มันสามารถ “ควบคุม” ลำโพงคู่นี้ให้ออกมาเชื่องได้อย่างน่าอัศจรรย์ มัน (Platina Integrated) สามารถสะกดให้เสียงของ MG1.7i ออกมา “สงบนิ่ง” แต่ซ่อนพลังแฝงอยู่ในที บางช่วงก็ลื่นไหล ทอดเอื่อยอย่างมีลีลา ในขณะที่บางจังหวะที่จะตูมตามก็สามารถ “ฉีด” ไดนามิกออกมาได้อย่างฉับพลัน น่าสะพรึง ถ้าพิจารณาจากคะแนนเต็ม 10 ผมให้ไปเลย 8 คะแนน.!!!
หลังจากเซ็ตอัพลงตัวแล้ว ผมขอฟันธงว่า Platina Integrated ขับ MG1.7i ออก.! ให้อรรถรสของอารณ์ดนตรีที่ดีเยี่ยม โดยเฉพาะถ้าเป็นเพลงคลาสสิก ยิ่งทำได้ยอดเยี่ยม..
QUAD ‘Platina Integrated‘
+ Magnepan ‘MG2.7i’

QUAD ‘Platina Integrated‘
+ KEF ‘Reference 3 Meta’

จากการใช้ Platina Integrated ทดลองขับลำโพง Magnepan ‘MG2.7i’ กับลำโพง KEF ‘Reference 3 Meta’ ผลลัพธ์ที่ออกมาสะท้อนความจริงที่ว่า ถ้าแอมป์ไม่ถึง จะทำให้เราไม่ได้สัมผัสกับ “ศักยภาพ” ที่แท้จริงของลำโพง ซึ่งทั้ง MG2.7i และ Reference 3 Meta ต่างก็ชี้ให้เห็นถึง “ขีดจำกัด” ของ Platina Integrated ออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน คือถ้าไม่ได้มีแอมป์ที่อยู่ในระดับสูงมากๆ อย่างเพาเวอร์แอมป์รุ่น Klimax Solo 500 (REVIEW) ของแบรนด์ LINN กับเพาเวอร์แอมป์รุ่น 1151 ของ Boulder เข้ามาฟังเทียบ เราก็คงไม่รู้ถึงข้อเท็จจริงข้างต้น เพราะเสียงที่ Platina Integrated ขับลำโพง MG2.7i กับ Reference 3 Meta ออกมานั้น ก็ถือว่าเป็นเสียงที่มีคุณภาพโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ที่ดีแล้ว ซึ่งผมเชื่อว่า บางคนที่ไม่ได้ซีเรียสก็อาจจะพอใจกับเสียงที่ได้ยินแล้ว แต่สำหรับการทดสอบที่เน้นตรวจสอบทางด้าน “สมรรถนะ” กับ “ผลรวม” ของเสียงที่ได้จากการทดงานร่วมกันระหว่างลำโพงกับแอมป์ก็ต้องยอมรับว่า เมื่อสลับมาใช้แอมป์ที่มีสมรรถนะสูงกว่าภาคขยายในตัว Platina Integrated ขึ้นไปเยอะๆ พบว่า ลำโพงยังทะยานไปได้อีกไกล ไกลเกินกว่าความสามารถของภาคขยายในตัวของ Platina Integrated จะสามารถผลักดันออกมาได้หมด ถ้าถามว่า กำลังขับในตัว Platina Integrated ขับดันลำโพงทั้งสองคู่นี้ออกมาได้สักมากน้อยแค่ไหน.? หลังจากทดลองฟังเสียงแล้ว เต็ม 10 ผมให้ 7 (5 คือ ปานกลาง = เสียงพอใช้ได้)
ทางด้านพละกำลังขับ ถ้าประเมินจากการทดลองขับลำโพงทั้ง 5 คู่ ข้างต้นนี้แล้ว ผมว่า กำลังขับ + กำลังสำรองของ Platina Integrated น่าจะใช้ขับลำโพงที่มีราคาไม่เกินคู่ละ 100,000 – 150,000 บาท กำลังดี หวังผลได้ทุกด้าน..
การเชื่อมต่อ Platina Integrated ในซิสเต็มทดสอบ

ในช่วงท้ายหลังจากทดลองฟังกับลำโพงมา 5 คู่ ผมเลือกเสียงที่ได้จากการขับลำโพง 2 คู่ มาสรุปผลทางเสียงของอินติเกรตแอมป์ตัวนี้ นั่นคือ ผลจากการขับลำโพง Audio Physic ‘Classic 8’ กับตอนขับลำโพง Magnepan ‘MG1.7i’ เป็นหลัก..
ตอนขับ Classic 8 ผมใช้อินพุต analogue XLR ของ Platina Integrated ซึ่งก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ตอนสลับมาเป็นลำโพง MG1.7i ผมพบว่า ทางด้าน “คุณภาพเสียง” โดยรวมนั้นดีกว่าตอนจับคู่กับ Classic 8 พอสมควร แต่ทางด้าน “ความดัง” กับ “ไดนามิก” มันดูจะอ่อนยวบนิดนึง หลังจากทดลองเปลี่ยนมาใช้อินพุต analogue RCA ช่อง AUX1 ของ Platina Integrated แทนช่อง XLR ปรากฏว่า ได้ไดนามิกที่ดีขึ้น รวมถึงความดังด้วย ลองพลิกเข้าไปดูในสเปคฯ ถึงรู้ว่า ช่องอินพุต analogue RCA ของ Platina Integrated มี “ความไว” (sensitivity) อยู่ที่ 1.2Vrms ซึ่ง “สูงกว่า” ความไวของช่องอินพุต analogue XLR ถึงเท่าตัว (ช่องอินพุต analogue XLR มีความไวอยู่ที่ 2.4Vrms) ใครจะต่อเชื่อมสัญญาณอะนาลอกเข้ากับ Platina Integrated อย่าลืมพิจารณาจุดนี้ด้วย ถ้าต่อ XLR แล้วพบว่าแรงไม่เต็ม ลองสลับมาใช้อินพุต RCA จะได้กำลังมากขึ้น
ส่วนแหล่งต้นทางนั้น ผมได้ลองฟังอยู่ 2 – 3 เงื่อนไข อย่างแรกคือใช้ Innuos ‘STREAM1 + LPS1’ เล่นไฟล์เพลงจาก NAS และ TIDAL และใช้ Ayre Acoustics ‘QB-9 Twenty’ ช่วยแปลงสัญญาณดิจิตัลให้เป็นอะนาลอกเพื่อส่งไปให้ Platina Integrated ทางช่องอินพุต analog XLR แล้วนำไปขยายออกลำโพง เงื่อนไขที่สองคือใช้เครื่องเล่นซีดี ทรานสปอร์ตของ LEAK รุ่น CDT (REVIEW) เล่นแผ่นซีดีแล้วส่งสัญญาณดิจิตัล PCM 16/44.1 ไปเข้าที่อินพุต coaxial ของ Platina Integrated เพื่อใช้ภาค DAC ในตัว Platina Integrated ซึ่งทำให้รู้ว่า ภาค DAC ในตัว Platina Integrated ไม่ใช่ของแถมนะครับ.. เสียงมันดีเข้าขั้นมาตรฐานของ DAC แบบแยกชิ้นราคา 4 – 5 หมื่น เลยทีเดียว ใครวางแผนใช้งานภาค DAC ในตัว Platina Integrated เป็นแหล่งต้นทางก็ยืนยันให้ว่าใช้ได้เลย มีคุณภาพเพียงพอ แถมจูนมาในตัวด้วย ถ้าคิดว่าจะให้ได้เสียง “ข้าม” ภาค DAC ในตัวไปได้ก็ต้องเป็น DAC แยกชิ้นที่มีราคาอย่างต่ำๆ 6 – 7 หมื่นบาท ขึ้นไป..
ในช่วงท้ายของการทดสอบ ผมได้รับตัวสตรีมเมอร์รุ่น Platina Stream ของ QUAD คู่ขาของ Platina Integrated เข้ามาทดลองจับคู่กันด้วย พบว่าไปด้วยกันได้ดีมาก และผมยังได้ทดลองป้อนสัญญาณจาก Innuos ‘STREAM1 + LPS1’ ไปทดลองฟังเสียงของภาค DAC ในตัว Platina Integrated ด้วย โดยใช้อินพุต coaxial (*Innuos ‘STREAM1‘ ของผมติดตั้งบอร์ดเน็ทเวิร์ค บริดจ์) ซึ่งเสียงของช่องอินพุต coaxial ของ Platina Integrated จะออกไปทางสดกว่าอินพุต analog XLR ที่ผมต่อมาจาก QB-9 Twenty แต่ QB-9 Twenty จะออกนัวและละมุนกว่าอินพุต coaxial ของ Platina Integrated ซึ่งคุณสามารถเลือกโทนเสียงฟังได้เลย ชอบแบบไหนก็เล่นอินพุตนั้น แต่ในจำนวนช่องดิจิตัล อินพุตด้วยกัน ถ้าอยากได้เสียงที่มี “คุณภาพ” สูงที่สุด ผมแนะนำให้ใช้อินพุต USB แต่ก็ต้องลงทุนจัดการกับอะไรมากหน่อย เนื่องจากอินพุต USB มันให้รายละเอียดที่ “ชี้ชัด” มากกว่า จึงมีความอ่อนไหวกับสภาพแวดล้อมมากกว่า ที่ควรทำก็คือจัดการกรอง noise ที่อยู่ในเส้นทางของ USB ออกไปให้มากที่สุด เสียงจะดีขึ้นมาก อีกอย่าง คุณต้องหาสาย USB A-to-USB C ที่มีคุณภาพสูงๆ มาใช้ด้วย
ลักษณะ + คุณภาพเสียง
ของ ‘Platina Integrated’
คุณคิดว่า แอมป์ที่ระบุกำลังขับ 200W ต่อข้างที่ 8 โอห์ม ที่เป็นยี่ห้อและรุ่นต่างกัน เสียงจะต่างกันมากแค่ไหน.? และเสียงจะต่างจากแอมป์ที่มีกำลังขับน้อยกว่านี้มากแค่ไหน.?

ในขณะที่ประสบการณ์ยังไม่มากพอ เรามักจะเข้าใจว่า แอมป์ที่มีกำลังขับสูงๆ จะดีกว่าแอมป์ที่มีกำลังขับต่ำๆ ซึ่งมันก็ถูกแค่เสี้ยวเดียว เพราะคำว่า “ดีกว่า” นั้นมันต้องเอาองค์ประกอบแวดล้อมในซิสเต็มด้วยพิจารณาด้วย อย่างเช่น ความไวของลำโพง กับ gain อินพุตของแหล่งต้นทาง เป็นต้น ในอดีตนั้น มีอยู่ช่วงหนึ่งที่คนออกแบบลำโพงต้องการดึง “อัตราสวิง” ของไดนามิกของเสียงทุ้มให้มีลักษณะ punchy พวกเขาก็ทำให้ลำโพงมี “ความฝืด” สูง คือต้องใช้แอมป์ที่มีกำลังขับสูงๆ ไปผลักดันเสียงทุ้มออกมา เนื่องจากเสียงทุ้มอยู่ในย่านความถี่ต่ำ ซึ่งจะกินกำลังขับสูงกว่าเสียงกลางและเสียงแหลม แต่กว่าจะรู้ว่า วิธีนั้นมันทำให้ได้เสียงทุ้มที่พั๊นชี่ออกมาเต็มเหนี่ยวก็จริงแต่มีผลข้างเคียงตามมา นั่นคือ สัญญาณความถี่ในย่านกลางและสูงที่มีความเปราะบางได้ถูกทำให้เสียหายไปแล้ว นักออกแบบแอมป์ในยุคถัดมาจึงเริ่มขยับเข้าหา “จุดกลาง” ที่กำลังขับสามารถผลักดัน “รายละเอียด” ของเสียงตลอดทั้งย่านให้ออกมาสมดุลกันมากขึ้น ในขณะที่ฝั่งของนักออกแบบลำโพงก็เริ่มปรับการออกแบบให้ลำโพงมีความฝืดน้อยลง ขับง่ายขึ้น
นั่นทำให้นักออกแบบแอมป์สมัยใหม่ ให้ความสำคัญกับ ความสมดุลของความถี่ตอบสนองมากขึ้น ด้วยการ “เกลี่ย” กำลังขับของแอมป์ไปที่ความถี่ต่างๆ เสมอกัน และหันมาปรับปรุงความสามารถในการจ่ายกำลังได้เร็วขึ้น ให้ความสำคัญกับการจ่ายกำลังให้กับช่วงแผ่วเบาของเพลงที่แม่นยำมากขึ้น ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้ว กำลังขับของแอมป์ที่ถูกใช้ไปในการขับดันเสียงเพลงทั่วๆ ไปที่เราฟังกันจะอยู่ราว 5 – 10 วัตต์ เท่านั้น ส่วนกำลังขับจำนวนมหาศาลที่มีอยู่ก็จะถูกเก็บสำรองไว้ในสภาวะที่ต้องเจอกับสัญญาณฉับพลัน (transient) ที่รุนแรงเท่านั้น ไม่ได้ดึงออกมาใช้พร่ำเพรื่อ..

ที่เกริ่นมาซะยืดยาวนั้นก็แค่อยากจะบอกว่า ภาคขยาย 200W ในตัว Platina Integrated มันมีพฤติกรรมแบบที่ว่ามาข้างต้นนั่นเอง คือตอนแรกผมก็คาดว่าเสียงมันจะออกมาตูมตาม ปึ้กปั้ก แต่ที่ไหนได้ กลายเป็นว่ามันมาในแนวสุขุมนุ่มลึกซะงั้น.. พูดมาอย่างนี้ ไม่ได้หมายความว่ามันจะออกมาทางตุ๋มติ๋ม อ่อนยวบยาบนะ คือเทียบกับตัวเลขกำลังขับที่มากมายของมันแล้ว ตอนแรกก็คิดว่ามันน่าจะออกมาแนวตึงตัง แต่จริงๆ แล้วพบว่ามันสามารถปรับแนวเสียงของมันเองให้มี “ลีลา” ไปตามจังหวะของเพลงได้กว้างมากนั่นเอง คือถ้าเจอเพลงตึงตัง มันก็ตึงตังได้ เจอเพลงที่เคลื่อนไหวฉับไว มันก็ขยับตัวเร็วไปตามนั้นได้โดยไม่มีอาการอืด หรือหน่วง แสดงว่าภาคจ่ายไฟของ Platina Integrated ที่ป้อนให้กับภาคขยายต้องมีสปีดในการตอบสนองต่อสัญญาณอินพุตที่เร็วมาก

อัลบั้ม : Witches Brew (WAV-16/44.1)
ศิลปิน : Alexander Gibson & New Symphony Orchestra of London
สังกัด : Classic Records
ฟังเพลงจากอัลบั้มนี้แล้วชัดมาก.! ได้เห็นถึงประสิทธิภาพของภาคขยายในตัว Platina Integrated ปรากฏออกมาอย่างชัดเจน.! นั่นคือ “ความเร็ว” ในการจ่ายกำลังให้กับสัญญาณที่มีสปีดทันกับการปรากฏตัวของเสียงในแต่ละเสี้ยววินาทีที่สเกลเวลา playback บนจอแสดงผลขยับเคลื่อนไป นั่นทำให้สัญญาณทรานเชี้ยนต์ช่วงที่ทั้งวงโหมประโคมขึ้นมามันมีทั้งความฉับพลันและพลังที่พรั่งพรูออกมา “พร้อมกัน” กอปรเป็น “ความสด” ที่ฟังแล้วมโนให้เห็นภาพของวงออเคสตร้าที่บรรเลงอยู่ในฮอลล์ เป็นเสียงที่กระจ่าง เปิด เสียงเครื่องเป่าและเครื่องสายสลัดปลายเสียงออกไปได้จนสุด เป็นโทนเสียงยุคใหม่ที่ไร้สีสัน ไม่มีอาการอืด เฉื่อย หรือหน่วงรั้ง แสดงถึงความสามารถในการ “ฉีด” กำลังเข้าไปสนับสนุนสัญญาณอินพุตให้สามารถพุ่งทะลุความต้านทานของลำโพงออกไปได้อย่างหมดจดมาก.!
เพลง Gnomus จากบทประพันธ์ชุด Pictures at an Exhibition ผลงานของ Modest Moussorgsky คีตะกวีชาวรัสเซียผู้ล่วงลับ เป็นงานเพลงที่มีสีสันฉูดฉาด ช่วงเวลา 2:28 นาทีของเพลงนี้เต็มไปด้วยเสียงของเครื่องดนตรีที่สลับกันพุ่งเปิดขึ้นมาอย่างฉับไว และรุนแรง ซึ่งถ้าแอมป์ป้อนกำลังให้ลำโพงไม่ทัน ปลายเสียงของเครื่องดนตรีทั้งหมดจะรวมกันออกมาเป็นปื้น ไม่แยกตัวออกจากกันชัดๆ เหมือนอย่างที่ผมได้ยินจาก Platina Integrated ตัวนี้.!
เวลาทดสอบอุปกรณ์เครื่องเสียงช่วงหลังๆ มานี้ ผมจะให้ความสำคัญกับคุณสมบัติทางด้าน “ไทมิ่ง” มากเป็นพิเศษ เพราะผมพบว่า “ไทมิ่ง” ในการตอบสนองต่อสัญญาณอินพุตของชุดเครื่องเสียงในระบบเพลย์แบ็คเป็นปัจจัยสำคัญของ “ความเป็นดนตรี” มากกว่าคุณสมบัติด้านอื่น อาจจะเป็นเพราะไทมิ่งของระบบเพลย์แบ็คมันไปเกี่ยวข้องกับ “จังหวะ” ของเพลงโดยตรง คือถ้าระบบเพลย์แบ็คมี latency หรือมีอาการหน่วงช้าเกิดขึ้นในขั้นตอนเพลย์แบ็คหรือในขั้นตอนการขยายสัญญาณ จะส่งผลให้จังหวะของเพลงเปลี่ยนไปจากต้นฉบับที่ป้อนเข้าไปทางอินพุต ซึ่งถ้าฟังแบบไม่วิเคราะห์ อาจจะรู้สึกว่าเสียงเพลงนั้นมีความนุ่มนวล ฟังสบาย แต่สำหรับคนที่มี music appreciation ที่สามารถซึมซาบอรรถรสของเพลงได้ เมื่อฟังแล้วจะรู้สึกว่าเพลงนั้นมีอาการเฉื่อย จังหวะของเพลงผิดเพี้ยนไป ซึ่งจะส่งผลทำให้อรรถรสของเพลงด้อยลง ฟังแล้วไม่สามารถกระดิกเท้าตามจังหวะของเพลงได้
เครื่องเสียงที่อยู่ในระดับที่เรียกว่า “ดีพอใช้” นั้น มักจะให้ไทมิ่งในการตอบสนองความถี่ในย่าน “กลางลงไปทุ้มต้นๆ” ที่มีความถูกต้องเมื่อเทียบกับต้นฉบับที่รับเข้ามาทางอินพุต ซึ่งความถี่ในย่านกลางลงไปถึงทุ้มต้นๆ นั้นจะเป็นย่านความถี่ที่ครอบคลุมเสียงของเครื่องดนตรีที่อยู่ในส่วนของ rhythm section ที่มีหน้าที่ควบคุมจังหวะหรือ tempo ของเพลง เมื่อจังหวะของเพลงถูกต้อง คนฟังทั่วไปก็รับรู้ได้ถึงความเป็นดนตรีของเพลงนั้นเพราะสามารถขยับตัวไปตามจังหวะของเพลงได้ เครื่องเสียงชิ้นนั้นอาจจะมี “ไทมิ่ง” ในการตอบสนองกับความถี่ในย่านแหลมที่สูงมากๆ กับย่านทุ้มลึกๆ ที่ผิดเพี้ยนไป (ช้ากว่า, หรือเร็วกว่า) จากสัญญาณอินพุตที่รับเข้ามาก็ได้ ซึ่งเครื่องเสียงที่ถือว่ามี “คุณภาพสูง” จริงๆ จะต้องมีไทมิ่งในการตอบสนองสัญญาณได้เร็วทันกับต้นฉบับที่รับเข้ามาทางอินพุต “ตลอดทั้งย่านความถี่เสียง” แบบเรียลไทม์ คือไม่มีอาการหน่วงหรือเร่งในย่านเสียงใดๆ เกิดขึ้นเลย นั่นคือ อุดมคติ..!!!
ความสามารถในการฟังเพื่อตรวจจับในเรื่อง “ไทมิ่ง” ในการตอบสนองต่อสัยญาณอินพุตของอุปกรณ์เครื่องเสียงนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ถือว่ายากถ้ามีการชี้แนะและฝึกฝน ซึ่งคนที่มี music appreciation อยู่ในตัวจะฟังจับเรื่องไทมิ่งได้ง่ายกว่าคนที่ไม่มี “สัมผัส” ของความเป็นดนตรีอยู่ในตัว

อัลบั้ม : Live in Paris (FLAC-16/44.1)
ศิลปิน : Diana Krall
สังกัด : Verve/TIDAL (https://tidal.com/album/572120/u)
คุณภาพของ “เสียงกลาง” ก็มีความสำคัญมากรองลงมาจาก “ไทมิ่ง” ซึ่งแอมป์ที่ดีต้องสามารถถ่ายทอด “รายละเอียด” ของเสียงร้องของนักร้องชายและหญิงออกมาในลักษณะที่ฟังแล้วทำให้เกิดความ “รู้สึก” เหมือนกำลังฟังมนุษย์จริงๆ ร้องเพลงให้ฟัง ไม่ใช่แค่ “ได้ยิน” เสียงร้องแว่วมาเข้าหู ซึ่งแอมป์ที่ดีจะต้องมีคุณสมบัติในการถ่ายทอด “รายละเอียด” ในส่วนที่เป็น “ลักษณะอาการ” ที่นักร้องคนนั้นใช้ในการควบคุมคำร้องออกมาพร้อมกับ “เนื้อร้อง” แต่ละคำด้วย อย่างเช่น เสียงสูดลมหายใจเข้าก่อนจะปล่อยคำร้องออกมา หรือลักษณะการห่อปาก, เสียงลมลอดไรฟัน, ลักษณะการสะบัดปลายเสียง ไปจนถึงลักษณะการเอื้อนหางเสียงที่ลากยาว ฯลฯ ซึ่งเป็นอากัปกิริยาของมนุษย์ที่เกิดขึ้นในขณะร้องเพลง เมื่อได้ยินอากัปกิริยาเหล่านั้นผสมออกมากับคำร้อง จะทำให้ผู้ฟังสัมผัสถึง “อารมณ์” ที่นักร้องคนนั้นต้องการสื่อออกมากับคำร้องในแต่ละวรรคตอนได้ชัดเจนมากขึ้น
ทางด้านการออกแบบแอมป์เพื่อให้สามารถถ่ายทอด “รายละเอียด” ตามที่ว่ามาข้างต้นออกมาได้ สิ่งแรกที่นักออกแบบแอมป์ต้องทำให้ได้ก็คือ จัดการให้ noise ที่เกิดขึ้นในระบบทำงานของแอมป์ตัวนั้นมีปริมาณน้อยที่สุด ซึ่งจะไปสะท้อนออกมาทางตัวเลขสเปคฯ ในหัวข้อ S/N ratio กับค่า THD (Total Harmonic Distortion) ผมเข้าไปดูข้อมูลที่ระบุไว้ใน specification ของ Platina Integrated พบว่าระบุค่า S/N ratio วัดที่อินพุต XLR อยู่ที่ >110dB ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่ noise ต่ำมาก เมื่อเทียบกับมาตรฐานที่ 80dB ซึ่งเป็นระดับความดังของสัญญาณเสียงที่เริ่มกลบเสียง noise ได้ ส่วนผลรวมของค่า THD ก็อยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินมาก คือมีอยู่แค่ <0.0004% เท่านั้น.!!! จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่พื้นเสียงของอินติเกรตแอมป์ตัวนี้มีความสงัดมาก เผยให้ได้ยินรายละเอียดระดับ low level อย่างพวกบรรยากาศที่รายล้อมอยู่รอบๆ เสียงโน๊ตดนตรีและเสียงร้องได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อเป็นเพลงที่บันทึกการแสดงสดจะทำให้รับรู้ได้ถึงมวลบรรยากาศที่ห่อหุ้มเสียงทั้งหมดเอาไว้ ซึ่ง Platina Integrated แสดงออกมาให้สัมผัสกับงานเพลงของ Diana Krall อัลบั้ม Live in Paris ชุดนี้

อัลบั้ม : Red Hot Audiophile 2010 (DSF64)
ศิลปิน : Various Artist
สังกัด : Master Records
แอมป์ที่ดีนั้น นอกจากจะถ่ายทอดอากัปกิริยาของนักร้องออกมาได้แล้ว ถ้าถึงขั้นที่เรียกว่า “ดีมาก” นั้น แอมป์ตัวนั้นจะต้องสามารถแสดงคุณสมบัติส่วนที่เป็น “โทนเสียงเฉพาะตัว” หรืออัตลักษณ์ของนักร้องแต่ละคนออกมาให้รับรู้ได้ รวมถึงรายละเอียดส่วนที่เป็นฮาร์มอนิกไปจนถึงเรโซแนนซ์ของเสียงเครื่องดนตรีแต่ละชนิดออกมาได้ตรงกับธรรมชาติด้วย
การทดสอบประเด็นนี้ ใช้เสียงร้องจะจับง่ายที่สุด ผมทดลองฟังเสียงร้องของศิลปินที่อยู่ในอัลบั้มรวมเพลงชุด Red Hot Audiophile 2010 ตั้งแต่เพลงที่ 2 ต่อเนื่องไปจนถึงเพลงที่ 7 ซึ่ง Platina Integrated แสดงให้ผมรู้ว่า นักร้องทั้ง 6 คนนั้นมี “โทนเสียง” ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน อย่างเสียงของ Etta Cameron ที่ร้องเพลง What A Wonderful World จะออกทุ้ม โทนรวมออกไปทาง dark ในขณะที่เสียงของ Anita Meyer คนร้องเพลง You Needed Me แทรคถัดไปจะออกโทนสว่างกว่า รู้สึกได้ชัดถึงความแตกต่าง
จริงๆ แล้วตั้งใจฟังโทนเสียงของักร้องแต่ละคน แต่มีอีกอย่างหนึ่งที่แทรกเข้ามาในความสนใจ นั่นคือ ลักษณะการถ่ายทอดเสียงที่ “นิ่ง” มาก ซึ่งขณะที่ลองฟังอัลบั้มนี้ ผมใช้ลำโพง Magnepan ‘MG1.7i’ จับคู่กับ Platina Integrated ซึ่งใครๆ ก็รู้ว่าลำโพงแม็กกี้นั้นขับยาก ถ้าแอมป์ไม่ถึงไปไม่รอดแน่ แต่ Platina Integrated แสดงให้เห็นถึงความอึดถึกของมัน และพิสูจน์ให้เห็นว่า แอมป์ของแบรนด์นี้เป็นแบบ high current คือจ่ายกระแสได้สูง ตรงกับความต้องการของลำโพงแผ่นลักษณะนี้ เสียงที่ได้ออกมาจึงมีความนิ่ง ลื่นไหล ไม่อืด และไม่อั้น
ทดลองต่อ bi-amp
Platina Integrated ให้ช่องเอ๊าต์พุตสำหรับสัญญาณอะนาลอกมา 2 ช่อง เรียกว่า Analogue Outputs โดยติดขั้วต่อ XLR กับ RCA อย่างละช่อง ซึ่งเส้นทางเดินของสัญญาณที่ส่งออกทางสองช่องนี้มันไปวิ่งผ่านวอลลุ่มด้วย แต่จริงๆ แล้ว ทางผู้ผลิตเขาตั้งใจให้ใช้เป็นสัญญาณ Pre-Out ตอนที่คุณปรับตั้งการทำงานของตัว Platina Integrated เป็นโหมด “Pre” ซึ่งภาคเพาเวอร์แอมป์จะถูกปิดลง แต่ถ้าคุณปรับการทำงานของ Platina Integrated เป็น “Integrated” เพาเวอร์แอมป์ในตัวจะถูกเปิดทำงาน และสัญญาณที่ช่อง Analogue Outputs ก็จะถูกส่งออกไปด้วย ทำให้สามารถนำสัญญาณ Analogue Outputs ที่ว่านี้ไปใช้ป้อนให้เพาเวอร์แอมป์ภายนอก เพื่อให้ทำงานร่วมกับเพาเวอร์แอมป์ในตัว Platina Integrated ในรูปแบบที่เรียกว่าระบบ Bi-amp ได้



ผมทดลองเอาเพาเวอร์แอมป์ QUAD รุ่น Artera Stereo กำลังขับ 140W ที่ 8 โอห์ม มาทดลองเชื่อมต่อระบบ Bi-amp โดยใช้ขับลำโพง Totem Acoustics ‘The One’ ลองฟังเทียบกับใช้เพาเวอร์แอมป์ในตัว Platina Integrated เพียวๆ ซึ่งก็เพียงพอและฟังดีอยู่แล้ว แต่พอเพิ่มเพาเวอร์แอมป์ Artera Stereo เข้ามาอีกตัว เสียงนิ่งขึ้นอย่างชัดเจน วงเวทีเสียงขยายกว้างออกไปอีก คอนทราสน์ไดนามิกเนียนและลื่นมากขึ้น ช่วงพีคก็คุมปลายเสียงได้ดีขึ้น ไม่มีอาการสะบัด ไม่แตกปลาย.. สรุปคือ ใครใช้ลำโพงที่ให้ขั้วต่อสายลำโพงมา 2 ชุด แนะนำให้พิจารณาแนวทางการเชื่อมต่อระบบด้วยวิธี Bi-amp ลักษณะนี้ มันให้ผลลัพธ์ที่น่าทึ่งมาก..!!!
สรุป
หลังจากลองเล่นแล้ว ผมอยากจะบอกว่า Platina Integrated เป็น “การกระโดด” ครั้งสำคัญของ QUAD ที่ “ก้าวข้าม” สถานะของแบรนด์ระดับมิดเอ็นด์ (ยุคใหม่) ขึ้นมาถึงระดับไฮเอ็นด์ฯ (ยุคใหม่) ได้อย่างน่าชื่นชม นักออกแบบที่ QUAD ทำการบ้านมาดี พวกเขาเสริมคุณสมบัติที่จำเป็นสำหรับการเป็นอินติเกรตแอมป์ระดับไฮเอ็นด์ฯ เข้ามาจนครบ ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังได้ทำการปรับจูน “เสียง” ของอินติเกรตแอมป์ตัวนี้ให้มีคุณสมบัติที่นักเล่นฯ ระดับไฮเอ็นด์ฯ ยอมรับอีกด้วย
นี่คือหนึ่งในอินติเกรตแอมป์ที่น่าสนใจมากตัวหนึ่งในยุคนี้..!!!
***************************
ราคา : 150,000 บาท / เครื่อง
***************************
นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย
HiFi Tower
โทร. 02-881-7273-5
facebook: @hifitowerShop
LineID: @hifitower



