Training@Home#5 ไปเซ็ตอัพลำโพง Wilson Audio รุ่น Sasha W/P Series 2 ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

หลังจากได้มีโอกาสเซ็ตอัพลำโพงของ Wilson Audio มาแล้วสองสามคู่ รวมถึงรุ่น Sasha W/P series 2 รุ่นเก่าคู่ล่าสุดที่ผมเพิ่งไปเซ็ตอัพมาที่ประจวบคีรีขันธ์ ผมพบว่า ลำโพงยี่ห้อนี้มีคุณสมบัติพิเศษบางอย่างที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว นั่นคือว่ามันสามารถใช้งานภายใน “ห้องที่มีขนาดเล็ก” ได้ดี ซึ่งคำว่า “ห้องที่มีขนาดเล็ก” นั้น ผมเจตนาหมายถึง ห้องที่มีขนาดเล็กกว่าขนาดที่ควรจะใช้กับลำโพงรุ่นนี้ ยกตัวอย่างเช่น รุ่น Sasha W/P series 2 คู่นี้ซึ่งควรจะใช้กับห้องฟังที่มีขนาดสัดส่วนอยู่ระหว่าง 4 x 6 ถึง 5 x 7 ตารางเมตร เพื่อให้มันสามารถปลดปล่อยคุณสมบัติหลักๆ ทั้ง 3 ของเสียงในธรรมชาติ นั่นคือ frequency response, dynamic range และ soundstage ออกมาได้อย่างเต็มที่ แต่คราวนี้ลำโพงรุ่นนี้มาอยู่ในห้องที่มีขนาดเล็กกว่า 4 x 6 ตร. . คือกว้างแค่ 4.787 x ลึก 4.631 ตร.. ซึ่งนอกจากจะเล็กกว่าเกณฑ์ที่เหมาะสมกับขนาดของลำโพงแล้ว ยังเป็นห้องที่มีสัดส่วนกว้าง x ลึกเกือบจะเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสซะอีก ซึ่งเป็นโจทย์ที่ยากมาก แต่ก็สามารถเซ็ตอัพให้ลงตัวได้ และหลังจากเซ็ตอัพจนลงตัวแล้ว ผลลัพธ์ของเสียงที่ได้ออกมาก็อยู่ในเกณฑ์ที่ดีกว่าที่คาดไว้มาก เป็นการยืนยันถึงคุณสมบัติพิเศษของลำโพงแบรนด์นี้ตามที่ผมเกริ่นมาในตอนแรก

รายละเอียดในซิสเต็มนี้

ก่อนไปคุยเรื่องการเซ็ตอัพ เรามาดูกันก่อนว่าในซิสเต็มนี้ใช้อะไรอยู่บ้าง.?

Analog Source
: เครื่องเล่นแผ่นเสียงยี่ห้อ Nottingham Analogue Studio รุ่น Hyperspace
Phono Stage
: ภาคขยายหัวเข็ม
Nottingham Analogue Studio รุ่น Signature Phono Vacuum RIAA
Digital Source
: เครื่องเล่นแผ่น CD/SACD ยี่ห้อ
dCS รุ่น Puccini Player + Puccini U-Clock
Amplifier
: ปรีแอมป์หลอดยี่ห้อ
NAT รุ่น Symmetrical + เพาเวอร์แอมป์หลอด NAT รุ่น Transmitter
Speaker
: ลำโพงตั้งพื้น
Wilson Audio รุ่น Sasha W/P Series 2
Cable
:
สายสัญญาณ Nordost รุ่น Valhalla + สายลำโพง Tellurium Q รุ่น Silver Diamond
Accessories
:
ตัวกรองไฟ Shunyata Research รุ่น Hydra Delani 6000

analog & digital source

ปรีแอมป์ NAT รุ่น Symmetrical

โฟโนสเตจ NAT รุ่น Siganture Phono Vacuum RIAA ภาคจ่ายไฟเป็นแบตเตอรี่

เพาเวอร์แอมป์ NAT รุ่น Transmitter

ลำโพง Wilson Audio รุ่น Sasha W/P Series 2

ตัวกรองไฟ Shunyata Research รุ่น Hydra Denali 6000

วิเคราะห์ซิสเต็ม

จุดที่น่าสนใจของซิสเต็มนี้ก็ไม่หนีเรื่องของ แม็ทชิ่งตั้งแต่ขั้นตอนแรกคือ ขนาดลำโพงกับ ขนาดห้องซึ่งก็เป็นไปอย่างที่ผมเกริ่นไว้ตอนขึ้นต้นบทความนี้นั่นแหละ คือลำโพงมีขนาดที่ ใหญ่กว่าปริมาตรห้อง ซึ่งถ้าเจ้าของห้องไม่ทำการปรับสภาพอะคูสติกช่วย มีโอกาสมากที่เสียงจะล้นทะลักและควบคุมให้อยู่ในร่องในรอยได้ยาก เดี๋ยวผมจะลงรายละเอียดให้ว่าเจ้าของห้องได้ทำอะไรลงไปบ้างเกี่ยวกับเรื่องนี้

ส่วนแม็ทชิ่งขั้นที่สองก็อยู่ที่ แอมป์ฯกับ ลำโพงซึ่งเชื่อว่า ใครก็ตามที่รู้จักลำโพงแบรนด์ Wilson Audio มาดีพอ จะพบว่า เจ้าของแบรนด์คือ David A. Wilson ซึ่งเป็น ChEng ที่ดูแลการออกแบบเองด้วยนั้น เขาไม่เคยใช้เพาเวอร์แอมป์หลอดซิงเกิ้ลเอ็นด์ในการปรับจูนลำโพงของเขาเลย เท่าที่เคยเห็น เดฟจะใช้แต่แอมป์กล้ามใหญ่ที่มีกำลังเยอะๆ ทั้งนั้น ถ้าเป็นหลอดก็เน้น push-pull วัตต์สูง อย่างเช่น VTL รุ่นใหญ่ๆ หรือถ้าเป็นโซลิดสเตท เท่าที่เคยเห็นเขาเอามาใช้จับคู่กับลำโพงของเขาบ่อยๆ ก็มีเพาเวอร์แอมป์ของ Dan D’Agostino (ในอดีตเคยเห็นเดฟใช้แอมป์ยี่ห้อ Spectral Audio จับคู่กับลำโพงของเขาอยู่บ่อยๆ เหมือนกัน)

ภาพเหล่านั้นทำให้เรามีความเข้าใจว่า ลำโพงของ Wilson Audio ต้องการแอมป์กล้ามใหญ่ที่เน้นกำลังขับสูงๆ จึงจะแม็ทชิ่งกันและให้คุณภาพเสียงออกมาดี..

เมื่อมาเจอแอมป์หลอดซิงเกิ้ลเอ็นด์โมโนบล็อกคู่นี้ขับลำโพง Sasha W/P Series 2 ผมเลยเกิดอาการกังวลเล็กๆ เพราะก่อนหน้านี้ โดยส่วนตัว ผมไม่คุ้นเคยกับแอมป์ฯ ยี่ห้อนี้มาก่อน เคยเห็นผ่านๆ แต่ไม่มีโอกาสได้สัมผัสใกล้ชิดสักที ทราบคร่าวๆ แต่ว่าเป็นเพาเวอร์แอมป์หลอดซิงเกิ้ลเอ็นด์ ก็เลยเกรงว่ามันจะขับ Wilson Audio คู่นี้ออกรึเปล่าหว่า..??? แต่พอลงมือเซ็ตอัพแล้วจึงรู้ว่าพอไหว เมื่อเข้าไปเช็คสเปคฯ ของเพาเวอร์แอมป์คู่นี้ จึงทราบว่ามันให้กำลังขับสูงถึง 120W เลยทีเดียว! ถือว่าเป็นเพาเวอร์แอมป์หลอดซิงเกิ้ลเอ็นด์ที่ใช้หลอดเอ๊าต์พุตแค่ข้างละหลอดเดียว แต่ให้กำลังขับเยอะมาก

กรอบบนนั้นเป็นสเปคฯ บางส่วนของตัวเพาเวอร์แอมป์ NAT รุ่น Transmitter ส่วนกรอบล่างเป็นสเปคฯ บางส่วนของลำโพง Wilson Audio รุ่น Sasha W/P Series 2 ซึ่งดูจากสเปคฯ ของลำโพงจะเห็นว่ามีความไวอยู่ที่ 92dB@1W@1m@1k หมายความว่า วัดโดยใช้ความถี่ที่ = 1k (1,000Hz) ป้อนเข้าไปที่ลำโพงด้วยกำลังขับ = 1W จากนั้นก็วัดความดังที่ได้จากลำโพงโดยวางไมโครโฟนห่างจากหน้าลำโพง = 1m ซึ่งถือว่าเป็นลำโพงที่มีความไวอยู่ในเกณฑ์ที่สูง (< 88dB = ความไวต่ำ, 88-90dB = ความไวปานกลาง, >90dB = ความไวสูง) ประเมินได้ว่าขับไม่ยาก

ส่วนสเปคฯ อีกตัวที่ช่วยทำให้ Wilson Audio รุ่นนี้เป็นมิตรกับแอมป์วัตต์ต่ำๆ มากเป็นพิเศษ นั่นคือ Minimum Amplified Power หรือกำลังขับต่ำสุดที่แนะนำสำหรับลำโพงรุ่นนี้อยู่ที่ 20W ต่อข้าง ซึ่งก็หมายความว่า ไม่ควรใช้แอมป์ที่มีกำลังขับ ต่ำกว่า” 20W ต่อข้างขับลำโพงรุ่นนี้ ซึ่งนอกจากจะให้เสียงออกมาไม่ดีแล้ว อาจจะทำให้ลำโพงเสียหายได้อีกด้วย

เมื่อเป็นเช่นนี้ ถ้าพิจารณาเฉพาะตัวเลขสเปคฯ ของแอมป์กับลำโพงแล้ว จะเห็นว่า ไม่น่ากังวลในเรื่องความแม็ทชิ่งทางด้านกำลังขับ เพราะตัวเลขกำลังขับของเพาเวอร์แอมป์ NAT รุ่น Transmitter นั้น อยู่ในระดับที่ มากกว่าตัวเลขกำลังขับอย่างต่ำสุดที่ลำโพงเตือนไว้ถึง 6 เท่า (20 x 6 = 120W) นี่คือเหตุผลที่ทำให้หลังจากเซ็ตอัพตำแหน่งลำโพงในห้องนี้จนลงตัวแล้ว เสียงที่ได้ออกมาก็ให้คุณภาพเฉลี่ยที่น่าพอใจในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะทางด้าน soundstage กับ dynamic range ส่วนทางด้าน frequency response นั้นยังไม่ถือว่าดีที่สุดเต็มความสามารถของตัวลำโพง สาเหตุก็เป็นเพราะขนาดห้องที่เล็กเกินไปสำหรับลำโพงคู่นี้

รายละเอียดห้องฟังนี้

มาดูรายละเอียดของห้องฟังห้องนี้กันหน่อย..

ห้องนี้ตั้งอยู่ชั้นล่างของบ้านสองชั้น ซึ่งเจ้าของห้องบอกว่า เดิมทีนั้นเป็นห้องเอนกประสงค์ที่เขากับครอบครัวใช้สอยเพื่อความบันเทิงด้วยการดูหนังดูทีวีกัน ไม่ได้เป็นห้องที่ตั้งใจออกแบบขึ้นมาใช้เป็นห้องฟังเพลงที่เอาจริงเอาจังมาตั้งแต่แรก นั่นคือเหตุผลที่สัดส่วนไม่ดี คือหน้ากว้างของห้องที่เจ้าของห้องใช้เป็นด้านวางลำโพงมีความกว้างอยู่ที่ประมาณ 4.7 . ส่วนด้านลึกที่เป็นฝั่งตรงข้ามอยู่ที่ 4.6 . ในขณะที่ความสูงอยู่แค่ 2.5 . เท่านั้นเอง จะเห็นว่านี่เป็นห้องที่มีสัดส่วนอันตรายสำหรับการฟังเพลง (ให้ได้คุณภาพที่ดี)

ดูจากรูปบน ณ ตำแหน่งเดิมของลำโพงนั้น ระยะหว่างระหว่างข้างซ้ายกับข้างขวาอยู่ที่ประมาณ 1.6 . และลำโพงข้างซ้ายอยู่ห่างจากผนังด้านหลังเท่ากับ 1.1 . ในขณะที่ลำโพงข้างขวาอยู่ห่างจากผนังด้านหลังเท่ากับ 1.1 . เท่ากัน ส่วนระยะห่างระหว่างตัวลำโพงกับผนังด้านข้างของลำโพงข้างซ้าย วัดได้ประมาณ 1.6 . ส่วนข้างขวากับผนังด้านข้างขวาวัดได้ประมาณ 1.4 .*

หมายเหตุ :
*
ระยะเหล่านี้ไม่ค่อยเป๊ะ เพราะผมใช้เลเซอร์ยิงวัดระยะ ถือว่าโดยประมาณ แต่ก็ไม่ผิดไปมาก
** เส้นกราฟสีน้ำเงิน = วัดก่อนการเซ็ตอัพ / เส้นกราฟสีแดง = หลังการเซ็ตอัพ ซึ่งจากกราฟที่แสดงแม้ว่าหลังเซ็ตอัพ เส้นกราฟจะดูไม่สวยเหมือนก่อนเซ็ตอัพ แต่เสียงออกมาดีกว่า ซึ่งโดยส่วนตัวแล้ว ผมไม่ได้ใช้เส้นกราฟในการสรุปจุดเซ็ตอัพ เพราะเส้นกราฟจากการวัดด้วยเครื่องมือที่ไม่ได้แม่นยำมาก ผลของมันใช้ได้แค่เป็นไกด์ให้รู้ว่าไม่มีความถี่ย่านใด “หลุด” ออกไปจากแนวทางมากจนผิดปกติเท่านั้นเอง

สภาพอะคูสติกภายในห้อง

คุณต่อ ซึ่งเป็นเจ้าของห้องนี้ติดต่อให้ผมมาช่วยทำ Training@Home ตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม แต่ตอนนั้น ในห้องนี้ยังไม่ได้ทำการติดตั้งอุปกรณ์ปรับอะคูสติกเข้าไป แต่มีอุปกรณ์ปรับอะคูสติกจำพวกแผงไม้ดิฟฟิวเซอร์กับแผ่นซับเสียงวางลอยตัวอยู่บนผนังห้อง หลังจากคุยกันทาง Line อยู่พักนึง คุณต่อจึงตัดสินใจเรียกช่างมาทำการติดตั้งอุปกรณ์ซับ/สะท้อนเสียงที่มีอยู่ลงไปบนผนังห้องแบบตายตัว เพื่อให้อุปกรณ์เหล่านั้นทำงานได้ผลดีที่สุด กว่าที่ผมจะได้เดินทางไปทำการเซ็ตอัพให้ก็เป็นต้นเดือนเมษายน ก่อนสงกรานต์นี่เอง

ภาพนี้แสดงให้เห็นความหนาของผนังที่สร้างทับผนังปูนเดิมขึ้นมา คะเนจากระยะระหว่างเส้นสีแดงอยู่ที่ประมาณ 10 .. เมื่อวัดระยะซ้ายขวาภายในห้องจึงเหลือประมาณ 4.8 เมตร

ขนาดห้องเดิมกว้างประมาณ 5 x 5 ตร. . สูง 2.5 . แต่เนื่องจากคุณต่อให้ช่วงทำผนังสองชั้น มีความหนาขึ้นมาจากผนังเดิมมาก เมื่อทำเสร็จจึงทำให้สัดส่วนของห้องลดลงจากเดิมเล็กน้อย

ภาพบนคือลักษณะของสภาพอะคูสติกในห้องของคุณต่อ โดยที่ตำแหน่ง A, B และ C ในภาพเป็นแผงดิวฟิวเซอร์ร่องใหญ่ ส่วนตำแหน่ง D กับ E เป็นดิฟฟิวเซอร์ร่องเล็ก ในขณะที่ตำแหน่ง F กับ G นั้นเป็นแผงซับเสียง

ภาพด้านบนนี้เป็นสภาพอะคูสติกของผนังด้านหลังตำแหน่งนั่งฟัง ซึ่งเป็นด้านตรงข้ามกับฝั่งที่วางลำโพง ซึ่งตรงตำแหน่ง A, B, D, C ในภาพนี้คือจุดติดตั้งแผงอะคูสติกแบบสามมิติ หรือบางทีก็เรียกว่า Skyline Acoustic Panel ซึ่งช่วยฟุ้งกระจายพลังงานคลื่นเสียงที่พุ่งตรงมาจากลำโพงให้สะท้อนเฉไฉออกไปนอกแนวเดิม ไม่สะท้อนพุ่งกลับไปในแนวเดิมซึ่งจะทำให้เกิดการหักล้าง หรือเสริมกับคลื่นเสียงที่พุ่งตรงออกมาจากหน้าลำโพง (ผนังห้องเดิมปูด้วยไม้แท้) ส่วนตำแหน่ง E กับ F เป็นแผงซับเสียง หรือ Absorber ช่วยดูดกลืนพลังงานคลื่นเสียงบางส่วนไม่ให้สะท้อนกลับย้อนไปสร้างปัญหากับคลื่นเสียง direct sound ที่ออกมาจากหน้าลำโพงซึ่งเป็นเสียงที่เราต้องรักษาคุณภาพเอาไว้ ซึ่งจากประสบการณ์ ผมคิดว่า ทั้งแผงดิฟฟิวเซอร์แบบสกายไลน์ทั้งสี่แผ่นและแผงซับเสียงทั้งสองแผ่นที่อยู่ด้านหลังตำแหน่งนั่งฟังของห้องนี้มีผลช่วยลดปัญหาต่างๆ ลงไปได้เยอะมากๆ ถ้าไม่มีแผงอะคูสติกเหล่านี้ เสียงในห้องนี้มีสิทธิ์เละได้มากทีเดียว!

มุมนี้อยู่ทางด้านขวามือของห้อง ฝั่งที่อยู่ด้านหลังตำแหน่งนั่งฟัง ซึ่งคุณต่อดัดแปลงพื้นที่บริเวณนี้ทำเป็นช่องสี่เหลี่ยมไว้เก็บแผ่นเสียงและแผ่นซีดี ซึ่งก็มีลักษณะช่วยฟุ้งเสียง (diffuse) ไปในตัว ส่วนแผงซับเสียงที่อยู่ในภาพช่วยแก้ปัญหาเสียงทุ้ม

พื้นห้องปูกระเบื้องแผ่นใหญ่ แต่พื้นที่บริเวณหน้าลำโพงมีพรมหนาขนาดใหญ่ปูทับอยู่บนพื้น ซึ่งมีส่วนช่วยลดเสียงสะท้อนจากพื้นไม่ให้ขึ้นมารบกวน

แนวทางการเซ็ตอัพเดิม

ระยะที่ตั้งลำโพงเดิม จะห่างจากผนังด้านหลังขึ้นมาไม่เยอะ และลำโพงทั้งสองข้างถูกบีบให้ชิดกันค่อนข้างมาก ซึ่งสอดคล้องกับคำบอกเล่าของเจ้าของห้องที่ว่า การเซ็ตอัพเดิมนั้นตั้งอยู่บนจุดประสงค์ที่ต้องการทำให้ได้เสียงที่มีเนื้อหนา ลำโพงทั้งสองข้างจึงถูกจัดวางอยู่ในตำแหน่งที่ใกล้ชิดกับผนังห้องมาก เพื่ออาศัยผนังห้องเป็นตัว boost ความถี่ในย่านกลางลงไปถึงทุ้มขึ้นมาหนุนความถี่ในย่านกลางเพื่อให้เกิดความหนาแน่นของความถี่ในย่านกลางลงไปถึงทุ้มตอนกลาง ซึ่งลักษณะเสียงที่ผมได้ยินตอนแรกก่อนเริ่มลงมือเซ็ตอัพก็ออกมาในลักษณะนั้น คือ เสียงโดยรวมจะไม่ดังมาก การสวิงไดนามิกก็แคบ ส่งผลให้เสียงทั้งหมดออกมาในลักษณะเนิบๆ เอื่อยๆ ขาดความสด ฟังแล้วไม่มีความรู้สึกตื่นเต้นไปตามอารมณ์เพลง ซึ่งลักษณะเสียงแบบนี้ ถ้าขาดประสบการณ์ ฟังเผินๆ อาจจะตีความว่าเป็นเสียงที่นุ่มเนียน แต่โดยความเป็นจริงแล้ว มันเป็นเสียงที่ขาดไดนามิก และเมื่อผมทดลองเร่งวอลลุ่มที่ปรีแอมป์ให้สูงขึ้นจากระดับที่คุณต่อฟังอยู่เดิม ก็พบว่าเสียงแย่ลงทันที ฟ้องว่า ณ ตำแหน่งเดิมนั้น เสียงจากลำโพงไปกระตุ้น roommode ทำให้เกิดอาการก้องและอื้อในบางย่านความถี่ ซึ่งอาการนั้นส่งออกมารบกวน จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ไม่สามารถเปิดดังๆ เพื่อเรียกไดนามิกออกมาได้

แนวทางการแก้ปัญหา

จากหลักการพื้นฐานในการเซ็ตอัพลำโพง ขั้นแรก ต้องพยายามทำให้ลำโพงแสดงคุณสมบัติทางด้าน frequency response ออกมาให้ได้ “ใกล้เคียง” ตามที่แจ้งไว้ในสเปคฯ ของลำโพงคู่นั้นให้มากที่สุดก่อน จากนั้นจึงค่อยพิจารณาทางด้าน dynamic และ soundstage ตามมา

ในกรณีที่ห้องมีขนาดเล็กกว่าที่จะทำให้ลำโพงคู่นั้นสามารถถ่ายทอด frequency spectrum ออกมาได้ครบเต็มตามสเปคฯ ของมัน นักเซ็ตอัพระบบจะต้องทำให้ความถี่เท่าที่ลำโพงคู่นั้นสามารถให้ออกมาได้ในห้องนั้น ถูกถ่ายทอดออกมาด้วยความราบเรียบมากที่สุด โดยยอมละความถี่ในส่วนที่ลำโพงไม่สามารถให้ออกมาในห้องนั้นทิ้งไป สิ่งที่ต้องระวังในกรณีนี้ก็คือ ต้องหาวิธีกำจัด (cut-off) ความถี่ของลำโพงที่เกินความสามารถของห้องออกไปแบบที่ไม่ชันมากเกินไปจนห้วน ความหมายก็คือ ปรับลดส่วนของ frequency response ของลำโพงลงไปให้เหลือพอเหมาะลงตัวกับปริมาตรอากาศภายในห้องโดยไม่ทำให้คุณสมบัติของ dynamic range และ soundstage เสียหายไป

หลังจากทำการวัดระยะของตำแหน่งเดิมเอาไว้ และทำการวัดความถี่ตอบสนองของลำโพงที่ตำแหน่งเดิมเสร็จแล้ว ผมกับคุณต่อก็เริ่มต้นด้วยการเลือกเพลงที่คุณต่อคุ้นหูและฟังบ่อยๆ มาลองฟังจำนวน 2-3 แทรค ผสมกับเพลงที่ผมเตรียมไปอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งขั้นตอนนี้ผมก็ถือโอกาสชี้แนะวิธีการฟังเพื่อจับประเด็นของเสียงให้กับเจ้าของห้องทราบ เมื่อเราจับแนวเสียงเดิมได้แล้ว ผมก็เริ่มขั้นตอนการเซ็ตอัพ ด้วยการคำนวนหาระยะวางลำโพงด้วยการเอา ความลึกของห้อง หารด้วย 3 ออกมาได้เท่ากับ 1.53 . (4.6 หาร 3) เมื่อผมกับคุณต่อช่วยกันมาร์คตำแหน่งใหม่เสร็จแล้ว เราก็ช่วยกันดึงลำโพงเดินหน้าออกห่างจากผนังด้านหลังขึ้นมาจนถึงระยะ 1.53 . ตามที่มาร์คเอาไว้ทั้งสองข้าง โดยในขั้นตอนนี้ ผมยังรักษาระยะห่างระหว่างลำโพงทั้งสองข้างเอาไว้เหมือนเดิม

จากนั้น เราก็ทดลองฟังเพลงเดิมๆ ที่ทดลองฟังก่อนหน้านี้เพื่อพิจารณาความเปลี่ยนแปลงของเสียงที่เกิดขึ้น ซึ่งแค่ขั้นตอนแรกที่เราดึงลำโพงเดินหน้าขึ้นมา ผมก็รับรู้ได้ทันทีถึงความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ควรจะเป็น นั่นคือได้ สนามเสียง (soundstage) ที่เปิดโปร่งมากขึ้น แต่ทางด้านความเป็นสามมิติของรูปวงยังไม่ดีนัก ได้ยิน ความถี่ (frequency response) ที่ขยายตัวแผ่กว้างออกไปมากขึ้นทั้งสองด้าน คือได้ยินรายละเอียดเสียงแต่ละย่านความถี่ที่คลี่คลายแยกตัวอออกจากกันได้ชัดเจนมากขึ้น ทุ้มกลางแหลมแยกตัวเป็นเอกเทศจากกันมากขึ้น และรูัสึกได้ว่า ทุกเสียงคือทั้งเสียงร้องและเสียงเครื่องดนตรีทั้งหมดมีอัตราสวิงของไดนามิก (dynamic range) ที่แผ่กว้างมากขึ้นด้วย เป็นสัญญาณที่บอกให้รู้ว่าเรามาถูกทางแล้ว!

แต่ ณ จุดนั้น สนามเสียง (soundstage) ยังไม่แสดงอาณาเขตที่แผ่คลุมพื้นที่อากาศภายในห้องออกมาครบทั้งสามมิติ คือตื้นลึก, กว้างแคบ และสูงต่ำ และยังไม่รู้สึกถึงอาการ เสียงหลุดตู้ที่ชัดเจน สิ่งที่ต้องทดลองทำขั้นต่อไปก็คือ จับหน้าลำโพงให้ยิงเสียงตรงไปทางด้านตำแหน่งนั่งฟังโดยไม่โทอินเพื่อคลี่คลายอาการ compressed ทำให้ผนังตู้ด้านข้างของลำโพงทั้งสองข้างอยู่ในลักษณะที่ขนานกัน ซึ่งหลังจากปรับตำแหน่งใหม่แบบนี้แล้ว เสียงโดยรวมก็มีอาการเปิดกระจ่างมากยิ่งขึ้น รายละเอียดของเสียงตลอดย่านเปิดเผยออกมามากขึ้น จากนั้น ผมก็เริ่มขั้นตอน fine tune ด้วยการปรับหาระยะห่างระหว่างลำโพงทั้งสองข้างด้วยการค่อยๆ แยกระยะห่างระหว่างลำโพงทั้งสองข้างออกจากกันให้มากขึ้นจากเดิมทีละนิด จนมาได้ระยะลงตัวที่ระยะห่างของลำโพงข้างซ้ายกับข้างขวาประมาณ 2.0 เมตร

สุดท้าย เมื่อทุกอย่างลงตัว เราก็สามารถจัดการ ย่อส่วนคุณสมบัติทางด้าน frequency response, dynamic range และ soundstage ของลำโพงคู่นี้ให้ฟิตลงพอดีกับห้องฟังห้องนี้ได้อย่างน่าพอใจ ซึ่งปัจจัยที่มีส่วนช่วยเอื้ออำนวยอย่างมากก็มี คุณภาพของอุปกรณ์เครื่องเสียงในซิสเต็ม บวกกับการปรับแต่งสภาพอะคูสติกที่มีประสิทธิภาพนั่นเอง

และการเซ็ตอัพห้องนี้ได้ยืนยันให้เรารู้ว่า เราสามารถเซ็ตอัพลำโพงที่มีขนาดใหญ่กว่าขนาดของห้องให้มีคุณภาพเสียงที่ดีได้ “ถ้า” ห้องนั้นมีการปรับแก้ปัญหาอะคูสติกเข้ามาช่วย..

Don’t forget… Hi-Fidelity = Music Appreciation
enjoy listening!

***********************

ไปดูห้องอื่นๆ กัน

Training@Home #5
Training@Home #4
Training@Home #3
Training@Home #2
Training@Home #1
Training@Home # กติกา + ค่าใช้จ่าย

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า