รีวิวเครื่องเสียง Harbeth รุ่น M30.2 XD ลำโพงเรฟเฟอเร้นซ์ มอนิเตอร์

คำว่า มอนิเตอร์ถูกใช้กันเกร่อมากในวงการของผู้ผลิตลำโพงสำหรับเครื่องเสียงบ้าน เข้าใจว่าผู้ผลิตลำโพงที่ใช้คำนี้กำกับมากับลำโพงของพวกเขา น่าจะพยายามสื่อสารว่า ลำโพงรุ่นนั้นถูกจูนเสียงมาให้มี พฤติกรรมไปในทิศทางเดียวกัน หรือในความหมายเดียวกันกับลำโพงมอนิเตอร์ที่ซาวนด์เอ็นจิเนียร์ใช้งานอยู่ในสตูดิโอ หรือ… ในอีกความหมาย เป็นไปได้มั้ยว่า ผู้ผลิตลำโพงเหล่านั้น แค่อยากจะใช้คำว่า monitor นี้เพื่อประกาศให้รู้ว่า ลำโพงรุ่นนี้ พวกเราปรับจูนมันออกมาตามแนวทางที่พวกเราอ้างอิงนะ (ซึ่งไม่เหมือนใครแน่นอน)..??? หรือในอีกความหมาย คำว่า monitor ที่ว่านี้อาจจะถูกใช้ในความหมายที่จำเพาะเจาะจงให้รู้ว่า ลำโพงรุ่นนี้ถูกปรับจูนมาเพื่อใช้เป็นลำโพงอ้างอิงสำหรับงานเฉพาะทางโน่น.. นี่.. นั่น อะไรแบบนี้..???

จะว่าไปแล้ว ถ้าลองเช็คลำโพงที่ระบุตัวเองว่าเป็น ‘monitorดูจะพบว่า คำนี้มักจะถูกใช้กันเยอะช่วงปี 60s – 70s ซึ่งเป็นช่วงที่เครื่องเสียงบ้านกำลังเฟื่องฟู ซึ่งในอดีตนั้น วงการโปรเฟสชั่นแนล (studio) กับวงการเครื่องเสียงบ้าน (home use) ไม่ได้พัฒนาระบบเสียงไปบนมาตรฐานเดียวกัน ทำให้มาตรฐานการอ้างอิง (reference standard) ที่ใช้ในการออกแบบและผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคและลำโพงที่ใช้งานในสภาพแวดล้อมที่ต่างกัน อย่างในสตูดิโอและในบ้านทั่วไปจะใช้ระบบและมาตรฐานที่ต่างกัน แต่เนื่องจากวงการโปรเฟสชั่นแนลดำเนินงานเป็นธุรกิจ จึงมีความจำเป็นในการใช้งานลำโพงที่สามารถอ้างอิงได้อย่างแม่นยำตามมาตรฐานที่ใช้ในวงการสตูดิโอ ผู้ผลิตลำโพงป้อนให้กับสตูดิโอจึงต้องปรับจูนลำโพงของพวกเขาให้เข้าสู่มาตรฐานโปรเฟสชั่นแนล ไม่สามารถใส่ความเป็นตัวเองลงไปได้ ไม่เหมือนลำโพงที่พวกเขาทำออกมาป้อนให้กับตลาดเครื่องเสียงบ้านที่ไม่มีใครมากำหนดกฏเกณฑ์ ด้วยเหตุนี้ ลำโพงที่อยู่ในตลาดเครื่องเสียงบ้านจึงมี โทนเสียงที่หลากหลายมาก ไม่ได้มีบุคลิกของความเป็น ‘monitorเหมือนลำโพงที่ใช้ในสตูดิโอ

จุดกำเนิด Harbeth จากลำโพงมอนิเตอร์ของ BBC

คำว่า มอนิเตอร์ที่กำกับใช้กับลำโพงแบรนด์ Harbeth มีที่มาที่ชัดเจน และถูกนำมาใช้อย่างมีเหตุผล เนื่องเพราะคุณ Dudley Harwood เจ้าของคนก่อตั้งแบรนด์ Harbeth แกทำงานอยู่กับ BBC หรือ British Broadcasting Corporation มาก่อน ซึ่งเป็นสถานีออกอากาศสัญญาณเสียงผ่านคลื่นวิทยุของประเทศอังกฤษที่ให้บริการทั่วไป BBC แห่งนี้ถูกระบุว่าเป็นสถานีวิทยุระดับประเทศที่มีอายุเก่าแก่มากที่สุดในโลก ให้บริการเผยแพร่ข่าวสารออกไปทั่วโลก มีศูนย์กลางอยู่ที่ประเทศอังกฤษ

คุณ Dudley Harwood (คนขวา) ผู้ก่อตั้งและคนออกแบบดั้งเดิมของ Harbeth กับ Alan Shaw (คนซ้าย) ที่มาสานต่อตำนานของ Harbeth

คุณฮาร์วู๊ดแกทำงานเป็นช่างเทคนิคอยู่ในฝ่าย Research Department ของ BBC ระหว่างทำงานอยู่ที่นั่น เขาค้นพบวัสดุพลาสติกชนิดใหม่ (ในขณะนั้น) ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมมากในการนำมาทำเป็นไดอะแฟรม (กรวย หรือ cone) ของไดเวอร์มิด/วูฟเฟอร์ และนำมาใช้ออกแบบลำโพงมอนิเตอร์ที่ BBC ใช้งานอยู่ โดยที่ทาง BBC ยินยอมให้เขาจดสิทธิบัตรวัสดุตัวนี้ หลังจากเกษียณอายุออกจาก BBC คุณ Harwood ก็เริ่มธุรกิจผลิตลำโพง โดยเปิดบริษัท Harbeth ขึ้นมาและให้กำเนิดลำโพงรุ่นแรกของเขาออกมา ชื่อรุ่น HL Monitor เมื่อปี 1977 ซึ่งเป็นลำโพงที่ใช้ไดเวอร์มิด/วูฟเฟอร์ที่ทำจากวัสดุพลาสติกแบบใหม่ ซึ่งก็คือวัสดุ Polypropylene นั่นเอง ต่อมาภายหลัง ประมาณปี 1985 ฮาร์วู๊ดก็ได้รู้จักกับวัสดุพลาสติกที่พัฒนาต่อเนื่องมาจากโพลีโพรไพลีนขึ้นไปอีกขั้น ซึ่งช่วยแก้ไขอาการเสียงแห้ง ที่เกิดจากความถี่ย่านกลางสูงที่สร้างขึ้นจากไดเวอร์มิด/วูฟเฟอร์ตัวเดิมที่ต่อเชื่อมกับเสียงแหลมตอนล่างที่มาจากทวีตเตอร์ วัสดุตัวใหม่ที่ว่านี้มีการเพิ่มยางสังเคราะห์เข้าไปในเนื้อวัสดุโพลีโพรไพลีนเดิม ทำให้ได้มวลของไดอะแฟรมที่เหมาะสมกับการสร้างความถี่กลางมากขึ้น ช่วยแก้ปัญหาเสียงกลางสูงช่วงต่อเชื่อมกับแหลมตอนล่างของทวีตเตอร์ที่มีอาการแห้งลงได้

เมื่อ Alan Shaw เปลี่ยนจากแฟนคลับของ Harwood มาเป็นผู้สานต่อ Harbeth

Alan Shaw กับ Harbeth รุ่น Monitor 40

Harwood ดูแล Harbeth ต่อมาอีกสิบปี ในช่วงเวลานั้น เขาพัฒนาลำโพงต่อเนื่องมาอีก 2 เจนเนอเรชั่น คือ MK 2 และ MK 3 ในตอนท้ายก่อนที่ Harbeth จะเปลี่ยนมือไป เป็นช่วงที่ฮาร์วู๊ดพยายามพัฒนา MK 4 แต่ยังไม่ทันสำเร็จ เขาก็ประสบปัญหาซัพพลายของไดเวอร์ซะก่อน ซึ่งในช่วงนั้นเอง Alan Shaw ซึ่งมีความชื่นชอบศรัทธาในตัวของฮาร์วู๊ดอยู่ก่อนก็เข้ามารับช่วงบริหาร Harbeth ต่อจากฮาร์วู๊ดและนำพา Harbeth มาจนถึงทุกวันนี้

พัฒนาการของรุ่น Monitor 30 ของ Harbeth

ถ้าเรียงจากรุ่นใหญ่ลงมา M30.2 XD จะจัดอยู่ในลำดับที่ 3 รองจากรุ่น SHL5plus XD ซึ่งเป็นรุ่นรองท๊อป กับรุ่น M40.3 XD ที่เป็นรุ่นใหญ่สุด

ออริจินัลของรุ่น ‘Monitor 30ของ Harbeth คลอดออกมาเมื่อปี 1977 ซึ่ง Hudley Harwood ตั้งใจออกแบบมาเพื่อให้ซาวนด์เอนจิเนียร์ใช้เป็นมอนิเตอร์ขนาดเล็กสำหรับงานมาสเตอริ่งในสตูดิโอ โดยเอาพื้นฐานดีไซน์มาจากลำโพงมอนิเตอร์ของ BBC รุ่น LS5/9 ซึ่งในยุคแรกนั้น ฮาร์วู๊ดออกแบบให้ Monitor 30 ใช้ขั้วต่อสายลำโพงแยก 2 ชุด หลังจากนั้น ฮาร์วู๊ดกับทีมออกแบบได้ทำการปรับปรุงในระดับไมเนอร์เช้งค์มาโดยตลอด จนถึงปี 2012 ตกมาถึงยุคของอลัน ชอว์ เขาได้ทำการปรับปรุง Monitor 30 ออกมาเป็นเวอร์ชั่น M30.1 ฉลองครบรอบ 35 ปี ลดขั้วต่อสายลำโพงลงเหลือชุดเดียวพร้อมการเปลี่ยนแปลงภายในอีกหลายจุด

ต้องชื่นชมการดำเนินธุรกิจของอลัน ชอว์ที่เขาและทีมขายสามารถดันแบรนด์ Harbeth ให้เป็นที่นิยมต่อเนื่องมาได้ตลอด ซึ่งนั่นส่งผลต่อความนิยมของลำโพงแต่ละรุ่นที่ทำออกมา ให้สามารถยืดอายุยืนยาวจนถึงปัจจุบันได้อย่างต่อเนื่องมาถึงค่อนศตวรรต จนถึงปี 2017 อลัน ชอว์ก็นำทีมออกแบบลุกขึ้นมาจับ M30.1 อัพเกรดใหม่อีกรอบเพื่อฉลองครบรอบปีที่ 40 ของรุ่น Monitor 30 จนได้ออกมาเป็นโฉมใหม่รุ่น M30.2 เวอร์ชั่น 40th Anniversary Edition ที่มีบอดี้สวยงานที่สุดในจำนวนทั้งหมดที่เคยทำออกมา.!

รุ่น M30.2 40th Anniversary Edition

ใครได้เห็นก็ต้องยอมรับว่า ตัวตู้ของรุ่น M30.2 เวอร์ชั่น 40th Anniversary Edition สวยมากจริงๆ ผิวตู้ถูกปกคลุมด้วยวีเนียร์ยูคาลิปตัสสีเงิน และยังมาพร้อมการจรุงปรุงโฉมทั้งภายนอกและภายในอีกหลายจุด จัดครอสเมติกเข้าไปเต็มที่ อาทิเช่น เปลี่ยนสายไวริ่งภายในใหม่เป็นสายที่ใช้ตัวนำทองแดงบริสุทธิ์เกรด OFC (Oxygen Free Copper) ทั้งหมด, เปลี่ยนคาปาซิเตอร์ในวงจรครอสโอเว่อร์ และเปลี่ยนขั้วต่อสายลำโพงมาใช้รุ่นใหม่ NextGen แบรนด์ WBT ของเยอรมัน

M30.2 XD เวอร์ชั่นล่าสุด.!

ต่อจากเวอร์ชั่น M30.2 40th Anniversary Edition ก็มาถึงเวอร์ชั่นล่าสุดคือ M30.2 XD ซึ่งผู้ผลิตชี้แจงถึงเหตุผลในการให้กำเนิดซีรี่ย์ XD เอาไว้ในเว็บไซต์อย่างชัดเจนว่า บริษัทเล็กๆ ของพวกเขาไม่สามารถแบกรับกับไลน์การผลิตลำโพงที่มีความแตกต่างกันมากถึง 45 รูปแบบได้อีกแล้ว เนื่องจากที่ผ่านมา ในโรงงานผลิตของพวกเขาต้องแบกรับกับการผลิตลำโพงในซีรี่ย์มาตรฐาน (Standard Series) และซีรี่ย์ที่ทำออกมาฉลองวาระพิเศษ (Anniversary Series) ตลอดเวลาจนเกินความสามารถในการผลิตจะรับไหว ประกอบกับซีรี่ย์ที่เป็น Anniversary ก็ออกมานานพอแล้ว อลัน ชอว์จึงตัดสินใจหลอมรวมรุ่นทั้งหมดที่พวกเขามีอยู่มากถึง 45 รุ่นนั้นให้ลดลงมาเหลือแค่ 16 รุ่น แล้วตั้งชื่อใหม่เป็น XD Series เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการผลิตที่สูงขึ้นด้วย

สรุปแล้ว XD Series คือการหลอมรวมระหว่าง Standard Series กับ Anniversary Series เข้าด้วยกัน แต่อลันกับทีมของเขาไม่ได้ทำเพียงแค่นั้น เนื่องจากช่วงที่ผ่านมา พวกเขาลงทุนไปกับเครื่องมือในการตรวจวัดคุณภาพเสียงของลำโพงเยอะมาก ทำให้พวกเขามีวิธีการตรวจสอบคุณภาพเสียงที่ลงลึกได้ละเอียดมากกว่าสมัยก่อน จึงสามารถลงไปปรับแก้ไขปัญหาของการตอบสนองความถี่ในระดับไมโครที่เครื่องมือวัดสมัยก่อนไม่สามารถมองเห็น เมื่อตรวจพบข้อตำหนิ อลันและทีมออกแบบจึงลงมือแก้ปัญหาเหล่านั้นด้วยการออกแบบและปรับจูนอุปกรณ์บนแผงวงจรเน็ทเวิร์คบางส่วนใหม่ อย่างเช่น คาปาซิเตอร์, รีซีสเตอร์ และขดลวดที่ทำขึ้นมาเองเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านั้นโดยเฉพาะ จึงกลายมาเป็นเวอร์ชั่น XD ที่ว่านี้

รูปร่างและหน้าตายังคงคลาสสิกเหมือนเดิม

จุดขายอีกอย่างหนึ่งของลำโพง Harbeth ก็คือคำว่า “Handmadeจากข้อมูลในเว็บไซต์ระบุว่า ลำโพงทุกคู่ของ Harbeth ถูกประกอบขึ้นด้วยมือที่โรงงานของพวกเขาเอง อยู่ในหมู่บ้าน Lindfield ใจกลางเมือง West Sussex ถ้าพิจารณาที่ตัวตู้คุณจะมองเห็นร่องรอยของคำว่า แฮนด์เมดปรากฏอยู่โดยทั่วไป ช่างฝีมือแต่ละคนที่ดูแลการประกอบก็ล้วนเป็นคนเก่าแก่ที่ทำงานอยู่กับแบรนด์มานานหลายสิบปีทั้งนั้น

Dudley Harwood กับทีมออกแบบที่ BBC อยู่ทางฝั่งของนักออกแบบที่เชื่อว่า ตู้ลำโพงเป็นส่วนหนึ่งของต้นกำเนิดเสียง เหมือนเครื่องดนตรีอะคูสติกประเภทกีต้าร์และไวโอลิน ประกอบกับความต้องการของทางต้นสังกัดคือสถานีวิทยุ BBC ที่อยากได้มอนิเตอร์ที่ให้ เสียงคนที่เหมือนจริงมากที่สุด ซึ่งฮาร์วู๊ดพบว่า ถ้าแด้มป์ตู้เยอะๆ จะไม่สามารถสร้างเสียงคนที่เหมือนจริงออกมาจากไดเวอร์ได้ เขาจึงเอาเรโซแนนซ์ของตัวตู้เข้ามาคำนวนร่วมกับการทำงานของไดเวอร์ด้วย ผนังตู้จึงไม่หนามากเพื่อให้มันสั่นได้ แต่ก็มีการใช้แผ่นไม้บางๆ ปิดทับบนแผงหน้าแล้วยึดด้วยสกรูเพื่อช่วยควบคุมเรโซแนนซ์ให้อยู่ในย่านความถี่ที่ต้องการ ด้วยเหตุข้างต้น มีผลให้ตู้ของ M30.2 XD ไม่หนักมากเหมือนลำโพงอื่นๆ ที่มีขนาดตัวตู้ใกล้เคียงกัน

ไดเวอร์

M30.2 XD ป็นลำโพงสองทาง ที่แยกความถี่ตอบสนองตั้งแต่ 50Hz – 20kHz ออกเป็น 2 ส่วน โดยยกให้เป็นหน้าที่ไดเวอร์สองตัวช่วยกันสร้างความถี่ทั้งหมดนั้นออกมา หน้าที่ในการถ่ายทอดความถี่เสียงตั้งแต่ย่านกลางสูงขึ้นไปถึงแหลมทั้งหมดเป็นของทวีตเตอร์ซอฟท์โดมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 25 .. (1 นิ้ว) ซึ่งผลิตให้ตามสเปคฯ ของ Harbeth โดย SEAS มีคุณสมบัติเด่นตรงที่ทนกำลังขับได้สูง เนื่องจากวอยซ์คอยของทวีตเตอร์ตัวนี้ถูกแช่อยู่ในแม่เหล็กเหลวเพื่อช่วยระบายความร้อนนั่นเอง

ส่วนความถี่ตั้งแต่ย่านกลางลงไปถึงทุ้มทั้งหมดรับหน้าที่โดยไดเวอร์มิด/วูฟเฟอร์ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 8 นิ้ว ซึ่งเป็นไดเวอร์ที่ทางฮาร์เบ็ธพัฒนาขึ้นมาเอง จุดเด่นอยู่ที่วัสดุที่ใช้ทำไดอะแฟรม เป็นโพลีเมอร์ชนิดพิเศษ ซึ่งเป็นผลิตผลที่ได้มาจากโครงการค้นคว้าพัฒนาที่ชื่อยาวเฟื้อยว่า “Research And Development Into Advanced Louspeaker” (ย่อสั้นๆ ว่า RADIALTM) ซึ่งใช้เวลาค้นคว้ากันยาวนานถึง 5 ปี จนได้วัสดุโพลีเมอร์ที่ว่านี้ ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษที่เหมาะกับการนำมาใช้ทำไดอะแฟรมของไดเวอร์ เพราะมีมวลต่ำ น้ำหนักเบา และสามารถควบคุมเรโซแนนซ์ได้

การพัฒนาปรับปรุงจากเวอร์ชั่น 40th Anniversary Edition มาเป็น XD สำหรับรุ่น M30.2 นี้ไม่ได้ทำอะไรกับไดเวอร์ทั้งสอง รวมถึงท่อระบายเบสที่อยู่บนแผงด้านหน้าตรงมุมซ้ายเหนือทวีตเตอร์ก็ยังคงเหมือนเดิม ส่วนที่ทำไปอยู่ที่วงจรเน็ทเวิร์คเกือบทั้งหมด

ขั้วต่อสายลำโพง

อลัน ชอว์เปลี่ยนขั้วต่อ WBT NextGen ที่ใช้ในรุ่นฉลอง 40th Anniversary Edition กลับมาเป็นขั้วต่อที่ทำขึ้นมาเอง เป็นขั้วต่อที่ทำด้วยส่วนประกอบที่เป็นโลหะ แข็งแรง สวยงาม สามารถยึดสายลำโพงได้หลายรูปแบบ ทั้งหางปลา, บานาน่า ไปจนถึงเสียบสายเปลือยก็ได้

แม็ทชิ่ง

ในสเปคฯ ของ M30.2 XD มีข้อมูลที่มีประโยชน์กับการแม็ทชิ่ง+เซ็ตอัพอยู่ 7 ข้อ ที่อยู่ในไฮไล้ท์สีแดงตามภาพด้านบน สำหรับขั้นตอนแม็ทชิ่งก็มีข้อมูล Impedance, Sensitivity, Amplifier Suggestion, Power Handling ส่วนหัวข้อ Frequency Response, Space Needs กับ Stands นั้นมีประโยชน์ตอนเซ็ตอัพและไฟน์จูนเสียง

อิมพีแดนซ์ของ M30.2 XD จัดไว้ที่ 6 โอห์ม พร้อมกำกับว่า “easy to driveซึ่งน่าจะบอกเป็นนัยๆ ให้รู้ว่า อิมพีแดนซ์ของ M30.2 XD ตัวนี้มีแนวโน้มว่าจะสวิงลงต่ำกว่า 6 โอห์มไม่มาก และด้วยมาตรฐานทางด้านกำลังขับของแอมป์ในปัจจุบันที่สูงขึ้นมาก ที่โหลด 8 โอห์มจึงถือว่าเป็นโหลดที่ขับง่ายแล้วถ้าเทียบกับอดีตในยุคที่แอมป์มีกำลังขับต่ำ ด้วยเหตุนี้ ตัวเลขอิมพีแดนซ์ 6 โอห์มของ M30.2 XD ถือว่าไม่ใช่ประเด็นหนักใจสำหรับการแม็ทชิ่ง เพราะเมื่อย้อนไปดูตัวเลข Power Handling ที่บอกให้รู้ถึงขีดความสามารถในการรองรับกำลังขับ (ที่ตีออกมาเป็นสัญญาณดนตรีเพียวๆ ไม่รวม distortion) ระบุไว้แค่ 150W ซึ่งอ้างอิงกับ 6 โอห์ม ถ้าคำนวนมาที่ 8 โอห์ม ก็เหลือแค่ประมาณ 112.5W เท่านั้น หาแอมป์ขับไม่ยากเลย แต่… มาสะดุดนิดนึงตรง Sensitivity ที่แจ้งไว้แค่ 85dB ซึ่งอยู่ในข่าย ประสิทธิภาพต่ำ” (<88dB = ต่ำ, 88dB – 90dB = ปานกลาง และ >90dB = สูง) ความหมายคือ ต้องการแอมป์ที่มี กำลังสำรองสูงๆ หน่อยเสียงถึงจะออกมาดี ลำโพงที่มีอิมพีแดนซ์+ความไวที่ค่อนไปทางต่ำ เป็นตัวเลขที่บอกเป็นนัยให้รู้ว่า ลำโพงคู่นั้นจะให้ไดนามิกเร้นจ์ที่สวิงได้กว้าง ซึ่งดี.. แต่ก็ต้องการแอมป์ที่มีกำลังสำรองถึงๆ หน่อย

ตามสูตรของผม แอมป์ที่คาดหวังว่าขับลำโพงได้ดี ควรจะต้องมีกำลังขับ อย่างน้อยไม่ต่ำกว่า กำลังขับสูงสุดที่ลำโพงแนะนำ x 75%นั่นคือ 112.5 x 75% = 84.375W หรือกลมๆ ก็ประมาณ 85W ถือว่าสิวๆ มากครับ แอมป์ที่มีกำลังขับ 85W ดีๆ สมัยนี้หาไม่ยาก ราคาก็ไม่สูงด้วย แต่สำคัญคือควรจะเป็นแอมป์ 85W ที่มีสำรองสักสองเท่า นั่นคือ 85W ที่ 8 โอห์ม และสวิงได้เป็น 170W ที่ 4 โอห์ม กำลังสวย สาเหตุที่แนะนำไว้แบบนี้ก็เพราะตัวเลขความไวของ M30.2 XD อยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างต่ำคือ 85dB ต้องหากำลังสำรองของแอมป์ตุนไว้หน่อย แต่ถ้าหาแอมป์ที่ระบุกำลังสำรองไม่ได้จริงๆ เพราะแอมป์ระดับกลางๆ โดยมากมักจะไม่บอกกำลังสำรอง เนื่องจากส่วนใหญ๋จะสำรองไว้ไม่ถึง 100% คือไม่ได้เบิ้ลสองเท่าเมื่ออิมพีแดนซ์ลดลงครึ่งหนึ่ง กรณีนี้ ให้เลือกแอมป์ที่มีกำลังขับประมาณ 100W ที่ 8 โอห์ม ไว้ก่อน เพราะถ้าแอมป์เหล่านั้นมีกำลังสำรองแค่ 50% ที่โหลด 4 โอห์ม ก็ยังได้กำลังขับขึ้นมาถึง 150W พอจ่ายให้สวิงของลำโพงได้อยู่

ส่วนอีกตัวเลขที่เกี่ยวข้องกันคือ Amplifier Suggestion ระบุไว้ว่า แนะนำแอมป์ที่มีกำลังขับตั้งแต่ 25W ต่อข้างขึ้นไปโดยไม่จำกัดประเภทของแอมป์ (works with a wide range of amplifiers) แสดงว่าแอมป์โซลิดทั้ง class A, คลาส AB หรือคลาส class D หรือแม้แต่แอมป์หลอดก็ใช้กับลำโพงคู่นี้ได้ทั้งหมด แต่ที่ต้องตั้งข้อสังเกตไว้หน่อยก็คือ ถ้าใช้แอมป์ที่มีกำลังขับต่ำๆ ประมาณ 20 – 50W ก็แนะนำให้มองที่แอมป์หลอดไว้ก่อน

ในการแม็ทชิ่งแอมป์เข้ากับ M30.2 XD คู่นี้ผมทดลองใช้แอมป์หลายตัวด้วยกัน ซึ่งในจำนวนทั้งหมดนั้น ผมพบว่า แอมป์ที่จับกับ M30.2 XD แล้วได้เสียงออกมาในระดับที่ ใช้อ้างอิงสำหรับประสิทธิภาพสูงสุดของลำโพงคู่นี้ได้ก็คือตอนจับกับอินติเกรตแอมป์ของ Nagra รุ่น Classic INT ที่มีกำลังขับข้างละ 100W ที่โหลด 8 โอห์ม (REVIEW) โดยไม่ได้ระบุตัวเลขของกำลังสำรองไว้ เสียงที่ออกมาจากคู่ M30.2 XD + Classic INT ให้ค่าเฉลี่ยที่น่าพอใจในทุกด้าน แถมด้วยคุณสมบัติของเฟสที่ดีเยี่ยม มิติ+เวทีเสียง+รายละเอียด อยู่ในเกณฑ์ที่ดีมากซึ่งให้ sense หรือผัสสะของคำว่า ‘studio monitorออกมาได้ใกล้เคียงกว่าแอมป์ทุกตัวที่นำมาทดลองขับ M30.2 XD ในครั้งนี้ ใครที่ต้องการได้ยินจุดสูงสุดของ M30.2 XD ถ้างบประมาณถึง แนะนำไปที่ Classic INT เลย.!

แอมป์ที่มีกำลังขับ ต่ำสุดที่ใช้ขับ M30.2 XD (แต่ไม่ได้เป็นตัวที่ต่ำสุดในครั้งนี้) แต่ให้ค่าเฉลี่ยของเสียงออกมาในเกณฑ์ที่ ยอมรับได้เมื่อเทียบกับราคาของแอมป์ก็คือ LEAK รุ่น Stereo 230 ที่ให้กำลังขับข้างละ 75W ที่ 8 โอห์ม และสวิงได้เป็น 115W ต่อข้างที่ 4 โอห์ม ถ้าคำนวนมาที่ 6 โอห์มก็น่าจะอยู่แถวๆ 95W มากกว่ากำลังขับที่เป็นระยะหวังผลของลำโพงคู่นี้คือ 85W เสียงที่ออกมาเมื่อเทียบกับเสียงที่ได้จากการขับด้วย Classic INT แล้ว คู่ M30.2 XD + Stereo 230 น่าจะทำได้ประมาณ 60-65% ซึ่งถือว่าสุดยอดแล้วเมื่อเทียบกับราคาของแอมป์..!!!

Audiolab รุ่น 9000A (REVIEW) ก็เป็นอินติเกรตแอมป์อีกตัวหนึ่งที่ดูจากราคาแล้วเหมือนจะคนละระดับเมื่อเทียบกับราคาของ M30.2 XD แต่ผลทางเสียงที่ออกมาก็อยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้เลย กรณีที่ห้องไม่ใหญ่มาก ให้แนวเสียงที่เปิดเผย รายละเอียดจะแจ้ง เสียงกลางเด่น เทียบสัดส่วนกับเสียงที่ขับโดย Nagra Class INT ก็น่าอยู่ราวๆ 65-70%

McIntosh รุ่น MAC7200 เป็นอินติเกรตแอมป์โซลิดสเตทที่มีดีไซน์คล้ายหลอด โดยให้กำลังขับข้างละ 200W เท่ากันตลอดตั้งแต่โหลดที่ 8 โอห์มลงไป 4 โอห์มจนถึง 2 โอห์ม ถ้าคำนวนคร่าวๆ ที่โหลด 6 โอห์มก็น่าจะได้กำลังขับอยู่ราวๆ 300W ซึ่งมากกว่าความต้องการของ M30.2 XD เกิน 3 เท่า.!! ผลทางเสียงที่ออกมารวมๆ ก็ถือว่าดี แต่จะมีอาการดันๆ ล้นๆ ออกมาให้รู้สึกอยู่เหมือนกัน ส่วนตัวแล้วผมไม่ชอบเสียงที่คู่นี้ให้ออกมาเพราะมันไม่ผ่อนคลายเท่าที่ควร

ตอนท้ายของการทดสอบ ผมทดลองใช้ชุดปรีแอมป์ Ayre Acoustic รุ่น K-5 จับคู่กับเพาเวอร์แอมป์ Usher Audio รุ่น Reference 1.5 (REVIEW) ซึ่งให้กำลังขับอยู่ที่ 150W ต่อข้างที่ 8 โอห์ม และ 260W ต่อข้างที่ 4โอห์ม ซึ่งเป็นกำลังขับที่สูงกว่าตัวเลขสูงสุดที่ M30.2 XD รับได้อยู่นิดหน่อย เสียงออกมาดีเลย.. ทุกอย่างหลุดตู้ออกมาหมด รายละเอียดกระจ่างพร่างพราย เวทีเสียงฉีกกว้าง เทียบกับตอนขับด้วย Classic INT แล้ว โทนเสียงของคู่ K-5 + R-1.5 เมื่อจับกับ M30.2 XD มันออกไปทางบู๊ๆ หน่อย ในขณะที่จับกับ Classic INT จะได้ความละเมียดละมัยออกมามากกว่า รายละเอีนดที่แสดงอารมณ์ของศิลปินที่ซุกซ่อนอยู่ถูกเปิดเผยออกมาให้สัมผัสได้มากกว่า เสียงกลางลอยตัวออกมามากกว่า ในขณะที่คู่ K-5 + R-1.5 จะให้เสียงกลางที่หลุบจมลงไปนิดนึง ฟังจากเสียงร้องจะรู้สึกได้ชัด คล้ายกับว่าแด้มปิ้งของคู่ K-5 + R-1.5 จะควบคุมเสียงของ M30.2 XD มากไปนิดๆ แต่ก็เป็นผลดีกับบางเพลง บวกลบข้อดีช้อด้อยรวมๆ กันแล้ว คู่ K-5 + R-1.5 ขับ M30.2 XD ออกมาได้ประมาณ 80-85% ของ Classic INT + M30.2 XD

เซ็ตอัพ

ทางผู้ผลิตแนะนำให้วาง M30.2 XD บนขาตั้งที่ทำให้ความสูงของทวีตเตอร์อยู่ในระดับเดียวกับความสูงของหูขณะนั่งฟัง ซึ่งโดยปกติ ความสูงของขาตั้งของลำโพงที่มีขนาดตู้ประมาณนี้จะอยู่ที่ 22 – 24 นิ้ว แต่ทาง Harbeth ไม่ได้ทำขาตั้งของพวกเขาออกมา ทางตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทยคือ Sound Box ส่งขาตั้งที่มีความสูง 24 นิ้ว มาให้ใช้คู่กัน เป็นขาตั้งที่มีขา 4 ขาของแบรนด์ Hi-Fi Racks ทำด้วยไม้ทั้งตัว นอกจากเสาทั้งสี่เสาที่ใช้เป็นขาทำด้วยไม้แล้ว แพลทล่างที่เป็นฐานและแพลทบนที่ใช้รองรับตัวลำโพงก็ทำด้วยไม้

ช่วงที่ทดลองขับด้วยชุดปรี+เพาเวอร์ฯ K-5 + R-1.5 ตอนแรกผมวาง M30.2 XD บนขาตั้งไม้ที่คุณโจ้ ซาวนด์บ็อกส่งมาให้ หลังจากทดลองฟังเสียงเสร็จ ผมทดลองเปลี่ยนเอาขาตั้งไฮบริดจ์โลหะผสมไม้ของ Atacama รุ่น Moseco XL600 (REVIEW) มาสลับแทน ปรากฏว่าเสียงเปลี่ยนไปเยอะมาก.!! รู้สึกได้เลยว่าการตอบสนองความถี่เปลี่ยนไปมาก บางความถี่โด่งล้ำออกมาจากเดิม อย่างเช่นย่านกลางสูง ทำให้โทนเสียงโดยรวมออกไปทางสุกสว่างมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันกลับมีบางย่านความถี่จมหายไป ผมแค่ลองฟังคร่าวๆ ไม่กี่ชั่วโมงก็เปลี่ยนกลับไปใช้ขาตั้งไม้ที่คุณโจ้ส่งมาให้ เพราะรู้เลยว่า ถ้าใช้ขาตั้ง Moseco XL600 จับกับลำโพงคู่นี้ ผมต้องทำการแม็ทชิ่ง+ไฟน์จูนอีกพอสมควรเพื่อตบให้คุณสมบัติต่างๆ กลับมาเข้าที่เข้าทาง ซึ่งผลจากการทดลองเปลี่ยนขาตั้งข้างต้นทำให้ผมพอจะมองเห็นแนวทางได้ลางๆ ว่า ถ้าใช้ M30.2 XD กับขาตั้งโลหะที่มีมวลเยอะๆ เสียงทุ้มน่าจะออกมาห้วนและเก็บตัวเร็ว ในขณะที่หัวเสียง (impact) จะมีลักษณะพุ่งดันกระทุ้งออกมา มวลแอมเบี้ยนต์ที่ห่องหุ้มอยู่โดยรอบชิ้นดนตรีจะเหือดหายไป ผมว่า M30.2 XD ชอบขาตั้งมวลเบาถึงมวลปานกลางที่มีส่วนผสมของวัสดุประเภทอโลหะ อย่างไม้ มากกว่าขาตั้งแบบมวลหนักมากๆ (high mass)

ตำแหน่งลงตัวของ M30.2 XD ในห้องฟังของผมจะมีความเบี่ยงเบนไปตามลักษณะของแอมป์ที่ใช้ขับอยู่ด้วย อย่างเช่นถ้าแอมป์ที่มีกำลังขับเยอะๆ อย่างช่วงที่ขับด้วย MAC7200 และ K-5 + R-1.5 ระยะลงตัวของ M30.2 XD จะถอยร่นเข้าไปชิดผนังด้านหลังมากกว่าตอนขับด้วยแอมป์ที่มีกำลังน้อยกว่านั้นอย่าง 9000A และ LEAK Stereo 230 ซึ่งจะเกาะอยู่ใกล้ๆ กับระยะ ความลึกของห้องหาร 3 + ระยะห่างซ้าย/ขวาที่ 180 ..

ระยะลงตัวของลำโพงตอนขับด้วย LEAK Stereo 230 และ Audiolab 9000A (ชิดใน)

ระยะลงตัวของลำโพงตอนขับด้วย Classic INT, MAC7200 และคู่ K-5 + R-1.5

ช่วงที่กำลังไฟน์จูนหาตำแหน่งที่ลงตัว ผมทดลองถอดและใส่หน้ากากแล้วฟังเสียงเทียบกัน ผมพบว่า ใส่หน้ากากให้เสียงออกมาดีกว่าอย่างชัดเจน ทั้งสมดุลเสียง, โฟกัส และเวทีเสียง น่าแปลกมาที่พบว่า ใส่หน้ากากแล้วพื้นเสียงใสขึ้นด้วย แสดงว่าวัสดุที่ทำหน้ากากน่าจะมีผลในการจัดระเบียบมุมกระจายคลื่นให้กับเสียงแหลมด้วย น่าทึ่งมาก.! ในรายงานเกี่ยวกับเสียงของ M30.2 XD ในหัวข้อถัดไปผมฟังโดยติดหน้ากากไว้ตลอด และเซ็ตอัพโดยไม่โทอิน

ส่วนสัญญาณต้นทางผมเลือกเล่นไฟล์เพลงด้วยโปรแกรม Roon บน Roon nucleus+ แล้วส่งสัญญาณผ่าน LAN ไปอาศัยความสามารถในเชิง Network Bridge ของ Rockna Wavedream NET ช่วยแปลงสัญญาณดิจิตัล ออดิโอที่รับจาก nucleus+ ให้ออกมาเป็นสัญญาณดิจิตัล ออดิโอฟอร์แม็ต I2S เพื่อส่งต่อไปให้ external R2R DAC ยี่ห้อ Holo Audio รุ่น Spring 3 KTE (ราคา 125,000 บาท) ทำการแปลงเป็นสัญญาณอะนาลอก เพื่อป้อนให้กับอินพุตของแอมป์ที่ใช้ขับลำโพง M30.2 XD ในครั้งนี้

เสียงของ M30.2 XD

ในการทดสอบทุกครั้ง สิ่งที่ผมต้องทำก่อนลงนั่งฟังเพื่อเก็บรายละเอียดเสียงของอุปกรณ์ที่นำมาทดสอบ ผมจะทดลองแม็ทชิ่ง+เซ็ตอัพ+ปรับจูนเพื่อดึง “ตัวตน” ของอุปกรณ์เครื่องเสียงที่เอามาทดสอบออกมาให้ได้ซะก่อน ซึ่งระหว่างทางที่กำลังแม็ทชิ่ง+เซ็ตอัพ และปรับจูนซิสเต็มให้เข้ากับอุปกรณ์เครื่องเสียงตัวนั้นนั่นแหละคือตอนที่ทำให้เราค่อยๆ “สังเกตเห็นตัวตน” ของมันปรากฏชัดขึ้นมาทีละนิด

M30.2 XD คู่นี้มีคำว่า “monitorปะหน้ามาตั้งแต่ก่อนยกเข้าห้องทดสอบแล้ว ซึ่งนั่นทำให้ง่ายขึ้นสำหรับผมในการค้นหาตัวตนของลำโพงคู่นี้ ส่วนที่ยากที่สุดก็คือต้องตีความคำว่า “monitorให้ออกมาเป็นรูปธรรมให้ได้ซะก่อน ซึ่งโดยส่วนตัวของผมเองไม่ได้หนักใจมาก เพราะเคยมีประสบการณ์มาก่อน โดยเฉพาะกับคำว่า “monitorในความหมายที่แบรนด์ Harbeth นำมาใช้ เพราะในอดีตผมเคยครอบครองลำโพงมินิ มอนิเตอร์รุ่น LS3/5a ของ Harbeth อยู่ช่วงหนึ่ง ได้เห็น (ด้วยหู) ถึงลักษณะเสียงที่ลำโพงรุ่นนั้นให้ออกมาตอนที่มันอยู่ในซิสเต็มที่ผ่านการแม็ทชิ่ง+เซ็ตอัพ+ไฟน์จูนอย่างลงตัวแล้ว ทำให้พอรู้แนวทางของแบรนด์นี้มาบ้าง พอเดาทางได้ว่า ถ้าถึงจุดลงตัวจริงๆ แล้วเสียงมันจะออกมาลักษณะไหน

แบบไหนล่ะ.?? ลักษณะเสียงที่ลำโพงระดับที่ระบุว่าเป็น Studio Monitor มักจะมีอยู่ในตัวคือลักษณะเสียงที่ฟังแล้ว “ต้องรู้สึก” เหมือนฟังคนกำลังเล่นสดจริงๆ ซึ่งมันเป็น “ความสด” ในระดับที่จะปลุกประสาทการรับรู้ในตัวคุณให้ตื่นตัวถึงระดับสูงสุด ระดับการ analyse ของประสาทการรับฟังของคุณจะถูกเปิดใช้ถึงเลเวลสูงสุด ทุกเสียงที่ดังออกมาจากลำโพงระดับนี้จะทำให้คุณ “เชื่อโดยไม่มีเงื่อนไข” ว่าเสียงที่คุณได้ยินนั้นมันมาจากการเล่นสดในสตูดิโอจริงๆ

อัลบั้ม : Audiophile Voicings (WAV-16/44.1)
ศิลปิน : Silvia Droste
สังกัด : Jeton Records

ถ้าต้องการฟังเสียงที่มีคุณภาพระดับ Studio Monitor จริงๆ คุณต้องหาเพลงของค่ายเพลงที่ทำออกมาตอบสนองวงการเครื่องเสียงจริงๆ จังๆ เท่านั้น ยกตัวอย่างค่าย Jeton นี้ก็เป็นหนึ่งในนั้น งานเพลงของค่ายนี้จะเน้นการบันทึก+มาสเตอร์ที่พยายามรักษา “ความสด” ของเสียงที่เกิดจากการเล่นสดในสตูดิโอเอาไว้ให้มากที่สุด ถ้าซิสเต็มเครื่องเสียง+ลำโพงของคุณให้คุณภาพเสียงที่อยู่ในมาตรฐานระดับเดียวกัน หรือใกล้เคียงกับระบบมอนิเตอร์ที่ใช้ในสตูดิโอ เมื่อเล่นเพลงจากค่ายเหล่านี้ ทุกเสียงที่ออกมาจะพาคุณย้อนกลับเข้าไปในสตูดิโอ ณ วันที่ศิลปินกลุ่มนั้นกำลังเล่นเพลงเหล่านั้นเพื่อบันทึกเสียงทันที.!!!

เสียงร้องของ Silvia ในอัลบั้มนี้มีทั้งความสดและดิบมาก แต่ละอักขระของเนื้อเพลงในแต่ละเพลงที่เธอร้องออกมามันถึงพร้อมทั้งพลังและเทคนิคการขับร้องที่ถ่ายทอดได้อย่างเข้มข้น ซึ่งหากว่าลำโพงที่ใช้เล่นเพลงเหล่านี้มีคุณภาพไม่ถึงระดับ monitor จริงอย่างที่แจ้งไว้ สิ่งที่ผมเคยได้ยินจากอัลบั้มนี้จะออกมา 2 ลักษณะ ไม่แบบใดก็แบบหนึ่ง นั่นคือ ถ้าไม่ชัดจนจัดไปเลย ก็นุ่มจนมัวเบลอไปเลย

สังเกตมั้ยว่า M30.2 XD ถูกออกแบบมาให้ตอนสนองความถี่ต่ำลงไปได้แค่ 50Hz ทั้งๆ ที่ไดเวอร์มิด/วูฟเฟอร์ที่ใช้ในรุ่นนี้มีขนาดใหญ่ถึง 8 นิ้ว ตัวตู้ก็มีขนาดใหญ่แถมเป็นระบบตู้เปิดด้วย แต่เพราะเหตุใดคุณฮาร์วู๊ดจึงกำหนดให้ลำโพงคู่นี้ตอบสนองความถี่ในเร้นจ์ที่แคบขนาดนั้น.?? ผมเดาเลยว่า เขาต้องการจัดการในส่วนของ phase response ของลำโพงคู่นี้ให้มีความถูกต้องให้มากที่สุด ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่จำเป็นสำหรับลำโพงมอนิเตอร์ที่ใช้ในงานทำมาสเตอริ่ง

ด้วยขนาดของไดเวอร์มิด/วูฟเฟอร์ที่ใหญ่ถึง 8 นิ้ว ถ้าต้องการให้มันสร้างความถี่ต่ำออกมาเยอะๆ ก็ย่อมทำได้อยู่แล้ว ไม่ยากเลย แค่ดึง frequency response ด้านทุ้มลงไปสัก 35-40Hz จัดสโลปไว้ที่ +\-3dB แล้ว boost ความถี่ประมาณ 70-120Hz ให้โด่งขึ้นมาสักหน่อย เสียงที่ออกมาน่าจะถูกใจคนฟังเพลงทั่วไปมากแล้ว แต่ลำโพงลักษณะนั้นเอาไปใช้ทำงานในสตูดิโอไม่ได้ การที่ Hudley Harwood กำหนดจุดตัดให้ลำโพงมอนิเตอร์คู่นี้ทำงานในเร้นจ์ที่แคบก็เพราะเน้นให้มันตอบสนอง “ทางด้านเฟส” ที่ถูกต้องแม่นยำตลอดทั้งย่านที่ไดเวอร์ทำได้มากกว่าที่จะไปเน้นทางด้านความถี่ตอบสนองกว้างๆ ซึ่งย่านความถี่ที่อยู่ในเป้าหมายของการปรับจูนลำโพงคู่นี้ก็คือ “เสียงกลาง” นั่นเอง

ด้วยเหตุนี้ เป้าหมายหลักที่คาดหวังไว้ล่วงหน้าได้เลยสำหรับลำโพงคู่นี้ก็คือ มัน (ควร) จะต้องให้ “เสียงกลาง” ที่ดีเยี่ยม เริ่มจากคุณสมบัติทางด้าน “โฟกัส” ที่ดีเยี่ยมซึ่งเป็นผลมาจากการตอบสนองเชิงเฟสที่ถูกจูนมาอย่างเข้มข้น นั่นคือเป้าหมายหลักที่ผมใช้พิจารณาในขั้นตอนแม็ทชิ่ง+เซ็ตอัพ+ปรับจูนลำโพงคู่นี้ ซึ่งมันก็ตอบสนองการเซ็ตอัพของผมไปในทิศทางนั้น คือเมื่อผมขยับ M30.2 XD เข้าใกล้จุดที่ลงตัว ผมรับรู้ได้ถึงโฟกัสของเสียงที่เริ่มซ้อนทับกันทีละนิด เริ่มรับรู้ถึงความแน่นเข้มของตัวเสียงแต่ละชิ้นดนตรีที่ขึ้นรูปชัดขึ้นเรื่อยๆ เมื่อขยับเข้าใกล้จุดลงตัวมากขึ้น ผมก็สัมผัสได้ถึงช่องไฟระหว่างชิ้นดนตรีที่ฉีกห่างออกจากกันมากขึ้น เริ่มรับรู้ถึงหางเสียงที่แผ่ออกมาจากแต่ละชิ้นดนตรีได้มากขึ้น และเมื่อตำแหน่งลำโพงเข้าใกล้จุดลงตัวมากขึ้นอีก โฟกัสก็จะยิ่งเป๊ะมากขึ้น ส่งผลให้ตัวเสียงแต่ละตัวเริ่มแสดงรายละเอียดทางด้านไดนามิกที่สะท้อนให้เกิดความรู้สึกว่าเสียงเหล่านั้นมันกำลังเกิดขึ้นสดๆ ในห้องฟังของผม นั่นคือ “ไทมิ่ง” ที่แม่นยำมากขึ้นนั่นเอง..!!!

ณ จุดลงตัวของตำแหน่งซ้าย/ขวา เสียงของ Silvia ในอัลบั้มนี้ออกมาสดและดิบมาก.! ผมได้ยินแทบจะทุกรายละเอียดที่เธอเปล่งคำร้องออกมา สัมผัสได้ถึง “อารมณ์” ที่เธอเจตนาจะสื่อสารออกมาพร้อมกับน้ำหนักย้ำเน้นคำร้องแต่ละคำได้อย่างชัดเจน ช่วงที่เธอกระชากเสียงขึ้นไปเร็วๆ และแรงๆ ฟังแล้วหัวใจจะวาย M30.2 XD คู่นี้ทำให้พื้นที่อากาศระหว่างตัวผมกับเสียงร้องของซิลเวียในอัลบั้มนี้มีลักษณะที่โปร่งและใสมาก.. มากจนผมรู้สึกเหมือนเธอมายืนร้องอยู่ในห้องผม ต่อหน้าต่อตาผม วินาทีนั้นเลย.! โอ้วว.. ขนลุกมาก..!!!

อัลบั้ม : The TBM Sounds! (WAV-16/44.1)
ศิลปิน : Various Artists
สังกัด : LIM (Ultra HD CD)

ค่าย Three Blind Mice ของญี่ปุ่นได้รับการยอมรับในวงการนักเล่นเครื่องเสียงว่าทำเพลงออกมาได้สุดมาก.! เทียบกับค่ายอื่นๆ ในเอเซียด้วยกันก็ต้องยอมยกให้ค่าย TBM แห่งนี้เป็นที่หนึ่ง จุดเด่นของพวกเขาอยู่ที่เทคนิคการบันทึกเสียงที่สามารถ “จับ” เสียงที่เกิดขึ้นในสตูดิโอมาได้อย่างครบถ้วนมาก โดยเฉพาะคุณสมบัติทางด้านรายละเอียดที่ฟังแล้วขนหัวลุก

ด้วยลักษณะการบันทึกเสียงแบบ close miking และจัดสภาพอะคูสติกแบบควบคุมแอมเบี้ยนต์ที่เน้นความสงัด มีผลให้โทนเสียงของค่าย TBM ออกไปในทิศทางที่ให้บอดี้ที่เข้มข้น ให้รายละเอียดที่เจาะลึกลงไปในระดับไมโครไดนามิกที่ดีเยี่ยม ซึ่ง M30.2 XD คู่นี้สามารถถ่ายทอดสิ่งที่เป็น “คุณลักษณะเฉพาะตัว” ของค่าย TBM ออกมาได้ตรงเป๊ะ.!

แค่แทรคแรกเพลง ‘Midnight Sugarก็ขนลุกขนชันแล้ว เสียงกระแทกเปียโนของ Tsuyoshi Yamamoto แต่ละโน๊ตมันบ่งบอกถึง น้ำหนักของปลายนิ้วที่ประเคนลงไปอย่างชัดเจน ส่วนเสียงกลองและเบสก็ไม่ด้อยไปกว่ากัน ทั้ง Hirochi Kawaga (เบส) และ Toshio Osumi (กลอง) ต่างก็ จัดหนักด้วยกันทั้งคู่ เสียงเบสในอัลบั้มนี้อยู่ย่านเสียงที่ไดเวอร์มิด/วูฟเฟอร์รับมืออยู่ มันจึงออกมาทั้งแน่นและมีมวลหนา พร้อมทั้งพลังดีดเด้งไปตามลีลาอารมณ์ของมือเบสอย่างเต็มที่ ใครที่เห็นว่า M30.2 XD ลงทุ้มไปได้แค่ 50Hz แล้วเกรงว่าเบสจะไม่แน่น ให้หาเพลงนี้มาลองฟังแล้วคุณรู้ซึ้งว่าเบสของ M30.2 XD คู่นี้มันแน่นมากแค่ไหน

อัลบั้ม : Blackbird (WAV-16/44.1)
ศิลปิน : Siri’s Svale Band
สังกัด : Sonor Records

อัลบั้ม : Neccessarily So… (WAV-16/44.1)
ศิลปิน : Siri’s Svale Band
สังกัด : Sonor Records

หลังจากลองฟังไปหลายๆ อัลบั้ม มันมีคำถามหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวว่า ลำโพงคู่นี้เด่นเสียงกลางเท่านั้นเหรอ? ตัวเลขการตอบสนองความถี่ต่ำในสเปคฯ ที่ลงไปได้แค่ 50Hz มีความหมายอะไรกับเสียงทุ้มของลำโพงคู่นี้บ้าง.??

ผมจดบันทึกรายชื่ออัลบั้มทั้ง 2 ชุดของวง Siri’s Svale Band ไว้ในกลุ่มของอัลบั้มที่ให้เสียงเด่นไปในย่านทุ้ม ออกแนว dark ซึ่งเป็นแนวเสียงที่เป็นอัตลักษณ์ของคณะดนตรีแจ๊สจากนอรเวย์วงนี้ เมื่อเทียบกับแนวเสียงของวงอื่นคุณจะพบความแตกต่างอย่างชัดเจน พูดได้ว่า ถ้าเปิดสองอัลบั้มนี้ฟังแล้วได้ยินเสียงที่มีโทนออกไปทางสว่างๆ แหลมเยอะๆ แสดงว่าซิสเต็มนั้นให้โทนัลบาลานซ์ของเสียงที่เพี้ยนออกไปทางด้านแหลมมากเกินไป

หลังจากเปิดสองชุดนี้ฟังผ่าน M30.2 XD ผมถึงกับต้องตบอกผางเข้าให้.! นี่ไงคุณสมบัติของคำว่า “มอนิเตอร์” คือมัน ต้องสามารถถ่ายทอด “ลักษณะโทนเสียง” ที่สตูดิโอปรับจูนแต่ละอัลบั้มออกมาได้อย่างชัดเจน เรียกว่า เปลี่ยนอัลบั้มปั๊บ โทนเสียงที่ออกมาจากลำโพงต้องแตกต่างไปในทันที ยิ่งแสดงความแตกต่างออกมาได้มากแค่ไหน ก็ยิ่งมีความเป็นมอนิเตอร์สูงเท่านั้น

หลักฐานจากสองอัลบั้มนี้ ที่ทำให้เห็นถึงอัตลักษณ์ของ M30.2 XD ได้ชัดมากขึ้นก็คือ “เสียงทุ้ม” ของสองชุดนี้ที่เด่นมากๆ ซึ่ง M30.2 XD สามารถถ่ายทอดความพิเศษที่ว่านั้นออกมาได้อย่างครบถ้วน ทำให้รู้ว่า M30.2 XD ไม่ได้เด่นแค่เสียงกลางซะแล้ว แต่ที่ได้ยินเสียงกลางมากหน่อยเป็นเพราะว่า จริงๆ แล้วทุกเพลงล้วนมีเสียงในย่านกลางเป็นองค์ประกอบหลักทั้งนั้น รองลงมาคือย่านแหลม ส่วนย่านทุ้มจะขึ้นอยู่กับเพลง ถ้าเพลงมีเน้นเสียงทุ้ม อย่างเช่นในสองอัลบั้มนี้ M30.2 XD คู่นี้ก็จะถ่ายทอดเสียงทุ้มเหล่านั้นออกมาให้ได้ยิน สังเกตได้จากเสียงเบสในเพลงแรก ‘Smoke Gets In Your Eyesในอัลบั้ม Neccessarily So… กับเสียงเบสในเพลง ‘Love For Sale‘ ในอัลบั้ม Blackbird ซึ่งลอยเด่นออกมาเป็นลูกๆ มาพร้อมทั้งมวลและพลังแน่นๆ แตกต่างจากอัลบั้มอื่นๆ ที่เน้นไปคนละย่านเสียง

คำว่า มอนิเตอร์คือต้องไม่ปล่อยให้มี ความถี่ที่ไม่มีอยู่ในสัญญาณต้นทางออกมาจากลำโพง นั่นคือ ถ้าในเพลงนั้นไม่มีเสียงเบส ลำโพงมอนิเตอร์ก็ต้องทำให้เราไม่ได้ยินเสียงเบสออกมาเลย หรือถ้าในเพลงมีเสียงเบสแต่บางเบา ลำโพงที่ได้ชื่อว่ามีคุณสมบัติเป็นลำโพง มอนิเตอร์ก็จะต้องให้เสียงเบสออกมาบางเบาตามต้นฉบับ โดยไม่สนใจว่าจะเป็นโทนเสียงที่คุณชอบหรือไม่ ซึ่ง M30.2 XD มันมาทางนั้น.!!!

อัลบั้ม : เสือตัวที่ 11 (WAV-16/44.1)
ศิลปิน : พงษ์สิทธิ์ คำภีร์
สังกัด : RS

ทุกครั้งที่ฟังเพลง ‘เหงา’ ซึ่งเป็นแทรคสุดท้ายของอัลบั้มนี้ ถ้านั่งฟังที่ตำแหน่ง sweet spot จะพบว่า ตำแหน่งเสียงร้องของพงษ์สิทธิ์ในเพลงนี้มีลักษณะที่แกว่งวูบวาบ โฟกัสไม่นิ่งคงที่ ถ้าพยายามจับโฟกัสจะพบว่าเสียงร้องจะแกว่งอยู่บริเวณกลางกับเยื้องไปทางซ้ายนิดๆ วูบวาบอยู่ตลอด ในขณะที่เสียงกีต้าร์ซ้ายขวามีโฟกัสที่คมชัดกว่า

อ้าว… ไหนว่าลำโพงที่เฟสถูกต้องจะให้โฟกัสที่แม่นยำ? ก็เพราะลำโพงตอบสนองเฟสได้แม่นยำนั่นแหละ มันเลยฟ้องให้รู้ว่าเสียงร้องในเพลงนี้ทำเฟสมาไม่เป๊ะ ลองเปลี่ยนไปฟังเพลง ถามยายแล้วสังเกตเสียงร้องของพงษ์สิทธิ์ในเพลงนี้จะพบว่ามีโฟกัสที่เป๊ะกว่า ไม่วูบวาบ พอโฟกัสเป๊ะ รายละเอียดของเสียงก็จะเด่นชัดกว่าด้วย เสร็จแล้วให้ลองกดไปฟังเสียงร้องของพงษ์สิทธิ์ในเพลง ช่างมัน ฉันไม่แคร์อีกที ครานี้จะเห็นเลยว่า เสียงร้องของพงษ์สิทธิ์ในเพลงช่างมัน ฉันไม่แคร์บันทึกมาได้แย่กว่าอีกสองเพลงข้างต้นนั้นอย่างชัดเจน.! ซึ่งถ้าไม่ใช่ลำโพงระดับสตูดิโอ มอนิเตอ์จริงๆ จะไม่ได้ขี้ฟ้องแบบนี้.!!!

อัลบั้ม : ซน (WAV-16/44.1)
ศิลปิน : นูโว
สังกัด : แกรมมี่

เพลง ‘ยิ่งใกล้ ยิ่งเจ็บ’ เวอร์ชั่นคัฟเวอร์โดยวงนูโวในอัลบั้มนี้ นำเสนอด้วยการขับร้องประสานเสียงของศิลปินทั้ง 5 คนในวงด้วยแนว acapella ที่ไม่มีดนตรีประกอบ ซึ่งเป็นเพลงที่เปิดโอกาสให้ M30.2 XD คู่นี้สามารถแสดงศักยภาพของความเป็นลำโพงสตูดิโอมอนิเตอร์ออกมาได้อย่างเต็มที่

สำหรับคนที่ไม่คุ้นเคยกับวงนูโวมาก่อน ถ้าได้ฟังเพลงนี้ผ่าน M30.2 XD คุณจะรู้ว่าเสียงร้องประสานในเพลงนี้ประกอบด้วยความแตกต่างของโทนเสียงมากกว่า 3 โทนขึ้นไป แต่ถ้าเป็น fc ตัวจริงของวงนูโว คุณจะบอกได้ทันทีว่า สมาชิกในวงคนไหนร้องท่อนไหนบ้าง เพราะ M30.2 XD คู่นี้สามารถแยกแยะความแตกต่างของเสียงร้องของสมาชิกแต่ละคนออกมาได้ชัดมาก.!!

อัลบั้ม : Prestige Profiles (WAV-16/44.1)
ศิลปิน : Coleman Hawkins
สังกัด : Prestige

อัลบั้ม : How Long Has This Been Going On? (WAV-16/44.1)
ศิลปิน : Sarah Vaughan
สังกัด : Pablo

อัลบั้ม : Time Out! (WAV-16/44.1)
ศิลปิน : Dave Brubeck Quartet
สังกัด : Columbia Masterworks

อัลบั้ม : Big 4 (WAV-16/44.1)
ศิลปิน : Dizzy Gillespie
สังกัด : Analogue Productions

อัลบั้ม : The Artistry Of Charlie Byrd (WAV-16/44.1)
สิลปิน : Charlie Byrd
สังกัด : Analogue Productions

เจอคู่แม็ทระหว่างแนวเพลงกับ M30.2 XD คู่นี้เข้าให้แล้ว .!! เพลงแจ๊สในยุคปลาย’50 ถึง ’70 ที่ใช้วิธีบันทึกสด ไม่ผ่านการมิกซ์ ดูจะถูกโฉลกกับ M30.2 XD เป็นพิเศษ ทั้งโฟกัสและไทมิ่งที่ยอดเยี่ยมของลำโพงคู่นี้ทำให้เสียงของอัลบั้มเก่าๆ เหล่านี้แสดงตัวออกมาได้อย่างมีขีวิตชีวาอย่างมาก พละกำลังและเอ็นเนอร์จี้ของโน๊ตดนตรีในย่านกลางมาเต็ม.!!!

ทุกเสียงที่ได้ยินออกมาจากอัลบั้มเก่าๆ เหล่านี้มันมีจังหวะลีลาที่สดกระจ่าง ไม่ว่าจะเป็นเสียงเครื่องดนตรีหรือเสียงร้อง ทั้งหมดนั้นแสดงลักษณะของการเคลื่อนไหวที่กระฉับกระเฉง เร็ว ไม่มีอืด ไม่มีอาการหน่วงช้า เป็นรูปแบบของเสียงที่ได้มาจากการบันทึกสดโดยไม่ผ่านขั้นตอนการมิกซ์และโปรดักชั่นหลายขั้นตอน ทำให้เป็นเสียงที่มีทั้งเฟสและไทมิ่งที่เกิดขึ้นจริงหน้าไมโครโฟน ณ เวลาที่บันทึกนั่นเอง แม้ว่าจะมีคุณสมบัติบางด้านที่แสดงถึงความไม่สมบูรณ์ออกมาด้วย แต่นั่นก็รับรู้ได้โดยสัญชาตญาณว่าเป็นเพราะการบันทึกสดด้วยเทคโนโลยีในสมัยนั้น แม้ว่าเสียงจะยังมีตำหนิที่ไม่สมบูรณ์ในบางแง่ แต่ถ้ามองในแง่ของความมีชีวิตชีวาที่แสดงออกผ่านทางความสด สมจริง ต้องให้คะแนนเต็มสถานเดียว.!!!

อัลบั้ม : Concertino: Violin Miniatures (WAV-16/44.1)
ศิลปิน : Andrei Korsakov
สังกัด : MCA

เพลงคลาสสิกแนวแชมเบอร์ลักษณะนี้ก็ถือว่าเป็น ขนมหวานสำหรับ M30.2 XD คู่นี้ มันถ่ายทอดออกมาได้ถึงอารมณ์อย่างยิ่ง โดยเฉพาะเสียงไวโอลินในอัลบั้มนี้ออกมาใส พลิ้ว มีมวลไม่บาง ส่วนเสียงเครื่องสายตัวใหญ่ที่บรรเลงร่วมกันก็ถูกถ่ายทอดออกมาได้ดี บ่งชี้ให้เห็นว่า ลำโพง Harbeth รุ่นนี้ดูจะถูกโฉลกกับเสียงของเครื่องดนตรีอะคูสติกมากเป็นพิเศษ มันให้เสียงของเครื่องสายที่มีความอิ่มนวล มีมวลหนา ซึ่งน้อยนักที่จะหาลำโพงขนาดเล็กที่ให้เสียงเครื่องดนตรีอะคูสติกได้ดีขนาดนี้ ใครช่นชอบเพลงคลาสสิกแนวแชมเบอร์วงเล็ก ถ้าได้ลองฟังผ่านลำโพงคู่นี้ รับรองว่าคุณต้องชอบอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าได้จับคู่กับแอมป์หลอดที่มีกำลังขับ 40 – 50W จะแจ่มแจ๋วเป็นพิเศษ

สรุป

Harbeth M30.2 XD เป็นลำโพงมอนิเตอร์หรือเปล่า.? นี่คือคำถามที่ผมตั้งไว้ก่อนทำการทดสอบ และเชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนก็คงมีความสงสัยแบบเดียวกัน

หลังการทดสอบเสร็จสิ้นไปแล้ว ผมก็ได้ข้อสรุป (ที่จริงสรุปได้ตั้งแต่กำลังทดสอบซะด้วยซ้ำ.!!) ว่า Harbeth M30.2 XD มีคุณสมบัติของความเป็น monitor เต็มตัว พิจารณาจากการตีความของผม..

การตีความของผม..?? ใช่ครับ.. ผมเทียบเคียงความหมายของคำว่า “มอนิเตอร์” โดยยืมมาจากวงการถ่ายภาพ คือถ้าช่างภาพต้องการภาพที่ออกมาตามสภาพแสงธรรมชาติมากที่สุด เขาจะถ่ายภาพนั้นโดยละเว้นการใช้ “ฟิลเตอร์” รูปแบบต่างๆ มาสวมหน้าเลนส์ แต่ถ้าเป็นช่างภาพสายปรุงแต่ง พวกเขาจะเลือกฟิลเตอร์รูปแบบต่างๆ เข้ามาใช้เพื่อเพิ่มสีสันให้กับภาพที่ถ่ายเพื่อให้เกิดเอ็ฟเฟ็กต์กับภาพออกมาตามจินตนาการของช่างภาพคนนั้น

การที่ฮาร์วู๊ดยินยอมให้ M30.2 XD ตอบสนองความถี่ต่ำลงไปได้แค่ 50Hz ทั้งๆ ที่ตัวมิด/วูฟเฟอร์มีขนาดใหญ่ถึง 8 นิ้ว โดยไม่พยายามดึงวูฟเฟอร์ให้ดิ่งลึกลงไปกว่านั้นก็น่าจะเป็นเพราะเขาต้องการรักษาคุณสมบัติทาง “เฟส” ของสัญญาณเอาไว้ โดยกำหนดจุดเซ็นเตอร์อยู่ที่ย่านเสียงกลาง ยอมตัดย่านความถี่ที่ต่ำกว่า 50Hz ให้สโลปลงเร็ว พูดได้ว่าเป็นแนวทางออกแบบและปรับจูนในลักษณะที่ “รักษาเฉพาะสิ่งที่ทำได้ให้ออกมาดีที่สุด

แม้ว่าการถ่ายภาพโดยไม่สวมฟิลเตอร์หน้าเลนส์จะทำให้ได้ภาพที่ไม่มีสีสันเข้ามาปน แต่จะถือว่าภาพนั้นเหมือนจริง 100% ก็ยังไม่ใช่ ยังไงก็ตาม ภาพที่ถ่ายมาได้ก็ยังมีโทนของเคมีที่ coating บนเลนส์แต่ละยี่ห้อ ที่ทำให้โทนของภาพออกมาต่างกันอยู่ดี…

ในความหมายเดียวกัน แม้ว่าฮาร์วู๊ดจะเลือกวิธีจูนแบบ “ไม่สวมฟิลเตอร์” ให้กับ M30.2 XD เพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของเสียงจากต้นทางเอาไว้ให้มากที่สุด แต่กระนั้น เสียงที่ออกมาก็ยังมี “บุคลิก” ที่มีลักษณะเฉพาะบางอย่างติดมาด้วย ซึ่งน่าจะเป็นบุคลิกของไดอะแฟรมโพลีโพรไพลีนที่มีคุณสมบัติแด้มป์ปลายเสียงของย่านกลางสูงได้ดีเป็นพิเศษ ส่งผลให้เกิดแง่ดีต่อเสียง คือช่วยลดเรโซแนนซ์ของเสียงเครื่องเป่าที่มีเอ็นเนอจี้แรงๆ อย่างพวกทรัมเป็ตกับแซ็กโซโฟนที่นิยมใช้บรรเลงในเพลงสแตนดาร์ด แจ๊สยุคเก่าที่บันทึกแบบ close miking ได้ดีเป็นพิเศษ เปิดดังๆ แล้วเสียงเครื่องเป่าไม่พุ่งปรี๊ดแสบหู แต่ก็มีผลข้างเคียงอยู่นิดหน่อย นั่นคือทำให้รายละเอียดปลายเสียงกลางสูงหยุดเร็วไปนิด (แต่ก็ทำให้ได้พื้นเสียงที่สะอาดขึ้น..)

ถ้าคุณมีทักษะในการแม็ทชิ่ง+เซ็ตอัพ+ปรับจูนในระดับที่เข้มข้น มีรสนิยมในการฟังมาทางบริสุทธิ์นิยม ที่ชอบขุดคุ้ยรายละเอียดในการเสพย์อรรถรสของเพลงที่ลึกซึ้ง และถ้าห้องฟังของคุณไม่ได้ใหญ่กว่า 4 x 6 ตารางเมตร.. ลำโพง Harbeth M30.2 XD คู่นี้คือเครื่องมืออย่างดีสำหรับการสร้าง systrm reference ระดับมอนิเตอร์สำหรับคุณ.!!! /

********************
ราคา :
240,000 บาท (ไม่รวมขาตั้ง)
********************
นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย
Sound Box
ติดต่อ 089-920-8297 (คุณโจ้)
———-
ตัวแทนจำหน่าย
Direct Sound ติดต่อ
คุณธงชัย 092-890-4660
คุณเบียร์ 095-559-3990
คุณทราย 083-793-7386
———
M Sound ติดต่อ
คุณเอ็ม 096-978-7424
———
HiFi 99 ติดต่อ
คุณนะ 081-999-1699
———
Inter HiFi ติดต่อ
คุณโมท 094-124-2732
———
TSV ติดต่อ
คุณท็อป 081-657-3397
———
Audi Home HiFi ติดต่อ
คุณตั้ม 089-028-7117
———
Audio Mate ติดต่อ
คุณปัน 081-869-3613
———
Turntable One ติดต่อ
คุณพิทักษ์ 084-814-9011
———
HiFi House ติดต่อ
คุณยุทธ 083-636-4447

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า