รีวิวเครื่องเสียง Hegel รุ่น H390 อินติเกรตแอมป์

แอมปลิฟาย” เป็นหนึ่งในสามอุปกรณ์หลักสำหรับชุดเครื่องเสียง นอกเหนือจาก ต้นทางของระบบคือ “แหล่งต้นทางสัญญาณ” หรือ source กับ “ลำโพง” ซึ่งเป็นด่านสุดท้ายของระบบ แอมปลิฟายทำหน้าที่ขยายสัญญาณที่ได้รับมาจากแหล่งต้นทางสัญญาณ ก่อนจะส่งต่อไปที่ลำโพงให้ทำหน้าที่แปลงสัญญาณเสียงที่อยู่ในรูปของสัญญาณไฟฟ้าให้กลายเป็นคลื่นเสียงเดินทางผ่านอากาศไปถึงผู้ฟัง

ขอบคุณวิดีโอของ John Darko

Ben Holter

คุณ Bent Holter ผู้ให้กำเนิดแบรนด์และเป็นคนออกแบบแอมปลิฟายของ Hegel อธิบายถึงลักษณะการทำงานของอินติเกรตแอมป์ที่เขาออกแบบไว้โดยอ้างถึงลักษณะการทำงานของแอมปลิฟายมาตรฐานทั่วไป ซึ่งปกติแล้วภายในตัวแอมป์ทั่วไปจะมีการทำงานของวงจรขยายอยู่อย่างต่ำ 3 ช่วง (3 stages)

นั่นคือ ภาคอินพุตสเตจ + ภาคโวลเตจแอมปลิฟายสเตจ + ภาคเอ๊าต์พุตสเตจ ก่อนจะส่งไปถึงลำโพง ซึ่งคุณเบนท์เน้นย้ำว่า ในภาคขยายของแต่ละสเตจใช้ทรานซิสเตอร์ หรือหลอดสุญญากาศทำหน้าที่ขยายสัญญาณ ซึ่งทั้งทรานซิสเตอร์ (ทุกประเภท) และหลอดต่างก็เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์แบบ non-linear คือสัญญาณเอ๊าต์พุตที่ได้มาจากการขยายของทรานซิสเตอร์หรือหลอดจะมี “ความผิดเพี้ยน” ไปจากต้นฉบับที่ได้รับเข้ามาทางอินพุตเสมอ ไม่มากก็น้อย และเนื่องจาก การขยายสัญญาณที่เกิดขึ้นในแต่ละสเตจไม่ได้เป็นสัดส่วน 1:1 เสมอไป บางสเตจใช้อัตราขยายสูงมาก อย่างเช่น โวลเตจแอมปลิฟายสเตจ จะใช้อัตราขยายเทียบกับสัญญาณต้นทางมากนับร้อยเท่า เมื่อสัญญาณเสียงที่ถูกขยายโดยมีความเพี้ยนเกิดขึ้นถูกส่งต่อไปขยายซ้ำที่สเตจต่อๆ ไปก็ยิ่งทำให้ “ความเพี้ยน(error หรือ distortion) ถูกขยายเพิ่มเติมมากขึ้นเรื่อยๆ กว่าจะไปถึงลำโพง ความเพี้ยนก็เพิ่มขึ้นมหาศาล ซึ่งคุณเบนท์สรุปว่า นั่นคือสาเหตุที่ทำให้แอมปลิฟายเสียงไม่ดี

คุณเบนท์ให้ข้อมูลต่อว่า วิธีที่นักออกแบบแอมปลิฟายในยุคก่อน (และใช้กันต่อมาจนถึงปัจจุบัน) ใช้แก้ปัญหาความเพี้ยนที่เกิดจากการขยายสัญญาณของทรานซิสเตอร์หรือหลอดก็คือใช้เทคนิคที่เรียกว่า “โกลบอล เนกาทีฟ ฟีดแบ็ค(Global Negative Feedback) เป็นตัวแก้คือเอาผลลัพธ์จากการขยายขั้นสุดท้ายกลับมาวิเคราะห์เทียบกับสัญญาณอินพุตก่อนจะส่งเข้าสู่ภาคขยายสเตจแรก เพื่อเช็คดูว่า สัญญาณเอ๊าต์พุตสุดท้ายกับสัญญาณต้นฉบับแรกมีความแตกต่างกันตรงไหนบ้าง และจัดการปรับแก้ไขความแตกต่าง (ก็คือความเพี้ยน) เหล่านั้นออกไปก่อนจะส่งไปขยายรอบต่อไป ซึ่งคุณเบนท์บอกว่า วิธีนี้ก็ได้ผลดีระดับหนึ่ง และผู้ผลิตแอมปลิฟายเกือบทั้งหมดในโลกนี้ใช้วิธีนี้กัน แต่แอมป์ของ Hegel ไม่ใช้เทคนิคนี้ เทคนิคที่เขาใช้ในการออกแบบเพื่อแก้ปัญหาความเพี้ยนที่พูดถึงนี้อาศัยการแก้ความเพี้ยนในแต่ละสเตจ (local feedback) กับวิธีพิเศษอีกอย่างหนึ่งที่เขาเรียกว่า “Feedforward Technologyซึ่งทั้งหมดนั้นถูกรวบรวมอยู่ในเครื่องหมายการค้าที่เขาขึ้นทะเบียนไว้ในชื่อว่า “SoundEngine

SoundEngine

ประดิษฐกรรม SoundEngine ที่เบนท์ออกแบบมาเพื่อขจัดปัญหาความเพี้ยนของแอมปลิฟายเริ่มจากการออกแบบภาคขยายให้มีอยู่แค่สเตจเดียว โดยกำหนดเป็นโวลเตจแอมปลิฟายสเตจที่มีอัตราขยายสูง ซึ่งเขาไม่ได้ระบุชัดไว้ว่ากี่เท่า ในวิดีโอบอกว่าอาจจะเป็น 40 หรือ 100 เท่าก็ได้ ขึ้นอยู่กับการคำนวนในแต่ละเสี้ยววินาทีที่สัญญาณเคลื่อนไป (น่าจะใช้ DSP ควบคุมในส่วนนี้) ซึ่งเป็นค่าที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของสัญญาณอินพุต พูดง่ายๆ คือ ถ้าวัดในเสี้ยววินาทีใดๆ ขณะที่แอมป์ทำงาน คุณจะได้อัตราขยาย 1 ระดับ และในเสี้ยววินาทีต่อไป อัตราขยายจะเปลี่ยนเป็นอีกระดับหนึ่ง เปลี่ยนแปลงไดนามิกแบบนี้ไปตลอด

อย่างไรก็ดี การขยายสัญญาณของภาคขยายนี้ก็ยังคงมี distortion หรือความผิดเพี้ยนเกิดขึ้น ทำให้สัญญาณเสียงที่ผ่านออกมาจากภาคขยายโวลเตจ เกนนี้ออกมาเป็น signal + distortion ลักษณะเดียวกับแอมปลิฟายทั่วไป จากภาพด้านบน คุณเบนท์แกเอาวงจรอิเล็กทรอนิคส์อีกวงจรหนึ่งที่แกเรียกชื่อว่า “Analog Computerเข้าไปทำหน้าที่ตรวจจับสัญญาณ (signal + distortion) ที่ออกมาจากภาคขยายโวลเตจเกนแล้วนำไปเทียบกับสัญญาณออริจินัลที่อินพุตของภาคขยายโวลเตจเกน จึงทำให้รู้เลยว่า ส่วนไหนเป็น distortion ที่เกิดขึ้นกับสัญญาณที่ถูกขยายออกไป

วงจร Analog Computer ที่ว่านี้จะทำงานแบบไดนามิกเรียลไทม์ ต่อเนื่องตลอดเวลา เมื่อรวมกับการออกแบบวงจรขยายให้มีอยู่แค่ stage เดียว จึงสามารถตรวจจับ signal + distortion ได้แบบต่อเนื่องโดยไม่มีปัญหาเรื่อง timing error เข้ามาเกี่ยวข้องเหมือนกับการใช้วงจร negative feedback แบบทั่วไปที่ยังได้ผลลัพธ์ในการตัด distortion ไม่เป็นไปตามอุดมคติเพราะการตรวจจับ signal + distortion ไปเร็วพอเนื่องจากในแอมปลิฟายมีวงจรขยายหลายช่วงมาก

จากนั้น แกก็เอาวงจรอิเล็กทรอนิคอีกชุดหนึ่งที่แกเรียกว่า “Threshold Detectorเป็นวงจรโปรเซสเซอร์ที่ทำหน้าที่คอยตรวจสอบ distortion ที่เกิดขึ้นในแต่ละขณะเวลา ซึ่งตัว Threshold Detector นี้จะถูกกำหนดเกณฑ์เอาไว้ล่วงหน้า ถ้าพบว่าช่วงเวลาใดที่มี distortion เกิดขึ้นในปริมาณ เท่ากับหรือ มากกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ตัว Thresfold Detector ที่ว่านี้จะทำการส่งข้อมูล distortion ที่เกิดขึ้นไปให้กับอีกวงจรหนึ่งชื่อว่า “Inverterเพื่อทำการสร้างสัญญาณที่เป็นเฟสตรงข้ามกับ distortion ที่เกิดขึ้น ณ เวลานั้นๆ แล้วส่งไปหักล้างกับ distortion ที่ปนมากับสัญญาณเอ๊าต์พุตจากภาคขยาย จึงเหลือแต่สัญญาณบริสุทธิ์ที่ผ่านการขยายไปที่ลำโพง ซึ่งทั้งหมดนี้ก็คือเทคโนโลยีที่คุณเบนท์เรียกว่า Feed Forward Technology ที่เข้านำมาใช้ในแอมปลิฟายของ Hegel ทั้งหมดที่ระบุว่าใช้ SoundEngine

รูปร่าง+หน้าตาภายนอก
กับฟังท์ชั่นใช้งาน

รูปร่างหน้าตาของ Hegel H390 ดีไซน์มาในมาตรฐานสแกนดิเนเวี้ยนทุกกระเบียดนิ้ว เรียบง่ายไม่รุงรัง เกลี้ยงเกลาและดูดี ครบทุกมิติ เนื้องานตัวถังดูเรียบร้อยและบึกบึนดีมาก ตัวถังถูกออกแบบมาเป็นทรงสี่เหลี่ยมมาตรฐานสากล ด้วยสัดส่วนความกว้าง 43 .. หรือ 17 นิ้วพอดี ความลึกวัดจากแผงหน้าไปจรดแผงหลังได้ 39 .. ส่วนความสูงเฉพาะหน้าปัด 12 .. ถ้ารวมขาตั้งก็ประมาณ 14 ..

บนหน้าปัดมีแค่ส่วนประกอบที่จำเป็น นั่นคือ สวิทช์เลือกอินพุตกับวอลลุ่มคอนโทรลที่ทำเป็นปุ่มหมุนขนาดใหญ่เหมือนๆ กันทั้งสองปุ่ม วางประกบจอแสดงผลอยู่ตรงกลาง ซึ่งเป็นจอ OLED ขนาดสูง 4 .. x กว้าง 12 .. แสดงผลด้วยตัวหนังสือสีขาวสว่างตา รายละเอียดที่แสดงบนจอมีอยู่ 3 อย่าง (ดูภาพ) คือ อินพุตที่กำลังเล่น, สภาวะการเชื่อมต่อเน็ทเวิร์ค ซึ่งจะแสดงเป็นเครื่องหมาย เมื่อคุณเสียบสายแลนไว้ที่ช่องอินพุต Ethernet และตัว H390 เชื่อมต่อกับเน็ทเวิร์คได้เรียบร้อย แต่ถ้ามีความผิดพลาดเกี่ยวกับการเชื่อมต่อ จะแสดงเป็นเครื่องหมาย “Xและสุดท้ายคือระดับวอลลุ่มที่กำลังใช้งาน ซึ่งจะเปลี่ยนไปตามระดับการหมุนปุ่มวอลลุ่มหรือกดปรับความดังจากรีโมทไร้สายที่แถมมาให้ โดยที่ตัวเลขวอลลุ่มจะอยู่ระหว่าง 00 (ต่ำสุด) – 99 (สูงสุด) เหนือจอแสดงผลขึ้นไปเป็นชื่อยี่ห้อที่สกรีนด้วยสีขาว ส่วนปุ่มเพาเวอร์สำหรับกดเปิด/ปิดเครื่องซ่อนอยู่ด้านล่างตรงกลางใต้หน้าปัด

A = ขั้วต่อสายลำโพงแชนเนลขวา
B = Line Level Output แบบ Fixed
C = Line Level Output แบบ Variable
D = อะนาลอก อินพุต แบบบาลานซ์ (XLR)
E = อะนาลอก อินพุต 1 แบบอันบาลานซ์ (RCA)
F = อะนาลอก อินพุต 2 แบบอันบาลานซ์ (RCA)
G = ขั้วต่อสายลำโพงแชนเนลซ้าย
H = ขั้วต่อสายไฟเอซี
I = ช่อง Digital Out แบบ BNC
J = ช่อง Digital Input แบบ BNC
K = ช่อง Digital Inputแบบ Coaxial
L = ช่อง Digital Inputแบบ Optical TOSLINK 3 ช่อง
M = ช่อง Digital Inputแบบ USB สำหรับคอมพิวเตอร์
N = ช่องอินพุต Ethernet สำหรับต่อกับเน็ทเวิร์ค

H390 เป็นอินติเกรตแอมป์ที่ภาพขยายสัญญาณทำงานในโดเมน analog แต่นอกจากจะมีอินพุตสำหรับสัญญาณอะนาลอกมาให้ถึง 3 ช่อง คือ XLR หนึ่งช่องและ RCA อีกสองช่องแล้ว มันยังให้อินพุต digital มาด้วย และเมื่อพิจารณาจากอินพุตทั้งหมดที่ให้มาแล้ว ยังขาดแค่ภาคโฟโนสเตจในตัวเท่านั้นที่ยังไม่ได้ให้มา ถ้าให้มาด้วยก็จะสามารถเรียกได้เต็มปากว่า H390 เป็นอินติเกรตแอมป์แบบ All-in-One ที่แท้ทรู!

อะนาลอก อินพุต

ในการทดสอบช่วงหนึ่ง ผมตัดส่วนที่เป็นดิจิตัลของ H390 ออกไป เพื่อลองทดสอบเนื้อแท้ของความเป็น “แอมปลิฟาย” ของ H390 ด้วยเครื่องเล่นแผ่นเสียงซึ่งเป็น source อะนาลอกแท้ๆ โดยอาศัยเครื่องเล่นแผ่นเสียงรุ่น TD 402DD ของ Thorens ที่ติดหัวเข็ม MM ของ Audio Technica กับภาคขยายสัญญาณหัวเข็มมาในตัว ผมพยายามตั้งใจฟังเสียงที่ได้ออกมาจากแผ่นเสียงหลายๆ แผ่น เพื่อจับดูว่าจะมีลักษณะของความเป็น “ดิจิตัล” ติดมากับน้ำเสียงหรือเปล่า.?   

ต้องยอมรับจริงๆ ครับว่า H390 ดีโดยเนื้อแท้ของมันเอง! น้ำเสียงของภาคขยายในตัว H390 ที่ขยายสัญญาณจากเครื่องเล่นแผ่นเสียง Thorens ตัวนี้มีทั้งความนุ่มเนียนและลื่นไหลออกมาตามสไตล์ของเสียงแบบอะนาลอกทุกกระเบียดนิ้ว ไม่มีความหยาบกร้านติดออกมาให้ได้ยินเลยแม้แต่น้อย แสดงว่า SoundEngine, DualAmp และ FeedForward ที่ Bent Holter ใส่ลงไปใน H390 ทำงานได้ผลลัพธ์ออกมาดี เสียงสะอาดมากทั้งสเปคตรัม H390 ให้เสียงแหลมที่เป็นเม็ดฝอยละเอียด กลางลอยเด่นและผ่อนพลิ้ว ส่วนทุ้มก็นุ่มและทอดตัวแผ่ออกไปเป็นระลอกตามแบบฉบับของแผ่นเสียงทุกอย่าง ฟังด้วยเครื่องเล่นแผ่นเสียงตัวนี้แล้ว มันทำให้ผมนึกคันอยากลองหาเครื่องเล่นแผ่นเสียงกับโฟโนสเตจราคาแพงๆ กว่านี้มาลองซะจริงๆ เชื่อว่าเสียงจะไปได้ไกลกว่านี้อีกมาก (ราคาของ TD 402DD แค่สามหมื่นห้าเอง) 

ดิจิตัล อินพุต

ต้องยอมรับว่า H390 ให้อินพุตสำหรับรองรับสัญญาณดิจิตัลมาเกือบครบถ้วนสมบูรณ์ ไล่มาตั้งแต่ Optical, Coaxial, USB และ Ethernet ขาดอยู่แค่ AES/EBU เท่านั้น แต่ที่เด็ดก็คือ ทุกอินพุตรองรับการถอดรหัสฟอร์แม็ต MQA ซะด้วย และช่องอินพุต USB, Coaxial (ทั้ง RCA และ BNC) รวมถึงอินพุต Optical ยังรองรับสัญญาณ DSD ที่จัดแพ็คเกจมาในฟอร์แม็ต DoP ได้อีก!

อินพุต USB

ช่องอินพุต USB สามารถใช้งานร่วมกับระบบปฏิบัติการณ์ Mac OS, Windows และ Linux และมีความสามารถในการรองรับไฟล์เพลงได้ถึงระดับสูงสุดเท่าที่จะหาได้ในปัจจุบัน ทั้งจากฟอร์แม็ต PCM ที่รับได้สูงสุดถึง 32/384 (ในขณะที่ชิป DAC ที่ใช้ในตัว H390 รองรับได้สูงสุดถึง 32/768kHz) และจากฟอร์แม็ต DSD ที่รับได้สูงสุดถึง DSD256 (11.2MHz) ซึ่งสูงสุดเท่าที่ชิป DAC รองรับได้โดยผ่านการเข้ารหัสด้วยฟอร์แม็ต DoP

จากการทดลองใช้งาน ผมพบว่า ช่องอินพุต USB ของ H390 เป็นไฮไล้ท์ของอินติเกรตแอมป์ตัวนี้ มันเป็นช่องอินพุตที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าทุกอินพุตของ H390 ที่ให้มาและรองรับสัญญาณได้สูงสุดของมาตรฐานในปัจจุบันด้วย ในการทดสอบ ผมใช้ roon nucleus+ เป็นทรานสปอร์ต เชื่อมต่อกับ H390 ผ่านทางช่องอินพุต USB แล้วลองเล่นไฟล์ WAV และ FLAC ที่มีเรโซลูชั่นตั้งแต่ระดับ CD Quality 16/44.1 ขึ้นมาเรื่อยๆ พบว่าช่องอินพุต USB ของ H390 สามารถรองรับได้ทั้งหมดจาก 16/44.1 ทะลุไปจนถึง 24/352.8 สุดซอยไปเลย และเสียงที่ได้ออกมาก็ดีขึ้นไปตามฟอร์แม็ตอีกด้วย เมื่อเล่นไฟล์ที่มีสเปคฯ สูงกว่าจะรู้ได้ถึงความควบแน่นของเนื้อเสียง ความสะอาดเนียนของเนื้อเสียงโดยเฉพาะในย่านแหลมที่ใสและระยิบระยับมากกว่า อัตราสวิงของไดนามิกที่กว้างขึ้น ไปจนถึงโมชั่นของเสียงที่เคลื่อนไหวได้อย่างมั่นคงและนิ่งกว่า

นอกจากนั้น ผมได้ลองเล่นไฟล์ DSF64, DSF128 และ DSF256 ผ่านเข้าทางอินพุต USB ของ H390 ด้วย ปรากฏว่ามันรองรับได้หมดทุกระดับในฟอร์แม็ต DoP ซึ่งคุณภาพเสียงที่ได้ออกมาก็สามารถรับรู้ได้ถึงความแตกต่าง คือตอนเล่นไฟล์ DSF128 จะได้เสียงออกมา เบากว่าตอนเล่นไฟล์ DSF64 แต่เมื่อเร่งวอลลุ่มของ H390 ขึ้นมาให้ได้ความดังเท่าๆ กับตอนฟังไฟล์ DSF64 จะรับรู้ถึงไดนามิกเร้นจ์ที่สวิงได้กว้างกว่า แบ็คกราวนด์ของพื้นเสียงเงียบสงัดมากกว่า และเมื่อเล่นไฟล์ DSF256 ก็ยิ่งได้ความดังน้อยกว่าตอนเล่นไฟล์ DSF128 ลงไปอีก ต้องเร่งวอลลุ่มของ H390 ให้สูงขึ้นไปอีก สเกลวอลลุ่มไปอยู่แถว 60 – 65 แต่ก็ยังสามารถเร่งได้อีกเยอะ (สุดสเกลที่ 99) และเสียงที่ได้ก็สวิงไดนามิกได้กว้างขึ้นไปอีก รายละเอียดที่ความถี่สูงเป็นตัวมากขึ้น โฟกัสของเสียงเป๊ะขึ้นไปเรื่อยๆ สัณฐานของตัวเสียงมีลักษณะสันทัด เหมือนคนถูกรีดไขมัน ทำให้ได้ไดนามิกคอนทราสน์ยิ่งซอยระดับได้ละเอียดยิบมากขึ้น ฟังเพลงร้องแล้วเข้าลึกถึงแก่นอารมณ์ของศิลปินมากยิ่งขึ้น เมื่อเทียบกับขนาดของบอดี้ตัวเสียงแล้วพบว่าไฟล์ DSF64 ให้ตัวเสียงที่มีขนาดใหญ่กว่า แต่ความคมชัดของบอดี้จะสู้ไฟล์ DSF128 ไม่ได้ และบอดี้ของไฟล์ DSF128 ก็ยังสู้ไฟล์ DSF256 ไม่ได้ในแง่ของโฟกัสและความเป็นสามมิติของตัวเสียงด้วย

เป็นอีกหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่ผมได้ยินว่าไฟล์ที่มี resolution สูงกว่าให้เสียงออกมาดีกว่าไฟล์ที่มี resolution ต่ำกว่า ถือว่าเป็นอะไรที่ควรจะออกมาแบบนี้เมื่อคำนึงถึงสเปคฯ ที่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งในอดีตนั้น DAC บางตัวไม่สามารถแสดงคุณลักษณะของไฟล์ที่มีความละเอียดสูงมากๆ ให้ออกมาฟังดูดีกว่าไฟล์ที่มีความละเอียดต่ำกว่าได้ พูดง่ายๆ คือฟังไฟล์ที่มีเรโซลูชั่นสูงกว่าแต่ชนะไม่ขาดนั่นเอง สาเหตุนั้นน่าจะเป็นเพราะภาคดีโค๊ดเดอร์ที่ DAC สมัยก่อนใช้ render ไฟล์ออกมาเป็นสัญญาณเสียงก่อนส่งให้ชิป DAC มีประสิทธิภาพไม่สูงพอ และอีกอย่างที่เป็นไปได้คือ ภาค clock ที่ DAC หลายๆ ตัวใช้ไม่มีความแม่นยำสูงพอเหมือนอย่างที่ใช้อยู่ใน H390 ตัวนี้ก็เป็นได้ (ทางผู้ผลิตระบุว่าได้ออกแบบวงจร clock ออกมาใช้เองด้วย)

ยังครับ.! ความมหัศจรรย์ของช่องอินพุต USB ของ H390 ยังไม่หมด ผมทดลองเล่นไฟล์ WAV 16/44.1 ที่ผมริปออกมาจากแผ่น MQA-CD กับ H390 ด้วย roon nucleus+ เข้าทางช่อง USB ปรากฏว่า ภาคอินพุตใน DAC ของ H390 สามารถคลี่ MQA ออกมาได้สุดลิ่ม ได้ออกมาเป็นสัญญาณ Hi-Res PCM ออริจินัลตามที่เพลงนั้นถูกเข้ารหัสมาจากสตูดิโอเป๊ะๆ! ชุดที่ระบุว่าทำมาจากมาสเตอร์ 24/352.8 ก็ออกมาตามนั้นไม่มีขาด ไม่มีการ downconvert ดูประจักษ์พยานได้จากหน้าจอของ H390 เอง

ช่องอินพุต Ethernet

Hegel ไม่ได้มีแอพลิเคชั่นสำหรับสตรีมไฟล์เพลงบนเน็ทเวิร์คมาให้ใช้ควบคุมการเล่นไฟล์เพลงเหมือนแบรนด์อื่นๆ เมื่อคุณเสียบสาย LAN เข้าที่ช่องอินพุต Ethernet ของ H390 มันจะทำตัวเองเป็น “media rendererคือรองรับสัญญาณเสียงที่เล่นมาจากซอฟท์แวร์ “media playerที่รองรับมาตรฐาน UPnP/DLNA จากภายนอก ซึ่งคุณต้องไปหาดาวน์โหลดแอพลิเคชั่นของเจ้าอื่น (third party) ที่ใช้มาตรฐาน UPnP/DLNA มาใช้เล่นไฟล์ ซึ่งทาง Hegel แนะนำให้ใช้แอพฯ “M-Connectหรือ “Bubble UPnPผมจึงทดลองใช้แอพฯ M-Connect กับอินพุต Ethernet ของ H390 พบว่ามันไปกันได้ดีเลย ถ้าใช้ roon nucleus+ สตรีมไฟล์ไปที่ H390 ผ่านทางอินพุต Ethernet จะได้แค่ระดับ AirPlay เท่านั้นเอง ซึ่งรองรับไฟล์เพลงได้จำกัดมาก (ทาง Hegel แจ้งว่ากำลังอยู่ในขั้นตอนทำให้ผลิตภัณฑ์ของพวกเขา รวม H390 ด้วยได้รับการปรับปรุงให้เป็น “Roon Readyในอนาคต ซึ่งจะทำให้ได้คุณภาพเสียงที่สูงขึ้น)

ภาพด้านบนนี้ ผมลองเล่นไฟล์ DSF64 บน roon nucleus+ แล้วส่งสัญญาณเสียงไปที่ H390 ทาง Ethernet ปรากฏว่า ตัว roon ต้องทำการแปลงสัญญาณ DSD2.8MHz/1-Bit จากไฟล์ DSF64 ให้ออกมาเป็นสัญญาณ PCM ที่ระดับแซมปลิ้งที่ 352.8kHz และยกระดับบิตข้อมูลที่ 1-Bit ขึ้นไปลอยอยู่ที่ระดับ 64-Bit จากนั้นก็ทำการแปลงแซมปลิ้งเรต (sample rate conversion) ที่ระดับ 352.8kHz ลงมาอยู่ที่ 44.1kHz และทำการแปลงบิตข้อมูล (bit depth conversion) จาก 64-Bit ที่ลอยไว้ลงมาอยู่ที่ 16-Bit ก่อนจะสตรีมออกไปให้กับ H390 ทางช่องอินพุต Ethernet ด้วยแอลกอริธึ่มของ AirPlay

เมื่อลองฟังอัลบั้มเดียวกันจากต้นฉบับที่เป็นไฟล์ DSF64 เมื่อเล่นผ่านเข้าทางอินพุต Ethernet ด้วย AirPlay (ถูกแปลงเป็น PCM 16/44.1) เสียงออกมาสู้เล่นผ่านเข้าทางช่อง USB ไม่ได้ (เล่นแบบเนทีฟ DSD64)

ผมลองใช้แอพฯ M-Connect เล่นไฟล์เพลงที่อยู่บนคอมพิวเตอร์ของผมผ่านเซิร์ฟเวอร์ Asset UPnP ปรากฏว่า ช่องอินพุต Ethernet ของ H390 รองรับเฉพาะสัญญาณ PCM เท่านั้น ไม่รองรับสัญญาณ DSD ผมต้องใช้ฟังท์ชั่น SRC (Sample Rate Conversion) บนโปรแกรมเซิร์ฟเวอร์ Asset UPnP ทำการแปลงสัญญาณ DSD ให้เป็น PCM ก่อนแพ็คเป็นไฟล์ WAV ส่งออกไปให้ช่อง Ethernet ของ H390 จึงเล่นได้ ไม่ว่าจะเป็นไฟล์ DSF64, DSF128 หรือ DSF256 ผมตั้งที่ Asset UPnP ให้แปลงเป็น PCM 24/96 ทั้งหมด ก็เล่นได้หมดตามที่เห็นในภาพข้างบน เสียงที่ออกมาก็ดีกว่าใช้ AirPlay บน roon ในการเล่น

เล่น TIDAL Master กับ H390

บนแอพ M-Connect มีแอพฯ TIDAL ติดตั้งเอาไว้ด้วย ผมลองเล่นไฟล์ Master บน TIDAL แล้วส่งให้ H390 ทางอินพุต Network

ปรากฏว่า H390 สามารถคลี่ไฟล์ MQA จาก TIDAL Master ที่รับจากแอพ M-Connect เข้ามาทางอินพุต Network ออกมาได้เต็มสูบ ถ้าอินเตอร์เน็ตไม่มีปัญหาคอขวด การสตรีมไฟล์จาก TIDAL ทำได้อย่างลื่นไหล เสียงที่ออกมาอยู่ในเกณฑ์ดีทีเดียว

อินพุต Coaxial, BNC & Optical

ทางผู้ผลิตให้ข้อมูลไว้ว่า อินพุต Coaxial, BNC และ Optical สามารถรองรับสัญญาณ PCM ได้ถึงระดับไฮเรซฯ + รองรับสัญญาณ DSD64 ได้ และยังรองรับการถอดรหัส MQA ได้อีกด้วย

ผมทดลองใช้เครื่องเล่นแผ่นซีดีทรานสปอร์ตของ Cambridge Audio รุ่น CXC v2 เล่นแผ่นซีดีแล้วปล่อยสัญญาณดิจิตัล PCM 16/44.1 จากแผ่นซีดีไปเข้าที่ช่องอินพุต BNC, Coaxial และ Optical ของ H390 เสียงออกมาดีมาก โฟกัสแม่น อิมแพ็คคม แถมเนื้อไม่บาง มีมวลเข้มข้นดี

เพื่อทดลองป้อนสัญญาณที่มีความละเอียดสูงกว่า CD เข้าไปทางช่อง Coaxial, BNC และ Optical ผมเลยเปลี่ยนใช้เครื่องเล่นไฟล์ Audiolab รุ่น 6000N Play (REVIEW) กับ Cambridge Audio รุ่น CXN v2 (REVIEW) สลับกันทำหน้าที่เป็นตัวเล่นไฟล์เพลงไฮเรซฯ แล้วส่งสัญญาณดิจิตัลออกไปที่อินพุต Coaxial, BNC และ Optical ของ H390 เพื่อเช็คความสามารถในการรองรับสัญญาณของสามอินพุตนี้และทดลองฟังคุณภาพเสียงไปในตัว ผลคือ อินพุตทั้งสามช่องของ H390 รองรับสัญญาณ PCM ได้ถึงระดับ 24/192 และรองรับสัญญาณ DSD64 ด้วยฟอร์แม็ต DoP ได้จริงตามที่ผู้ผลิตระบุไว้

อีกช่วงหนึ่ง ผมทดลองเล่นไฟล์ MQA ที่ริปมาจากแผ่น MQA-CD (ออริจินัลเป็นไฟล์ MQA 88.2kHz) บน roon nucleus+ แล้วส่งสัญญาณไปที่ Cambridge Audio รุ่น CXN v2 ที่ผ่านการอัพเดตเฟิร์มแวร์ให้เป็น Roon Ready ทางอินพุตเน็ทเวิร์ค จากนั้นก็ต่อสายดิจิตัล coaxial จากเอ๊าต์พุตของ CXN v2 ไปเข้าที่อินพุต BNC ของ H390 ปรากฏว่า ที่หน้าจอของ H390 แสดงสเปคฯ ของสัญญาณอินพุตด้วยคำว่า “OFS 88.2kHz” (ภาพด้านบน) ซึ่งเป็นโค๊ดที่แสดงให้รู้ว่า สัญญาณที่รับมาจาก CXN v2 เป็นสัญญาณ MQA ที่ผ่านการถอดรหัสด้วยดีโค๊ดเดอร์บน roon core มาแล้ว ส่วน H390 มีหน้าที่รับมา render ต่อ ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานขั้นตอนการเพลย์แบ็คที่ MQA กำหนดไว้

ภาคแอมปลิฟาย

ความสามารถในการรองรับสัญญาณดิจิตัล อินพุตได้หลากหลายช่องทางและหลากหลายรูปแบบของ H390 อาจจะทำให้คุณไขว้เขว ลืมไปว่าพื้นฐานของเครื่องเสียงตัวนี้ก็คือ ภาคขยายซึ่งให้มามากถึง 250W ต่อข้างคงที่ไปตลอดตั้งแต่โหลด 8 โอห์มลงไปจนถึง 2 โอห์ม ตอบสนองความถี่ได้กว้างขวางคือตั้งแต่ 5Hz ไปจนถึง 180kHz

การออกแบบภาคขยายของแอมป์ตัวนี้อาศัยพื้นฐานของวงจรขยาย class-A กับ class-AB เข้ามาผสมผสานกันโดยมีเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาร่วมจัดการหลายอย่าง เพื่อให้สัญญาณเสียงเพลงถูกรบกวนจากภาคขยายน้อยที่สุด เป็นวงจรขยายที่รักษาคุณภาพของสัญญาณให้ใกล้เคียงกับต้นฉบับให้ได้มากที่สุด ซึ่งเทคโนโลยีหลักก็คือ SoundEngine ที่ใช้วิธีขจัดความเพี้ยนที่เกิดขึ้นในแต่ละขั้นตอนขยายโดยไม่ใช้วิธีป้อนสัญญาณ Global Negative Feedback แต่ใช้ local feedback กับ adaptive feedforward ในการ cancle ความเพี้ยนออกไปจากสัญญาณ

อีกเทคนิคที่ Hegel เอามาใช้ในการออกแบบอินติเกรตแอมป์กับเพาเวอร์แอมป์ทั้งหมด เป็นเทคนิคการออกแบบวงจรขยายที่เรียกว่า “DualAmpคือแยกวงจรขยายส่วนที่เป็น voltage gain กับส่วนที่เป็น current gain ออกจากกันเป็นคนละวงจร ซึ่งโดยทั่วไปจะรวมอยู่ด้วยกัน ซึ่งข้อดีในการแยกก็คือ ทำให้สามารถแยกส่วนที่อ่อนไหวของวงจร voltage gain ออกไปให้ห่างจากการทำงานของวงจร current gain ได้ เนื่องจากการทำงานของวงจรขยายส่วนของ current gain จะสร้างกระแสไหลไปที่ลำโพงเยอะมาก เมื่อส่วนที่อ่อนไหวของวงจรขยาย voltage gain ซึ่งเป็นการขยายส่วนที่เป็น เนื้อสัญญาณตรงๆ ถูกกันออกไป ตัวสัญญาณจึงไม่ถูกกระทบจากการทำงานของวงจร current gain นั่นเอง เทคโนโลยี DualAmp นี้เป็นนวัตกรรมที่ Hegel คิดค้นขึ้นมาใช้กันเอง จะพบเฉพาะในผลิตภัณฑ์ของแบรนด์นี้เท่านั้น

แอมป์ยี่ห้ออื่นๆ มักจะใช้ไฟเลี้ยงจากแหล่งเดียวกันสำหรับวงจรขยายทั้งหมด แต่ Hegel ใช้วิธีแยกภาคจ่ายไฟของแต่ละส่วนออกจากกันเพื่อไม่ให้เกิดการอั้นกระแสที่ดึงกันเองระหว่างแต่ละวงจร ซึ่งทาง Hegel ตั้งชื่อเรียกเทคนิคนี้ว่า “DualPowerซึ่งเป็นเทคนิคพิเศษอีกอย่างหนึ่งของแบรนด์นี้

ฟังท์ชั่นพิเศษ

H390 ให้รีโมทไร้สายมาด้วย ซึ่งนอกจากจะใช้ปรับระดับความดังและเลือกอินพุตแล้ว รีโมทไร้สายอันนี้ยังใช้ควบคุมการเล่นไฟล์เพลงกับใช้ปรับตั้งฟังท์ชั่นการทำงานของตัวเครื่องอีกด้วย

คุณสามารถสั่งปิดจอแสดงผลได้ด้วยการกดปุ่ม DISP บนรีโมทค้างไว้ประมาณสองวินาที และกดซ้ำเพื่อเปิดหน้าจอกลับขึ้นมา สามารถปรับตั้งอินพุตใดอินพุตหนึ่งให้เป็นช่อง hometheater bypass ได้ ในกรณีที่คุณต้องการนำ H390 ไปใช้อัพเกรดคุณภาพการฟังเพลงในชุดโฮมเธียเตอร์, ปรับตั้งระดับความดังสูงสุดของวอลลุ่มได้ นอกจากนั้น คุณยังสามารถอัพเกรดคุณภาพของภาค DAC ได้โดยเอา external DAC เข้ามาใช้ร่วมกับ H390 แล้วต่อสัญญาณ digital out (BNC) ไปใช้กับ DAC จากภายนอกแล้วป้องสัญญาณ analog out จาก DAC ตัวนั้นเข้ามาที่ H390 ทางช่องบาลานซ์ XLR จากนั้นให้กดที่ปุ่ม “PLAYบนรีโมทแช่ไว้ประมาณสองวินาทีเพื่อเข้าไปในเมนูของเครื่องโดยดูข้อมูลการเลือกหัวข้อเมนูจากหน้าจอของเครื่อง จากนั้นก็เลือกใช้ฟังท์ชั่น DAC-Loop

คุณสามารถเข้าไปตั้งชื่อของ H390 หรืออัพเดตเฟิร์มแวร์ และปรับตั้งการเชื่อมเน็ทเวิร์คของตัว H390 ผ่านทางคอมพิวเตอร์ได้ด้วย แค่เข้าไปเอา IP address ของเครื่องจากเมนู “Networkไปคีย์ลงบน browser บนคอมพิวเตอร์เพื่อเปิดเข้าไปที่หน้าจอการปรับตั้ง จะง่ายกว่าดูบนหน้าจอ

แม็ทชิ่ง + เซ็ตอัพซิสเต็มเพื่อการทดสอบ

Hegel มีอินติเกรตแอมป์อยู่หลายรุ่น ซึ่งความแตกต่างหลักๆ จะอยู่ที่ กำลังขับสำหรับตัว H390 อยู่ในกลุ่มที่ให้กำลังขับสูงคือ 250W ต่อแชนเนลที่โหลด 2 – 8 โอห์ม ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขกำลังขับที่ อุ่นใจได้ว่าจะครอบคลุมการใช้งานร่วมกับลำโพงได้หลากหลายมาก

ในการทดสอบใช้งานจริง ผมทดลองใช้ลำโพงร่วมกับ H390 มากถึง 5 คู่ ทั้งถูกและแพงไล่ตั้งแต่ Monitor Audio รุ่น Bronze 100, Wharfedale รุ่น EVO 4.4 (REVIEW), Totem Acoustics รุ่น The One, Audiovector รุ่น R1 Arrete และ Focal รุ่น Supra No.1 (REVIEW) ซึ่งลำโพงเหล่านี้มีสเปคฯ ที่หลากหลาย ทั้งทางด้านความไว, ความถี่ตอบสนอง, ความไว และช่วงกำลังขับ min-max ที่แนะนำ จากผลที่ทดสอบผ่านมา ปรากฏว่า H390 สามารถขับลำโพงเหล่านั้นออกมาได้ หมดทุกคู่!

หลังจากทดสอบดูว่าแต่ละอินพุตของ H390 รองรับสัญญาณได้แค่ไหน ผมพบว่า แต่ละอินพุตของ H390 มีประสิทธิภาพในการรองรับสัญญาณและคุณภาพเสียงแตกต่างกัน ดังนั้น การเลือกใช้งานแต่ละอินพุตขึ้นอยู่กับอุปกรณ์ต้นทางของคุณเองว่าใช้อะไรเป็นเพลเยอร์ในการเล่นเพลง ซึ่งผมพบว่า ถ้าคาดหวังคุณภาพเสียง สูงสุดจาก H390 มีอยู่ 2 ช่องทาง คือใช้อินพุต USB สำหรับสัญญาณดิจิตัล กับใช้เครื่องเล่นแผ่นเสียง + โฟโนสเตจที่มีคุณภาพสูงๆ กับอินพุต Analog ของ H390

ในการทดสอบคุณภาพเสียงของ H390 ผมเซ็ตอัพเครื่องเล่นไฟล์เพลงของ roon รุ่น nucleus+ (REVIEW) พร้อมเสริมด้วยภาคจ่ายไฟลิเนียร์ เพาเวอร์ซัพพลายของ Nordost รุ่น Q-Source (REVIEW) ทำหน้าที่เป็นทรานสปอร์ตในการเล่นไฟล์เพลงแล้วส่งสัญญาณดิจิตัลเข้าช่องอินพุต USB ของ H390 ผ่านสาย USB type A>B ของ Nordost รุ่น Blue Heaven ส่วนอินพุตอะนาลอก ผมใช้เครื่องเล่นแผ่นเสียงของ Thorens รุ่น TD 402DD ซึ่งมีภาคโฟโนในตัวในการเล่นแผ่นเสียงแล้วส่งสัญญาณอะนาลอกผ่านสายสัญญาณ Nordost รุ่น Tyr2 (REVIEW) เข้าทางช่องอินพุต Analogue 1 ของ H390

ระหว่างเอ๊าต์พุตของ H390 กับลำโพงที่ใช้ขั้วต่อ bi-wire ผมใช้สายลำโพงของ Transparent Cable รุ่น Super Speaker Cable แบบ single > bi-wire เป็นตัวเชื่อมต่อ และใช้สายลำโพงของ Nordost รุ่น Tyr2 (REVIEW) ในการเชื่อมต่อกับลำโพงที่ใช้ขั้วต่อแบบซิงเกิ้ลไวร์ และใช้สายไฟเอซีของ Tchernov รุ่น Reference AC Power เชื่อมต่อระหว่าง H390 กับตัวกรองไฟ Shunyata Research รุ่น Denali 6000/s V2 (REVIEW) ซึ่งจากการทดลองสลับฟังระหว่างเสียบสายไฟเอซีจาก H390 ตรงเข้าปลั๊บนผนัง กับเสียบผ่านตัวกรองไฟ Denali 6000/s V2 ผมพบว่า เสียบผ่าน Denali 6000/s V2 ให้เสียงออกมาดีกว่าทุกด้านโดย ไม่มีอาการอั้นตื้ออย่างที่เกรง

คุณภาพเสียงของ H390

หลังจากได้ทดลองฟังแอมป์ตัวนี้มานานเกินหนึ่งเดือน ร่วมกับลำโพงทั้งหมดที่แจ้งไว้ ผมบอกได้เลยว่าเสียงของแอมป์ตัวนี้มีคุณสมบัติเด่นหลายประการ และคุณสมบัติเหล่านั้นต่างก็เป็นองค์ประกอบหลักๆ ของคำว่า เสียงดีทั้งนั้น เริ่มจาก ความโปร่งใสที่มักจะใช้คำว่า Transparency ในการอธิบาย ซึ่งในแง่ของโสตมันคือความสามารถในการ ได้ยินรายละเอียดของเสียงที่ผู้ฟังสามารถเจาะทะลุลงไปถึงรายละเอียดเสียงที่เบามากๆ ได้อย่างชัดเจน ซึ่ง ความโปร่งใสของเสียงที่หูรู้สึกนี้ มันสะท้อนไปถึงคุณสมบัติของเสียงในแง่ noise floor หรือระดับของสัญญาณรบกวนที่ต่ำมากๆ ทำให้รายละเอียดของเสียงที่มีเบามากๆ ไม่ถูกสัญญาณรบกวนที่ว่ากลบทับลงไป

ความโปร่งใสเป็นคุณสมบัติที่ผมคิดว่ามันสำคัญมากเป็นอันดับแรก เครื่องเสียงที่ดีทุกชิ้นควรจะมีคุณสมบัติข้อนี้อยู่ในตัว เพราะมันคือสิ่งแรกที่จะทำให้เราได้ยิน ทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรากฏออกมาจากลำโพงได้อย่างครบถ้วนที่สุด หลักการคือเราต้องได้ยินก่อน จึงจะสามารถตรวจสอบต่อเนื่องไปถึงลักษณะของเสียงเหล่านั้นได้

ช่อง USB ของ H390 ตอบสนองกับสัญญาณไฮเรซฯ ออกมาได้ดีมากๆ โดยเฉพาะสัญญาณ DSD ซึ่งเสียงที่ออกมายิ่งมีความใสสะอาดมาก

อัลบั้ม : Jazz Giant (DSF64)
ศิลปิน : Benny Carter

ช่วงทองของวงการเพลงแจ๊สในอเมริกาอยู่ระหว่างทศวรรต 50 – ‘60 ซึ่งในจำนวนค่ายเพลงที่ผลิตผลงานเพลงแจ๊สดีๆ ออกมาในยุคนั้นก็มีชื่อของ Contemporary Records เป็นหนึ่งในนั้น และนอกจากผลงานของค่ายคอนเท็มโพรารี่จะมีความโดดเด่นทางด้านดนตรีที่มีศิลปินเบอร์ใหญ่ๆ ในสังกัดอยู่เยอะแล้ว จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งที่ Lester Koening ผู้ก่อตั้งให้ความสำคัญไม่น้อยไปกว่าดนตรีก็คือ คุณภาพเสียงเขาถึงกับยอมจ่ายค่าตัวสูงๆ ให้กับซาวนด์เอนจิเนียร์มือดีอย่าง Roy DuNann เพื่อจ้างมาช่วยดูแลการบันทึกให้จนทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า Sound Signature ที่บ่งบอกความเป็นตัวตนของค่าย Contemporary Records ออกมาให้โลกรู้จัก

ไม้เด็ดที่ Roy DuNann ใช้ในการบันทึกเสียงก็คือไมโครโฟนที่ให้ผลดีเป็นพิเศษกับเทคนิคการบันทึกเสียงเครื่องดนตรีสดด้วยวิธีจ่อไมโครโฟนเข้าไปใกล้ๆ กับเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นเพื่อดึงไดนามิกเร้นจ์ของเสียงที่เกิดจากการบรรเลงของนักดนตรีแต่ละคนออกมาให้ได้ใกล้เคียงกับการบรรเลงสดๆ ในสตูดิโอให้มากที่สุด งานเพลงชุด Jazz Giant ของ Benny Carter ชุดนี้ก็เป็นหนึ่งในผลงานมาสเตอร์พีซของรอย ดูแนน ซึ่งไมโครโฟนที่ Roy DuNann ใช้ในการบันทึกเสียงอัลบั้มชุดนี้ก็คือ คอนเดนเซอร์ไมโครโฟนยี่ห้อ Neumann/Telefunken รุ่น U-47 ของเยอรมัน กับยี่ห้อ AKG รุ่น C-12 ของออสเตรีย

ถ้าคุณยังไม่เคยฟังอัลบั้มนี้มาก่อน ผมขอเตือนว่า ก่อนที่เสียงของแทรคแรกจะพุ่งผ่านลำโพงออกมา อย่าเร่งเสียงดังมาก! เพราะเสียงดนตรีแต่ละชิ้นที่คุณจะได้ยินจากอัลบั้มนี้มันมี ความสดมากเป็นพิเศษ! ซึ่งนั่นคือจุดเด่นของอัลบั้มนี้ ไม่ว่าจะเป็นเสียงอัลโต้ แซ็กฯ กับทรัมเป็ตของเบนนี่ คาร์เตอร์, ดับเบิ้ลเบสของ ลีรอย วันนีก้า, เสียงกลองของเชลลี มานน์ ต่างก็มีทั้งพลังไดนามิกที่สวิงเต็มและรายละเอียดที่ระยิบระยับ และด้วยเทคนิคการมิกซ์ฯ แบบสดๆ ทำให้ได้ความใสของพื้นเสียงที่ดีเป็นพิเศษ ซึ่ง H390 ได้แสดงให้เห็นว่านอกจากความใสโปร่งของพื้นเสียงที่ให้ออกมาในระดับที่เรียกว่า crystal clear แล้ว เนื้อเสียงของแต่ละชิ้นดนตรีโดยเฉพาะเสียงทรัมเป็ตของเบนนี่ที่เปิดกระจ่างออกมาอย่างเต็มที่นั้น มันไม่มีอาการ เจิดจ้าจนเกินเลยอย่างที่เคยได้ยินจากแอมป์บางตัวที่ให้กำลังขับเยอะแต่เนื้อเสียงไม่สะอาด นั่นเพราะว่า แอมป์ส่วนใหญ่พยายาม ทำให้พื้นเสียงใสด้วยการใช้เทคนิคที่ไม่ถูกต้อง ส่งผลกระทบกับการตอบสนองความถี่ มักจะเกิดขึ้นในขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งของการขยายสัญญาณเพื่อให้ได้ S/N ratio ที่สูงมากๆ ในขณะที่ H390 ไม่มีอาการนั้น มันให้บรรยากาศของเสียงที่เปิดกระจ่าง โดยที่ตัวเสียงไม่มีอาการแห้งหยาบ ยังคงมีมวลที่หนาอิ่มครบถ้วน ช่วงพีคหนักๆ ก็ไม่มีอาการหวีดจนปรี๊ดแสบหู ซึ่งผมไม่แน่ใจว่า ทั้งหมดที่ได้ยินนี้จะเป็นผลมาจากการออกแบบแยกภาคขยาย voltage gain กับ current gain ออกจากกัน (DualAmp) หรือเปล่า.?

อัลบั้ม : Quality Of Silence (DSF64)
ศิลปิน : The Steve Davis Project

หลังจากฟังอัลบั้มชุด Jazz Giant ไปแล้ว ผมว่าภายใต้บรรยากาศที่เปิดกระจ่างของอัลบั้มนี้มันมีอาการสว่างโพลนปกคลุมอยู่ตลอดเวลา ตอนฟังผ่านลำโพง Audiovector R1 Arrete จะรู้สึกได้มากกว่าลำโพงคู่อื่น คงเป็นเพราะ R1 Arrete ตอบสนองความถี่สูงขึ้นไปได้ถึง 53kHz ในขณะที่ H390 ปล่อยความถี่ย่านสูงออกมาได้ถึง 180kHz ทุกสิ่งที่อยู่ในอัลบั้มนั้นจึงถูกเปิดเผยออกมาทั้งหมด.. ผมสงสัยว่า อาการสว่างโพลนที่ว่านั้นมันมาจากไหน.? อยู่ในมาสเตอร์ของอัลบั้มนั้น หรือว่าเกิดจากการทำงานของแอมปลิฟายหรือลำโพง.?

ผมเลือกอัลบั้มชุด Quality Of Silence ของค่าย DMP มาทดลองฟังเพื่อพิสูจน์ข้อสงสัยข้างต้น ซึ่งค่าย DMP ของ Tom Jung ใช้วิธีบันทึกเสียงด้วยกระบวนการและเครื่องมือดิจิตัลทั้งหมด และงานอัลบั้มชุดนี้ก็เป็นการบรรเลงของเครื่องดนตรีจำนวนไม่มากชิ้น ภาคดนตรีก็เรียบเรียงแบบหลวมๆ ไม่หนาแน่นมาก เจาะใจที่จะเอาความสงัดเงียบของบรรยากาศมาเป็นส่วนประกอบสำคัญของเพลงด้วย หลังจากฟังเพลงในอัลบั้มนี้แล้ว ผมก็ได้ข้อสรุปว่า อาการสว่างโพลนที่ได้ยินในอัลบั้มชุด Jazz Giant น่าจะมาจากเกนขยายของไมโครโฟนกับปรีไมค์ฯ ที่ Roy DuNann ใช้ในการบันทึกเสียงนั่นเอง และด้วยความต้องการแสดงเสียงที่มีไดนามิกสมจริง อัลบั้มนั้นจึงไม่ได้มีการตัดเสียงในย่านสูงออกไป ทำให้แอมเบี้ยนต์มีลักษณะสว่างแบบนั้น

เมื่อใช้ H390 + Audiovector R1 Arrete คู่เดิมฟังอัลบั้มชุด Quality Of Silence ผมได้ยินบรรยากาศที่มืดครึ้มลงกว่าเดิมอย่างชัดเจน เป็นคนละบรรยากาศกันเลย เปรียบเทียบคล้ายกับเล่นกลางแจ้ง vs. เล่นในร่ม และในอัลบั้มชุด Quality Of Silence ไม่มีเสียงเครื่องเป่าทองเหลืองที่เสียงแผดๆ มีแต่เสียงกีต้าร์, แคลิเน็ต กับเพอร์คัสชั่น จึงให้โทนเสียงออกมานุ่มหูกว่า แต่ในขณะเดียวกัน โดยรวมก็ยังมีความกระจ่างชัด และแม้ว่าแต่ละเสียงในอัลบั้มนี้จะบรรเลงกันแบบออมมือ ก็ยังสัมผัสได้ถึงพลังแฝงของอิมแพ็คอย่างชัดเจน ไม่ได้จมกลืนลงไปกับบรรยากาศที่อึมครึมนั้น เพราะได้ความใสของแอมป์มาช่วยเปิดเผย และได้กำลังขับของแอมป์มาช่วยผลักดัน

สรุป

ตอนอ่านเทคนิคการออกแบบ ผมยังคิดอยู่ในใจเลยว่า คุณเบนท์ยูคิดอะไรของยูฟะ.? วุ่นวายยุ่งเหยิงไปมั้ย.? มีแต่ศัพท์เทคนิคเยอะแยะไปหมด แต่พอได้ฟังเสียงของมันแล้วต้องยอมรับเลยว่าใช่ว่ะเฮ้ยย.. !!

ผมสังเกตจากเสียงที่ได้ยินในช่วงทดสอบการเชื่อมต่ออินพุตด้วย source ต่างๆ และจากเสียงที่ฟังจากอินพุต USB ด้วยความวิเคราะห์อย่างละเอียด ผมมองว่า ในฐานะของแอมปลิฟายที่ทำหน้าที่ “ขยาย” ความดังของสัญญาณนั้น H390 ทำหน้าที่ของมันได้ดี สามารถทำความดังของเสียงให้พุ่งผ่านลำโพงออกมาได้อย่างมีคุณภาพ คือได้ทั้งความดังที่เพียงพอต่อการสวิงไดนามิกที่กว้างขวางไม่มีอาการอั้น และยังให้เสียงที่สะอาดและเที่ยงตรงมาก ความเพี้ยนต่ำอย่างที่รู้สึกได้

ใครต้องการอินติเกรตแอมป์ที่ ถึงพร้อมทุกด้าน คือพร้อมกำลังขับ, พร้อมทั้งอินพุตที่มีคุณภาพสูงไม่ต้องเสียเงินไปซื้อเพิ่ม และพร้อมทั้งคุณภาพเสียงที่ขยับมาตรฐานสูงขึ้นไปอีกขั้น แนะนำให้ไปทดลองฟังเสียงของอินติเกรตแอมป์ตัวนี้ครับ ตั้งใจฟังนานๆ ไม่ต้องรีบร้อน เชื่อว่าคุณจะสัมผัสได้ถึงความพิเศษที่แอมป์ตัวนี้แสดงออกมา! /

********************
ราคา : 209,000 บาท / ตัว
********************
นำเข้าโดย
Discovery Hi-Fi
********************
จัดจำหน่ายโดย
Prestige Hifi
โทร. 063-638-4498
Line ID: @PrestigeHifi

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า