“เทคโนโลยีไม่เคยเดินถอยหลัง ยกเว้นแต่เรายังยึดติดอยู่กับอดีตเท่านั้น.!” เทคโนโลยีกับความชอบในน้ำเสียงนั้นเป็นเรื่องที่ถกกันมานานแล้วในวงการเครื่องเสียง แต่ถ้าเราแยกแยะระหว่าง “คุณภาพเสียง” กับ “สไตล์เสียง” ออกจากกัน เราจะพบว่า เทคโนโลยีใหม่ๆ จะมุ่งเน้นพัฒนาในส่วนที่เป็น “คุณภาพเสียง” เป็นหลัก โดยไม่สนใจกับส่วนที่เป็น “สไตล์เสียง” เลย ในขณะที่ “สไตล์เสียง” หรือ “บุคลิกเสียง” นั้น เป็นส่วนที่นักออกแบบเครื่องเสียงแต่ละแบรนด์ผสมเอารสนิยมความชอบของตัวเองใส่ลงไปในผลิตภัณฑ์ที่พวกเขาออกแบบมันขึ้นมา
ด้วยเหตุนี้ เป็นผลให้เครื่องเสียงระดับไฮเอ็นด์ฯ มี “คุณภาพเสียง” ที่ “สูงกว่า” เครื่องเสียงที่อยู่ในระดับมิดเอ็นด์ฯ และระดับรองๆ ลงไป ในขณะที่ เครื่องเสียงระดับไฮเอ็นด์ฯ ด้วยกันแต่คนละแบรนด์ให้ “สไตล์เสียง” ออกมาต่างกัน ซึ่งนักเล่นเครื่องเสียงบางส่วนเลือกเล่นเครื่องเสียงแบรนด์ที่ตัวเองชอบบุคลิกเสียง ในขณะเดียวกัน ก็มีนักเล่นฯ อีกบางส่วนที่พยายามค้นหาเครื่องเสียงที่ให้ “คุณภาพเสียง” ที่ดีกว่าที่ใช้อยู่โดยไม่สนใจบุคลิกเสียง ด้วยจุดประสงค์ที่ต้องการ “อัพเกรด” ประสบการณ์ในการฟังไปกับคุณภาพเสียงในระดับที่สูงขึ้นกว่าที่ตัวเองกำลังฟังอยู่
นักเล่นกลุ่มแรกที่ยึดติดกับ “สไตล์เสียง” ที่ตัวเองชอบ กับนักเล่นกลุ่มหลังที่เปิดรับกับ “คุณภาพเสียง” ที่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ จะมีพฤติกรรมในการ “เลือก” และ “เล่น” กับเครื่องเสียงต่างกัน ซึ่งความแตกต่างที่เห็นได้ชัดอย่างหนึ่งก็คือ นักเล่นกลุ่มที่ค้นหา “คุณภาพเสียง” ที่ดีขึ้นไปเรื่อยๆ มักจะเปิดรับกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้ง่ายกว่านักเล่นกลุ่มที่ยึดติดกับสไตล์เสียงที่ตัวเองชอบ เหตุผลก็เพราะว่า เมื่อใดก็ตามที่ “คุณภาพเสียง” ของซิสเต็มได้ถูกยกระดับให้สูงขึ้นไปจากเดิม มันจะส่งผลทำให้ “สไตล์เสียง” หรือ “บุคลิกเสียง” ของซิสเต็มนั้นเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมด้วยเสมอ อาจจะในด้านใดด้านหนึ่ง หรือหลายด้านพร้อมกัน ในปริมาณไม่มากก็น้อย
ภาคขยาย class-D วันนี้.!!!
หลังจากที่ผมได้ทำการทดสอบ NAD รุ่น M66 + M23 (REVIEW) ไปเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม ที่ผ่านมา ผมก็ยอมรับว่า ผมสิ้นความคลางแคลงสงสัยในประสิทธิภาพของภาคขยาย class-D ลงอย่างสิ้นเชิงแล้ว ในอดีตนั้น ผมเคยลองฟังเสียงของแอมป์ที่ใช้ภาคขยาย class-D มาแล้วตั้งแต่ยุคแรกๆ ของเทคโนโลยีนี้ ซึ่งผู้ผลิตหลายแบรนด์ได้เริ่มต้นพัฒนากันมาตั้งแต่ยี่สิบกว่าปีที่แล้ว
ในยุคแรกนั้น เสียงของแอมป์ที่ใช้ภาคขยาย class-D ยังมีความเปราะบางอยู่หลายจุด หลังจากเปิดตัวขึ้นมาในยุคแรกแล้วถูกตัดสินว่าเสียงยังไม่ผ่าน แอมป์ class-D ก็ห่างหายไปจากตลาด แต่จริๆ แล้ว ยังมีผู้ที่ยืนหยัดพัฒนาภาคขยาย class-D มาโดยตลอดอยู่หลายเจ้า ครั้งแรกที่ผมได้มีโอกาสลองฟังแอมป์ที่ใช้ภาคขยาย class-D ที่ให้เสียงออกมาในระดับที่ละม้ายคล้ายกับเสียงของแอมป์ที่ใช้ภาคขยาย class-AB (*ที่ไบอัสออกไปทาง class-A มากกว่า class-B) ก็คือออล–อิน–วันของแบรนด์ Devialet รุ่น EXPERT Pro 220 ซึ่งผมทดสอบไปเมื่อต้นปี 2018 (REVIEW)
ด้วยลักษณะเสียงที่ได้ยินจาก Devialet ตั้วนั้น ประกอบกับข้อมูลการออกแบบที่ผู้ผลิตแจกแจงไว้อย่างละเอียด ทำให้รู้เลยว่า การที่จะทำให้แอมป์ class-D ถ่ายทอดเสียงออกมาได้ดีตามมาตรฐานในระดับที่นักนิยมเครื่องเสียงยอมรับ ผู้ออกแบบจะต้องใช้ “วิธีคิด” ที่แตกต่างไปจากการออกแบบแอมป์ที่ใช้ภาคขยายอื่นๆ ซึ่งนั่นจะนำมาสู่เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ต้องคิดค้นและหยิบยืมมาใช้ในการออกแบบละผลิต จึงจะได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นลักษณะของเสียงที่ดี อย่างที่นะกเล่นฯ นักฟังต้องการและเป็นที่ยอมรับ ใครที่เคยคิดว่า class-D ทำง่าย ขนาดเล็ก และราคาถูก นั่นก็จริงสำหรับคนที่ตั้งใจทำแค่แอมป์ “ของเล่น” แต่ถ้าตั้งใจทำแอมป์ที่ให้คุณภาพเสียงพุ่งขึ้นไปถึงระดับไฮเอ็นด์ฯ จริงๆ คงหนีไม่พ้นกับการคิดใหม่–ทำใหม่ซะแล้ว..!!
Mola Mola รุ่น Makua + Perca
นี่คือแอมป์ class-D ยุคใหม่.!!
อยากจะแอบกระซิบว่า นี่เป็นคู่ปรี+เพาเวอร์ฯ ที่ออกแบบมาเพื่อ “โชว์” ศักยภาพของภาคขยาย class-D ที่ทำได้ใกล้เคียงกับอุดมคติมากที่สุด เมื่อวัดจากประสบการณ์ของผมที่เคยฟังเสียงของแอมป์ที่ใช้ภาคขยาย class-D มาในชีวิต.! แต่ก่อนจะไปลงรายละเอียดเกี่ยวกับลักษณะและคุณภาพเสียงของปรี+เพาเวอร์ฯ คู่นี้ ผมจะขออนุญาตพาคุณไปชื่นชมรูปร่างหน้าตาและความสามารถของแอมป์คู่นี้ก่อน

ตัวปรีแอมป์ Makua ออกแบบตัวถังได้สวยมาก ผิวนอกดีไซน์ลักษณะทูโทน ตัวฐานล่างทำเป็นสีดำส่วนที่เหลือซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ทำเป็นสีบลอนซ์เงิน ให้โทนสีสุกสว่าง แผ่นหลังด้านบนของตัวถังมีทำเป็นลอนคลื่นเท่ๆ ตรงกลางเยื้องมาทางขอบด้านหน้าจะมีโลโก้ของแบรนด์ Mola Mola พิมพ์กำกับอยู่ด้วย ส่วนสัดตัวถังเครื่องก็มาในฟอร์แม็ตมาตรฐานของเครื่องเสียงขนาดตั้งโต๊ะทั่วๆ ไปทั้งความกว้าง, ความลึก และความสูงถือว่ากำหนดมาพอดีๆ ไม่แบนราบมากไปเหมือนเครื่องเสียงทางฝั่งอังกฤษ และก็ไม่ได้หนาๆ ใหญ่ๆ แบบสไตล์อเมริกัน

แผงหน้าของปรีแอมป์ตัวนี้ออกแบบได้เรียบง่ายสุดๆ เฟอร์นิเจอร์บนหน้าปัดที่เห็นก็มีแค่ปุ่มหมุนใหญ่ๆ หนึ่งปุ่ม กับปุ่มกดจิ๋วๆ อีก 6 ปุ่ม และมีไฟ LED ดวงเล็กจิ๋วอีกหนึ่งดวงเท่านั้นเอง.!
ปุ่มหมุนขนาดใหญ่นั้นมีไว้ให้ปรับระดับความดังเท่านั้น ซึ่งคุณสามารถควบคุมการทำงานของปุ่มนี้ได้ 2 วิธี คือใช้มือหมุนที่ปุ่มโดยตรง กับควบคุมผ่านรีโมทไร้สายที่แถมมาให้ ส่วนปุ่มกดเล็กๆ ทั้ง 6 ปุ่มนั้นมีไว้สำหรับเลือกแหล่งอินพุต ในขณะเดียวกัน แต่ละปุ่มเหล่านั้นจะทำหน้าที่เป็นปุ่มเพาเวอร์ไปด้วยในตัว คือหลังจากคุณเสียบสายไฟเอซีเข้าที่เต้าเสียบด้านหลังเครื่องแล้ว เครื่องจะเข้าสู่โหมด standby โดยอัตโนมัติ จังหวะนี้ไฟ LED ดวงเล็กๆ ที่อยู่เหนือปุ่มวอลลุ่มจะสว่างขึ้นเป็นสีแดง หลังจากนั้น เมื่อคุณกดลงไปบนปุ่มอินพุตปุ่มใดก็ได้ใน 6 ปุ่มที่ต้องการใช้งาน นั่นจะเป็นการปลุกเครื่องให้ตื่นจากสภาวะ standby ขึ้นมาอยู่ในโหมด operate ในเวลาเดียวกัน มันก็พร้อมทำงานกับสัญญาณอินพุตตรงปุ่มที่คุณกดลงไปด้วย (*ก่อนกดเลือกอินพุต อย่าลืมหมุนปุ่มวอลลุ่มลงมาที่ระดับความดังต่ำๆ ไว้ก่อน)
อินพุต + เอ๊าต์พุตของ Makua
ปรีแอมป์ตัวนี้มีชื่อว่า Makua เป็นปรีแอมป์แค่หนึ่งเดียวในจำนวนผลิตภัณฑ์ทั้งหมดที่ Mola Mola ผลิตออกมาในขณะนี้ ซึ่งประกอบด้วยปรีแอมป์รุ่น Makua, เพาเวอร์แอมป์สเตริโอรุ่น Perca, อินติเกรตแอมป์รุ่น Kula (REVIEW), เพาเวอร์แอมป์โมโนบล็อกรุ่น Kaluga, ดีทูเอฯ รุ่น Tambaqui (REVIEW) และโฟโนสเตจรุ่น Lupe

ที่แผงหลังของปรีแอมป์ตัวนี้แน่นมาก.! เต็มไปด้วยขั้วต่อเยอะแยะไปหมด แต่พอดูดีๆ แล้ว ขั้วต่อที่มีมาให้ก็เฉพาะที่จำเป็นทั้งนั้น ที่มากที่สุดก็คือ ขั้วต่อสำหรับสัญญาณอินพุต เนื่องจากผู้ออกแบบให้ขั้วต่อมาทั้ง 2 รูปแบบ คือ XLR สำหรับส่งผ่านสัญญาณบาลานซ์ 110 โอห์ม และขั้วต่อ RCA สำหรับส่งผ่านสัญญาณซิงเกิ้ลเอ็นด์ 75 โอห์ม เลยทำให้ดูเหมือนว่ามีขั้วต่อเยอะ แต่นับจำนวนขั้วต่อสัญญาณอินพุตที่ติดตั้งอยู่บนด้านหลังแล้ว นับได้แค่ 5 ช่องเท่านั้น แต่ทำไมบนแผงด้านหน้าถึงมีปุมกดเลือกอินพุต 6 ปุ่ม.? อีกปุ่มที่เขาเผื่อมาให้ใช้ในกรณีที่คุณเลือกอ๊อปชั่นเพิ่มบอร์ด DIGIN module ซึ่งเป็นโมดูลสำหรับภาค DAC นั่นเอง

ที่ช่องอินพุตแต่ละช่องนั้น แม้ว่าผู้ผลิตเขาจะติดตั้งขั้วต่อมาให้ทั้งสองรูปแบบในแต่ละอินพุต แต่คุณไม่สามารถใช้ได้พร้อมกันนะ ในการใช้งานจริงคุณต้องเลือกว่าจะทำการเชื่อมต่อสัญญาณจากแหล่งต้นทางของคุณมาที่ Makua ตัวนี้ผ่านเข้าทางขั้วต่อแบบไหน ซึ่งทางผู้ผลิตแนะนำไว้ว่า ถ้าอุปกรณ์ต้นทางของคุณให้เอ๊าต์พุตมาทั้ง 2 แบบ คือมีทั้ง XLR และ RCA มาให้เลือกใช้ เขาแนะนำให้เชื่อมต่อผ่านขั้วต่อ XLR จะให้คุณภาพเสียงดีกว่าเชื่อมต่อผ่านทางช่อง RCA และเมื่อทำการเสียบสายสัญญาณที่ใช้เชื่อมต่อทั้งสองฝั่งเสร็จแล้ว คุณต้องโยกสวิทช์เล็กๆ ที่มีตัวอักษรกำกับระบุช่องให้ตรงกับขั้วต่อที่คุณใช้เชื่อมต่อสัญญาณด้วย ในกรอบสีแดงที่ภาพข้างบนจะเห็นว่า ถ้าโยกสวิทช์ขึ้นด้านบนจะเป็นการเลือกเชื่อมต่อสัญญาณผ่านขั้วต่อ XLR แต่ถ้าดันลงล่างจะเป็นการเลือกเชื่อมต่อสัญญาณผ่านขั้วต่อ RCA นั่นเอง

ผู้ผลิตปรีแอมป์ตัวนี้เขาเผื่ออ๊อปชั่นเอาไว้ให้คุณสามารถอัพเกรดเพิ่มเติมภาคขยายหัวเข็มได้ โดยติดตั้งขั้วต่อสายกราวนด์สำหรับเครื่องเล่นแผ่นเสียงมาให้ (ศรชี้ภาพบน / ด้านขวาคือลักษณะของบอร์ดโฟโน) เผื่อไว้กรณีที่คุณต่อสัญญาณจากเครื่องเล่นแผ่นเสียงที่มาอินพุตใดอินพุตหนึ่งที่คุณใช้สำหรับรองรับสัญญาณจากเครื่องเล่นแผ่นเสียงเข้ามาที่บอร์ด Phono ที่คุณเพิ่มเติมเข้าในข้างในแล้วมันเกิดปัญหากราวนด์ลู๊ปขึ้น (*คุณสามารถกำหนดให้อินพุตใดเป็นอินพุตสำหรับภาคโฟโนก็ได้)

ปรีแอมป์ Mola Mola ‘Makua’ ตัวนี้ให้ช่องเอ๊าต์พุตมา 2 ชุด (ในกรอบสีแดง) ซึ่งมีเฉพาะขั้วต่อบาลานซ์ XLR ไม่มีขั้วต่อ RCA เพราะผู้ผลิตยืนยันว่า การเชื่อมต่อสัญญาณเอ๊าต์พุตจากปรีแอมป์ตัวนี้ผ่านออกไปทางอินเตอร์เฟซ XLR จะให้คุณภาพเสียง “ดีกว่า” เอ๊าต์พุตที่ผ่านทางขั้วต่อซิงเกิ้ลเอ็นด์ (RCA) แต่เขาก็ให้ข้อมูลเพิ่มเติมไว้ว่า สำหรับคนที่ใช้เพาเวอร์แอมป์ที่ใช้อินพุต RCA อย่างเดียว ก็สามารถนำมาใช้งานร่วมกับปรีแอมป์ตัวนี้ได้ ด้วยการใช้อะแด็ปเตอร์ XLR > RCA มาช่วยได้ ส่วนใครที่ใช้ลำโพงแอ็คทีฟ ซับวูฟเฟอร์อยู่ในซิสเต็มก็สามารถเชื่อมต่อสัญญาณ Pre Out จากช่องที่เหลือไปใช้ได้
ดีไซน์ภายในของ Makua

ทีมออกแบบของ Mola Mola กล่าวอ้างว่า พวกเขารู้วิธีในการออกแบบเครื่องเสียงให้มีความ “เรียบง่าย” โดยไม่จำเป็นต้องลดจำนวนอุปกรณ์ภายในให้มีแค่ไม่กี่ชิ้นเพื่อสะท้อนความหมายของคำว่าเรียบง่าย ฟังแล้วงงมั้ยครับ.? เหตุผลก็เพราะว่า ทีมงานออกแบบของ Mola Mola มีมุมมองกับคำว่า “เรียบง่าย” ที่ต่างไปจากคนอื่น กล่าวคือ ที่ผ่านๆ มานั้น ถ้ามีผู้ผลิตเจ้าไหนกล่าวอ้างว่าเครื่องเสียงของพวกเขามีดีไซน์ที่เน้นความเรียบง่าย หรือใช้คำว่า ‘minimal design’ ถ้าเปิดฝาเครื่องออกมาดูจะพบว่าภายในตัวเครื่องมีอุปกรณ์น้อยชิ้น มีการทำงานของวงจรที่ไม่ซับซ้อน นั่นคือความหมายของคำว่า “เรียบง่าย” สำหรับผู้ผลิตรายอื่น ทว่า สำหรับ Mola Mola แล้ว คำว่าเรียบง่ายของพวกเขาหมายถึงความพยายามที่ทำให้ภาคขยาย (gain stage) มีความสะอาดใสมากที่สุด โดยอาศัยการจับคู่ในการเชื่อมต่อระหว่างสัญญาณขาเข้ากับวงจรขยาย gain stage แบบ 1:1 คือทีละอินพุต ไม่ได้ต่อทุกอินพุตพ่วงเข้าไปกับวงจรขยายทั้งหมด เพื่อลดการรบกวนข้ามช่องที่เรียกว่า crosstalk มีผลให้สัญญาณอินพุตแต่ละอินพุตที่เลือกใช้จะผ่านการขยายด้วยภาค gain stage ตรงๆ จึงมีความใส (transparent) และ noise ต่ำ เมื่อบวกกับการใช้วอลลุ่มแบบ relay ควบคุม gain ของภาคเอ๊าต์พุตโดยตรง ซึ่งให้ผลลัพธ์ดีกว่าการใช้วอลลุ่มแบบตัวต้านทานที่ลดความดังเป็นขั้น เป็นผลดีต่อไดนามิกเร้นจ์และความราบเรียบของสัญญาณ นอกจากนั้น ยังมีการใช้โปรเซสเซอร์เข้ามาควบคุมการปรับตั้งค่าต่างๆ ของแต่ละอินพุตผ่านทางช่อง RS232 หรือจะปรับตั้งด้วยแอพลิเคชั่นผ่านเข้าทาง Bluetooth ก็ได้ เป็นการเพิ่มความสะดวกให้กับผู้ใช้มากขึ้น
พวกเขาเลือกใช้โมดูลของวงจรขยายแบบ ดีสครีต แอมปลิฟายที่ออกแบบด้วยรูปแบบที่เรียกว่า single-ended driven differential เข้ามาทำหน้าที่ขยายสัญญาณในแต่ละภาคการทำงานภายในตัว Makua ซึ่งเป็นวิธีที่ป้องกัน noise ได้ดีกว่าวงจรขยายแบบที่เอาคอมโพเน้นต์ทั้งหมดฝังลงไปบนแผงวงจรเดียวกันกับวงจรที่ทำงานหน้าที่อื่น
เพาเวอร์แอมป์
Mola Mola รุ่น Perca


ตัวนี้เป็นเพาเวอร์แอมป์สเตริโอที่ Mola Mola ทำออกมาภายใต้รูปลักษณ์ตัวถังที่มีขนาด half size คือกว้างแค่ 21.5 ซ.ม. (เมื่อเทียบกับความกว้างของเครื่องมาตรฐานแบบฟูลไซร้ซ์ที่มีหน้ากว้างอยู่ระหว่าง 41 – 46 ซ.ม.) ส่วนคอสเมติกของตัวถังเครื่องก็ดีไซน์ออกมาโทนเดียวกับตัวปรีแอมป์ ทั้งรูปลักษณ์และโทนสี
การออกแบบภายใน

ไฮไล้ท์ของเพาเวอร์แอมป์ตัวนี้อยู่ที่โมดูลแอมป์ class-D ของค่าย Hypex Electronics (กรอบสีแดงในภาพข้างบน) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของแบรนด์ Mola Mola เป็นโมดูลของภาคขยายที่ทำงานด้วยโหมด class-D โดยใช้เทคโนโลยีพิิเศษที่ชื่อว่า NCORE® ที่คิดค้นโดย Bruno Putzeys เป็นหัวใจหลัก มีการปรับจูน oscillate และ feedback อย่างละเอียดเพื่อให้โมดูล NCORE® สามารถแสดงศักยภาพของมันออกมาได้อย่างเต็มที่มากที่สุด ประกอบกับภาคจ่ายไฟที่ออกแบบขึ้นมาเป็นพิเศษ (B) จนได้ออกมาเป็นแบบแผนเฉพาะตัวของแบรนด์ Mola Mola ที่ถูกตั้งชื่อเรียกไว้ว่า ‘Trajectum platform’ ซึ่งนอกจากจะใช้ในการออกแบบเพาเวอร์แอมป์ Perca ตัวนี้แล้ว แบบแผน Trajectum platform ที่ว่านี้ยังได้ถูกใช้ในการออกแบบภาคขยายในตัวอินติเกรตแอมป์ของ Mola Mola รุ่น Kula ด้วย
ส่วนวงจรขยายสเตจแรกตรงภาคอินพุต (A) ถูกออกแบบให้ทำงานด้วยวงจรขยาย class-A เพราะเป็นการขยายอัตราต่ำแต่ต้องการความแม่นยำสูง โดยติดตั้งวงจรไว้บนบอร์ดอีกชุดหนึ่งที่แยกออกมาจากโมดูล NCORE® และมีการทำงานของโวลเตจ เรคกูเลเตอร์ประสิทธิภาพสูงที่ออกแบบมาสำหรับภาคอินพุตโดยเฉพาะประกบอยู่ด้วยกัน
อินพุต + เอ๊าต์พุตของ Perca

แม้ว่าตัวถังจะมีขนาดความกว้างแค่ครึ่งหนึ่งของเครื่องมาตรฐานทั่วไป แต่ผู้ผลิตเพาเวอร์แอมป์ Perca ตัวนี้ก็ยังคงให้ขั้วต่อสำหรับสัญญาณอินพุตและเอ๊าต์พุตมาครบๆ เหมือนเพาเวอร์แอมป์ขนาดมาตรฐานทั่วไป คือทางด้านอินพุตที่ส่งมาจากปรีแอมป์นั้น มีมาให้ใช้รองรับได้ครบทั้งสัญญาณบาลานซ์ผ่านขั้วต่อ XLR และสัญญาณซิงเกิ้ลเอ็นด์ผ่านขั้วต่อ RCA อย่างละหนึ่งชุด โดยมีสวิทช์โยกอันเล็กๆ ไว้โยกเลือกรูปแบบของอินพุตด้วย ส่วนทางด้านเอ๊าต์พุตนั้น ผู้ผลิตได้ติดตั้งขั้วต่อสายลำโพงมาให้ข้างละหนึ่งคู่แยกสำหรับแชนเนลซ้ายและแชนเนลขวา โดยใช้ขั้วต่อคุณภาพสูงของ Furutech ซะด้วย.!

ใต้ขั้วต่อสัญญาณอินพุต XLR แชนเนลซ้าย จะมีสวิทช์โยกเล็กๆ อันหนึ่งซึ่งมีไว้ให้ใช้สำหรับปรับโยกเพื่อเลือกอ๊อปชั่นของ gain ขยายตรงภาคอินพุตระหว่างตัว Perca ที่มีให้เลือก 2 ระดับคือ Hi (High = เกนขยายสูง) กับ Lo (Low = เกนขยายต่ำ) ถ้าโยกสวิทช์ไปที่ตำแหน่ง Lo (ดันสวิทช์ลง) เกนที่ภาคอินพุตของ Perca จะมีอัตราขยายอยู่ที่ 22dB แต่ถ้าโยกสวิทช์ไปที่ตำแหน่ง Hi (ดันสวิทช์ขึ้น) เกนที่ภาคอินพุตของ Perca จะมีอัตราขยายอยู่ที่ 28dB ซึ่งถือว่าเป็นความยืดหยุ่นที่ผู้ผลิตเพาเวอร์แอมป์ตัวนี้ใส่มาให้เพื่อให้สามารถแม็ทชิ่งกับปรีแอมป์ได้กว้างขึ้น
คอนโทรลผ่านแอพลิเคชั่น


ทางผู้ผลิตได้ทำแอพลิเคชั่นที่ชื่อว่า ‘Mola Mola Remote’ ออกมาไว้ให้คุณใช้ในการปรับตั้งค่าต่างๆ บนตัว Makua ซึ่งแอพฯ ตัวนี้มีทั้งเวอร์ชั่น Android และ iOS เป็นแอพฯ ฟรี ภาพล่างคือหน้าแรกของแอพฯ นี้ ไม่ว่าคุณจะมีเครื่องเสียงของ Mola Mola อยู่กี่ตัว มันจะมาโผล่ให้เห็นอยู่ในหน้าแรกนี้ทั้งหมด รวมถึงเครื่องที่ไม่ได้มีอยู่แล้วแต่เคยใช้แอพฯ นี้ควบคุมมาก่อนมันก็จะโปล่ขึ้นมาด้วย อย่างที่เห็นในภาพ ตัว Tambaqui กับ Kula ซึ่งเป็น DAC กับอินติเกรตแอมป์ที่ผมเคยทดสอบไปแล้วใช้แอพฯ บน iPhone 12 เครื่องนี้ควบคุมมาก่อน กรณีนี้ เมื่อต้องการเข้าไปทำการปรับตั้งค่าในปรีแอมป์รุ่น Makua ก็ให้จิ้มลงไปที่วงกลมขาวๆ จนมีเครื่องหมายถูกขึ้นมาแบบในภาพ จากนั้นก็จิ้มไปที่ปุ่ม ‘Choose device’ ด้านล่าง (ศรชี้)

แอพฯ Mola Mola Remote จะเชื่อมต่อกับ Makua ผ่านทางคลื่น Bluetooth เมื่อแอพฯ กับ Makua เชื่อมต่อกันได้แล้ว หน้าตาของแอพฯ จะเปลี่ยนไปตามที่เห็นในภาพด้านบน ซึ่งในนั้นมีอะไรให้ใช้งานหลายอย่าง ตรงลูกศรชี้สีส้มนั้นคือคำสั่งปิดเครื่อง, ตรงลูกศรสีฟ้าคือคำสั่ง mute เสียง, ในกรอบสีเขียวนั้นเป็นคำสั่งในการเพิ่ม/ลดความดังของวอลลุ่ม, ในกรอบสีแดงคืออินพุตทั้ง 6 ที่มีไว้ให้เลือกใช้ คุณต้องการใช้งานและอยากจะปรับตั้งอินพุตไหนก็ให้จิ้มลงไปที่อินพุตนั้นจนมีเครื่องหมายถูกปรากฏขึ้นมาด้านหลังของอินพุตนั้น อย่างในภาพด้านบนคือเลือกที่จะปรับตั้งอินพุตที่ 1 ที่ชื่อว่า ‘DAC’ หลังจากนั้นก็ให้จิ้มลงไปที่ปุ่ม ‘Edit Preset 1’ (ลูกศรสีม่วง) เพื่อเข้าไปปรับตั้งค่าของอินพุต 1

แต่ละอินพุตจะมีอ๊อปชั่นให้ปรับตั้งทั้งหมด 9 หัวข้อ เรียงหัวข้อจากบนลงล่างหน้าเดียวยาวๆ เริ่มจากทางซ้ายในภาพข้างบนคือหัวข้อ
Preset name = อันนี้เปิดโอกาสให้คุณตั้งชื่ออินพุตนี้ได้ (ตามตัวอย่างตั้งชื่อว่า DAC) ให้ตรงกับแหล่งต้นทางที่รับเข้ามา
Source input = ให้คุณเลือกสลับลำดับของอินพุตได้ระหว่าง Input 1 ถึง Input 5
Source connector = ให้คุณกำหนดขั้วต่ออินพุตแบบคงที่ที่จะใช้กับอินพุตช่องนี้ ระหว่าง XLR กับ RCA หรือ Switch (คือขึ้นอยู่กับการสับสวิทช์ ไม่ตายตัว)
Source Type = เป็นการกำหนดคุณสมบัติของสัญญาณที่จะผ่านเข้ามาทางอินพุตช่องนี้ ระหว่าง Line, Phono และ Direct โดยที่ ‘Direct’ คือการปล่อยสัญญาณอินพุตออกไปทางเอ๊าต์พุตโดยไม่ผ่านวอลลุ่ม (ความดังสูงสุด)
Volume offset = เป็นการปรับเพิ่ม/ลดวอลลุ่มของอินพุตนี้ให้ใกล้เคียงกับความดังของอินพุตอื่น เวลาเปลี่ยนอินพุตไปๆ มาๆ จะได้ไม่ต้องคอยเพิ่ม/ลดวอลลุ่มเพราะสัญญาณแต่ละอินพุตมีความแรงต่างกัน
Mono = เป็นการเอาสัญญาณแชนเนลซ้ายกับแชนเนลขวามารวมกันให้เป็นสัญญาณโมโน
Invert Left / Invert Right = ใช้สลับเฟสของสัญญาณที่รับเข้ามาทางอินพุตช่องนี้ ซึ่งปกติจะปรับใช้ (คือตั้งสลับเฟสสัญญาณ) ก็ต่อเมื่อสัญญาณจากแหล่งต้นทางที่ป้อนเข้ามาทางขั้วต่อ XLR ใช้มาตรฐานการเชื่อมต่อสัญญาณที่ ขา 3 (pin 3) เป็นบวกเท่านั้น และต้องปรับตั้งสลับเฟสทั้งสองข้างคือทั้ง Left และ Right
Trigger 1 – Trigger 4 = มีไว้สำหรับปล่อยสัญญาณกระตุ้นออกไปจากอินพุตช่องนี้เพื่อไปสั่งเปิดอุปกรณ์ตัวอื่นในระบบ อาทิเช่น สั่งเปิดเพาเวอร์แอมป์ หรือสั่งเปิดโปรเจคเตอร์ และสั่งมอเตอร์ของจอให้ปล่อยจอลงมา ซึ่งจะเปิดใช้ก็ต่อเมื่อคุณเอาปรีแอมป์ตัวนี้ไปใช้รองรับสัญญาณอินพุตนี้สำหรับลำโพงคู่หน้า (front speaker R/L) ของระบบเซอร์ราวนด์
Restore Preset defaults = ถ้ากดลงไปที่ปุ่มนี้ จะเป็นการสั่งลบค่าต่างๆ ที่ปรับตั้งไว้ให้กลับไปเป็นค่าที่ปรับตั้งมาจากโรงงานทั้งหมด

กลับไปที่หน้าแรกของแอพนี้ ที่มุมขวามือบนที่เป็นรูปฟันเฟือง ถ้าจิ้มลงไปแอพฯ จะพาคุณมาที่การปรับตั้งฟังท์ชั่นต่างๆ ของตัวปรีแอมป์ Makua เริ่มจาก
Balance = เป็นการปรับความดังของสัญญาณเอ๊าต์พุตที่ปล่อยออกไปทางขั้วต่อ Output แยกเป็นแชนเนลซ้ายกับแชนเนลขวา ใช้ประโยชน์ในการปรับเพื่อชดเชย กรณีที่เสียงของแชนเนลซ้ายกับแชนเนลขวาดังไม่เท่ากัน
Led Brightness = เป็นการปรับตั้งระดับความสว่างของไฟ LED ซึ่งปรับได้ 4 ระดับ เครื่องที่มาจากโรงงานจะปรับไว้สว่างสุด ถ้าคุณเลื่อนปรับมาทางซ้ายมือสุด ไฟที่อินพุตจะดับ ส่วนไฟที่ขอบบนของแผงหน้าจะถูกลดความสว่างอยู่ระดับต่ำสุด
Mastering Mode = มีไว้สำหรับใช้ฟังเทียบระหว่างการปรับตั้ง preset แบบต่างๆ ซึ่งเมื่อเปิดใช้ฟังท์ชั่นนี้จะทำให้การเปลี่ยนสลับเวลาทดลองฟังจะเร็วขึ้น เวลาปกติก็จะไม่ค่อยได้ใช้ฟังท์ชั่นนี้
Ignor other remotes = เป็นการตั้งไว้เพื่อป้องกันภาครับรีโมทในตัว Makua ไม่ให้ไปรับเอาคำสั่งจากรีโมทตัวอื่นเข้ามา
Check for updates = ไว้กดเช็คว่ามีเฟิร์มแวร์ใหม่ออกมาหรือเปล่า
ถ้ามีการเพิ่มเติมบอร์ด Phono จะมีเมนูที่ให้ปรับตั้งค่าสำหรับภาคโฟโนในตัวขึ้นมาให้ปรับตั้งค่าด้วย (ตัวที่ผมได้รับมาทดสอบนี้ไม่มีทั้งบอร์ดโฟโน และบอร์ด DAC ในตัว)
แม็ทชิ่ง
ช่วงที่ผมได้รับปรีแอมป์ + เพาเวอร์แอมป์ของ Mola Mola คู่นี้มาทดสอบ มีลำโพงที่อยู่ในห้องฟังของผมรวมถึงผ่านเข้ามาในห้องทดสอบช่วงนั้นพอดีทั้งหมด 4 คู่ ผมมีโอกาสจับลำโพงเหล่านั้นมาทดลองจัดชุดกับปรี+เพาเวอร์ฯ ของ Mola Mola คู่นี้แล้วฟังดู พบว่ามีประเด็นให้พูดถึงอยู่พอสมควร

กำลังขับลำโพง Totem Acoustic รุ่น The One
ถ้าใช้โหลด 8 โอห์ม มาเชื่อมต่อที่เอ๊าต์พุตของเพาเวอร์แอมป์ Perca ตัวนี้ จะวัดกำลังขับสูงสุดออกมาได้เท่ากับ 150W ต่อข้าง แต่ถ้าเปลี่ยนมาใช้โหลด 4 โอห์ม จะวัดกำลังขับสูงสุดได้เท่ากับ 300W ต่อข้าง แสดงว่าเพาเวอร์แอมป์ตัวนี้มีกำลังสำรองมากถึง 2 เท่า เมื่อเทียบกับโหลดมาตรฐานที่ 8 โอห์ม ซึ่งถือว่าเป็นเพาเวอร์แอมป์ที่มีสมรรถนะสูงมากตัวหนึ่ง.!

จากตัวเลขกำลังขับที่แนะนำ หรือ power recommended ของลำโพงทั้ง 4 คู่ ที่อยู่ในตารางข้างบนนั้น จะเห็นว่า กำลังขับของ Perca ตัวนี้อยู่ในระดับที่ “เท่ากับระดับกำลังขับสูงสุด” ที่ผู้ผลิตลำโพง Focal ‘Kanta No.1’ แนะนำไว้ และเป็นตัวเลขกำลังขับที่อยู่ในระดับเท่ากับ “75% x กำลังขับสูงสุด” ที่ลำโพง KEF ‘Blade One Meta’ (REVIEW) แนะนำไว้ ส่วนลำโพงอีกสองคู่คือ Totem Acoustic ‘The One’ กับ Audio Physic ‘Classic 8’ (REVIEW) นั้น กำลังขับของ Perca สูงกว่ากำลังขับที่ลำโพงทั้งสองคู่นั้นแนะนำไว้เยอะเลย สรุปแล้ว กำลังขับของ Perca อยู่ในระดับที่พูดได้ว่า “มากพอ” สำหรับขับลำโพง “ส่วนใหญ่” ที่มีอยู่ในตลาดได้หมด

กำลังขับลำโพง Audio Physic รุ่น Classic 8
ส่วนแหล่งต้นทางที่ใช้ร่วมในซิสเต็มที่ใช้ทดสอบก็มีสตรีมเมอร์ ทรานสปอร์ตของ Innuos รุ่น PULSE (REVIEW) ทำหน้าที่เล่นไฟล์เพลงจาก NAS และ TIDAL แล้วส่งสัญญาณดิจิตัล PCM/DSD ผ่านการปรับสัญญาณ clock ใหม่ด้วยตัว Reclocker ของ Innuos รุ่น Phoenix USB ก่อนจะส่งผ่านไปที่ external DAC ของ Ayre Acoustic ‘QB-9 DSD Twenty’ (REVIEW) สลับกับ LAiV Audio ‘Harmony DAC’ (REVIEW) หลังจาก DAC แปลงสัญญาณดิจิตัลออกมาเป็นสัญญาณอะนาลอกแล้วจะถูกส่งเข้าไปที่อินพุตของปรีแอมป์ Makua ผ่านทางขั้วต่อบาลานซ์ XLR

ขับลำโพง Focal รุ่น Kanta No.1
เสียงของ Makua + Perca
นี่คือเสียงของแอมป์ class-D ที่อยากได้ยิน.!!
ขณะที่ผมนั่งฟังเสียงของปรี+เพาเวอร์ Mola Mola คู่นี้ ในใจผมหวนนึกไปถึงความรู้สึกเก่าๆ ที่ผมเคยมีกับแอมป์ที่ใช้ภาคขยาย class-D ในอดีต และคำว่า แห้ง, หยาบ และบาง ก็ผุดขึ้นมาในความทรงจำทันที ซึ่งยอมรับว่าเป็นความทรงจำในแง่ลบที่ผมมีกับแอมป์ class-D ในยุคนั้น
แต่พอเสียงที่แอมป์คู่นี้ถ่ายทอดออกมามันแผ่กระจายเข้ามาถึงหูของผม มันทำให้ผมรู้สึกสนเท่มาก เพราะผมแทบจะไม่ได้ยิน “อะไรแย่ๆ” ที่เคยได้ยินจากแอมป์ class-D ในอดีตเลย ยิ่งนั่งฟังนานไปเรื่อยๆ จากเพลงที่หนึ่ง ต่อไปถึงเพลงที่สอง.. เพลงที่สาม.. สี่.. ห้า.. เสียงที่ออกมาก็เปลี่ยนไปตามเพลง แต่ก็เช่นเคย คือผมแทบจะไม่ได้ยิน “อะไรแย่ๆ” อย่างที่แอมป์ class-D ในอดีตเคยเป็นออกมาจากปรี+เพาเวอร์ของ Mola Mola คู่นี้เลย.!!
ถึงนาทีนี้ ผมมั่นใจที่จะยืนยันว่า ถ้าจับนักฟังที่มีความเชี่ยวชาญปิดตาแล้วพาตัวเข้ามานั่งฟังเสียงของแอมป์คู่นี้แทนที่ผมตอนนี้เลย ผมเชื่อเหลือเกินว่า ถ้าไม่แอบกระซิบบอกกันไว้ก่อนก็ไม่น่าจะมีใครทายถูกว่ากำลังฟังเสียงของแอมป์ที่ใช้ภาคขยาย class-D อย่างแน่นอน..!!

อัลบั้ม : Song (TIDAL HIGH/FLAC-16/44.1)
ศิลปิน : Tutu Puoane
สังกัด : TIDAL (https://tidal.com/browse/album/31510541?u)
เพราะพอผมลองฟังเพลงร้องช้าๆ หวานๆ อย่างอัลบั้มของ Tutu Puoane ชุดนี้ ทั้งเสียงร้องและเสียงกีต้าร์ที่พุ่งผ่านลำโพง Focal ‘Kanta no.1’ ออกมานั้นมันช่างพลิ้วหวาน ต่อเนื่องและโปร่งลอย ถ้าปิดตาให้ฟังแล้วทาย ผมว่าโทนเสียงมันเหมือนฟังผ่านแอมป์หลอดซิงเกิ้ลเอ็นด์ หรือแอมป์โซลิดสเตทที่จัดวงจรขยาย class-A แล้วอัดไบอัสสูงๆ ซึ่งผมสังเกตว่า เสียงของปรี+เพาเวอร์ของ Mola Mola คู่นี้มันให้พื้นเสียงที่ใสมากเป็นพิเศษ นั่นทำให้ผมรับรู้ได้ถึงมวลฮาร์มอนิกที่แผ่กังวานเป็นระลอกออกไปจากตัวเสียงหลักแต่ละเสียงได้อย่างชัดเจน ในขณะที่ตัวเสียงหลักก็มีเนื้อมวลที่เข้มข้น ไม่ได้โปร่งบางจนผิดสังเกต..

อัลบั้ม : Belief (TIDAL HIGH/FLAC-16/44.1)
ศิลปิน : Leon Parker
สังกัด : TIDAL (https://tidal.com/browse/album/678192?u)
หลังจากสุ่มฟังเพลงที่หลากหลายจาก Playlist ที่ผมทำไว้ไปเรื่อยๆ (200 กว่าแทรค!) พอมาถึงเพลง Ray Of Light ของลีออน ปาร์คเกอร์ ผมก็พบว่ามีอะไรบางอย่างแว่วเข้ามาเตะหู มันเป็นความรู้สึกที่ผมได้ยินจากเพลงอื่นๆ มาเหมือนกันแต่ในเพลงนี้ได้ยินชัดเป็นพิเศษ คือว่าเพลงนี้เขาบันทึกเสียงใบฉาบที่ถูกไม้กลองเคาะออกมาได้ดีมาก ซึ่งปกติแล้ว ถ้ามีอุปกรณ์ตัวใดในซิสเต็มที่ส่งอิทธิพลกับเสียงของซิสเต็มมากๆ ในย่านเสียงแหลมมันจะแสดงผลออกมากับเสียงเคาะฉาบในเพลงนี้ให้สังเกตได้ คือเสียงเคาะฉาบในแทรคนี้มันช่วยสะท้อนบุคลิกการตอบสนองในย่านแหลมของอุปกรณ์ตัวนั้นนั่นเอง จากที่ผมได้ยินในซิสเต็มนี้ ซึ่งทวีตเตอร์ของ Focal ‘Kanta No.1’ ก็เป็นโดมโลหะ ถ้าโทนเสียงแหลมของเพาเวอร์แอมป์ Perca ตัวนี้มีลักษณะที่แห้งและมีเกรนหยาบแบบเดียวกับเสียงของแอมป์ class-D ในอดีต ผมจะต้องได้ยินอาการแห้งและหยาบออกมาจากลำโพงโฟคัลคู่นี้อย่างแน่นอน เพราะผมฟังในระดับความดังที่สูงมาก แต่ให้ตายเถอะ.!! เสียงเคาะใบฉาบที่ผมได้ยินจากเพลงนี้มันไร้ซึ่งความแห้งและความหยาบอย่างที่เคยได้ยินจากแอมป์ class-D ในอดีตโดยสิ้นเชิง แต่กลับเป็นเสียงเคาะฉาบที่มีความละเอียด ปลายเสียงแหลมเนียนและกระจายออกมาเป็นเม็ดฝอยๆ แตกตัวเป็นละอองเสียงที่ใส สะอาด และนุ่มหู ปลายเสียงก่อนสลายตัวไปออกจะติดฉ่ำนิดๆ ซะด้วยซ้ำ น้ำเสียงฟังเป็นผู้ดีมาก.!!
ซึ่งตรงนี้ทำให้ผมหวนนึกถึงเสียงแหลมของคู่แอมป์ NAD รุ่น M66 + M23 ที่ผมเพิ่งจะทำรีวิวออกไป ซึ่งตัวเพาเวอร์รุ่น M23 ก็เป็นแอมป์ที่ใช้ภาคขยาย class-D เช่นเดียวกัน และใช้โมดูล NCORE เหมือนกันด้วย โทนเสียงแหลมออกมาคล้ายกัน คือเนียนและสะอาด โทนของ M23 จะเจือความนุ่มนวลเคลือบอยู่บางๆ ในขณะที่ Perca ตัวนี้จะเจือความสดผสมอยู่บางๆ
โทนเสียงโดยรวมของ Makua + Perca ออกมาทางเปิดเผย สดกระจ่าง “ตลอดทั้งย่าน” พื้นเสียงใส ทำให้ตัวเสียงมีลักษณะที่ลอยตัวออกมาอย่างโดดเด่น ไม่จมลงไปกับพื้นเสียง สนองตอบกับสัญญาณทรานเชี้ยนต์ด้วยสปีดที่ฉับไว ตลอดการทดลองฟังผมไม่พบว่ามีอาการเฉื่อยเลย แต่ก็ไม่ได้เร่งไทมิ่งของเพลงให้เร็วขึ้น กลับแม่นยำและถูกต้องซะด้วยซ้ำไป คือถ้ามองในแง่ของจังหวะเพลงแล้ว ด้วยสปีดการตอบสนองสัญญาณทรานเชี้ยนต์ที่ฉับไวกลับเป็นผลดีกับเพลงเร็วๆ คือถ้าแอมป์ตอบสนองช้า จะดีกับเพลงช้าๆ คือเข้าไปช่วยเสริมความนุ่มของเพลงช้าให้มากขึ้น แต่พอฟังเพลงเร็วจะมีปัญหาตอบสนองทรานเชี้ยนต์ของสัญญาณไม่ทัน (เพราะแอมป์มี slew rate ต่ำ) จะส่งผลเสียต่อ “รายละเอียด” ของเสียง คือเมื่อแอมป์ตอบสนองสปีดของอิมแพ็ค (หัวเสียง) ไม่ทันกับสัญญาณอินพุตที่เข้ามา มันก็ทำให้โฟกัสไม่คม เพราะ transient response เกิด delay ส่งผลให้เสียงโดยรวมมีลักษณะเบลอมัว ขาดความคมชัดของอิมแพ็ค ฟังเพลงเร็วๆ แล้วจะขาดอรรถรส ขาดความเด็ดขาด เพราะมันจะออกมานัวๆ ไปหมด

อัลบั้ม : Rumours (Deluxe Edition) (TIDAL HIGH/FLAC-16/44.1)
ศิลปิน : Fleetwood Mac
สังกัด : TIDAL (https://tidal.com/browse/album/20501429?u)
ด้วยความสามารถในการถ่ายทอดพื้นเสียงที่มีความโปร่งและใสซึ่งปูพื้นเป็นแบ็คดรอปให้กับเสียงทุกเสียงของปรี+เพาเวอร์ Mola Mola คู่นี้ทำให้ผมอดกังวลไม่ได้ว่าเสียงทุ้มมันจะบางรึเปล่า? เพราะในอดีตผมเคยมีประสบการณ์กับเสียงของแอมป์ญี่ปุ่นแบรนด์ Denon ที่เคยใช้อยู่ช่วงหนึ่งซึ่งมันก็มีโทนเสียงออกมาโปร่งๆ ใสๆ คล้ายๆ แบบนี้ ผมพบว่าแอมป์เหล่านั้นมักจะให้เสียงทุ้มออกมาบาง ในขณะที่แอมป์ทางฝั่งอังกฤษและยุโรปที่ให้เบสมีมวลหนาๆ ก็มักจะให้พื้นเสียงที่ขุ่น ไม่โปร่งใสเหมือนแอมป์ของทางฝั่งญี่ปุ่น
ผมลองฟังเพลง The Chain ของวง Fleetwood Mac จากอัลบั้มชุดดัง Rumours (เวอร์ชั่น 2004 Remaster) พอเสียงเบสตอนต้นเพลงโน๊ตแรกดังขึ้นมา ผมก็ยิ้มออก.! โอ้วว..!! นอกจากเบสของแอมป์คู่นี้จะออกมาแน่นแล้ว มันยังให้น้ำหนักที่เน้นย้ำได้ใจมาก แถมสปีดก็ดี ไม่ช้าไม่เฉื่อย ฟังแล้วได้อารมณ์และความรู้สึก “สมจริง” เต็มไปด้วย energy เหมือนฟังจากการแสดงสด.. ถูกใจโก๋ขาร็อคเป็นอย่างยิ่ง..!!!

อัลบั้ม : Greatest Piano Concertos (TIDAL HIGH/FLAC-16/44.1)
ศิลปิน : Van Clibern, piano
สังกัด : TIDAL (https://tidal.com/browse/album/75686800?u)
พอเปลี่ยนมาฟังเพลงแนวคลาสสิก ถึงกับต้องยกมือทาบอกแล้วอุทานออกมาดังๆ ว่า “พระเจ้า.! มันใช่เลยยย..!!” เป็นเพราะพื้นเสียงที่ใสและสะอาด บวกกับอัตราเร่งของไดนามิกเร้นจ์ของตัวเพาเวอร์แอมป์ที่ทั้งเร็วและฉีดได้อย่างเต็มที่ ผสมกับเนื้อเสียงที่เนียนสะอาด คุณสมบัติเหล่านี้มันช่วยเสริมส่งให้ฟังเพลงคลาสสิกแล้วอะดรีนาลีนพุ่งกระฉูด..!!

ผมลองฟังอัลบั้มนี้ตอนใช้ Makua + Perca ขับลำโพง KEF ‘Blade One Meta’ เสียงที่ออกมายังกะเสียงสวรรค์ มันมลังเมลืองเหมือนนั่งฟังการบรรเลงสดๆ อยู่ในคาร์เนกี้ฮอลล์ ผมเชื่อเลยว่า คนที่รู้จักงานประพันธ์ Piano Concerto No.1 ของไชคอฟสกี้ชิ้นนี้ดีอยู่แล้ว เมื่อไรก็ตามที่ได้ยินงานบรรเลงชิ้นนี้ดังผ่านลำโพงอออกมา พวกเขาจะสัมผัสได้ว่าเสียงที่ได้ยินนั้นมันดีขนาดไหนหรือแย่ขนาดไหน เสียงกระแทกปลายนิ้วลงบนคีย์เปียโนของ Van Clibern ในแทรคแรกนี้คือไฮไล้ท์ระดับมงกุฏสำหรับงานบันทึกเสียงชิ้นนี้ “ถ้า” แอมป์ + ลำโพงสามารถถ่ายทอดเสียงเปียโนของแทรคนี้ออกมาได้ “เร็วพอ” ซึ่ง Makua + Perca พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า มันมีคุณสมบัติสอบผ่านในแง่นี้ไปได้อย่างสวยงาม.!
แอมป์ของ Mola Mola คู่นี้ถ่ายทอดเสียงเปียโนของ Van Clibern ในแทรคนี้ออกมาได้เยี่ยมยอดมาก แต่ละโน็ตของเปียโนดีดตัวออกมาจากลำโพง KEF สีแดงได้อย่างกระจ่างชัด หลุดลอยออกมาเป็นเม็ดๆ ทั้งเร็วและรับรู้ได้ถึงน้ำหนักทัชชิ่งของปลายนิ้วที่ประเคนลงไปบนคีย์อย่างชัดเจน ฉีกหนีออกมาจากเสียงของกลุ่มสตริงเครื่องสายได้อย่างเด็ดขาด (*RCA บันทึกเสียงเพลงนี้ด้วยระบบ 3-ch stereo ถ้าทุกอย่างถุกต้อง เสียงเปียโนจะต้องกระจ่างชัดแยกออกมาจากเสียงสตริงได้อย่างเด็ดขาด) ส่วนเสียงสตริงเครื่องสายจะยังไม่ถึงกับพลิ้วและนวลหูอย่างที่ควรจะเป็น แต่ก็ถือว่าปกติเพราะเวอร์ชั่น stereo ของเพลงนี้มิกซ์มาจากมาสเตอร์ 3 แชนเนล จึงหลีกเลี่ยงปัญหาทางเฟสไม่พ้น แค่ทำให้เสียงเปียโนหลุดลอยออกมาจากเสียงสตริงเครื่องสายได้ก็โอเคแล้ว (*เสียงที่ดีที่สุดของอัลบั้มนี้ต้องฟังผ่านเวอร์ชั่น SACD 3-ch ของค่าย RCA Living Stereo ผ่านแอมป์+ลำโพงที่เซ็ตอัพเป็นระบบมัลติแชนเนล)
ขั้วต่อเอ๊าต์พุตของปรีฯ Makua กับการปรับ gain ของเพาเวอร์ฯ Perca



ด้วยเหตุที่ช่องเอ๊าต์พุตของ Makua มีแต่ขั้วต่อ XLR เลยทำให้เกิดข้อสงสัยว่า ถ้าเอาปรีแอมป์ตัวนี้ไปใช้กับเพาเวอร์แอมป์ที่มีแต่ขั้วต่ออินพุตแบบซิงเกิ้ลเอ็นด์ RCA จะใช้ได้มั้ย.? และต้องทำยังไง.?
จริงๆ แล้วต้องบอกว่าใช้ด้วยกันได้ และที่ตัวเพาเวอร์ฯ Perca ก็ให้ขั้วต่ออินพุตทั้งสองแบบ ผมเลยทดลองเชื่อมต่อ Makua กับ Perca ผ่านทางอินพุต RCA ของ Perca ด้วยสายสัญญาณที่ติดขั้วต่อ RCA ทั้งสองข้าง โดยฝั่งที่ไปเชื่อมต่อกับเอ๊าต์พุต XLR ของ Makua ผมก็ใช้อะแด็ปเตอร์ XLR > RCA เข้ามาช่วย (ภาพกลางด้านบน) แต่การเชื่อมต่อลักษณะนี้ทำให้สัญญาณเอ๊าต์พุตจาก Makua มี gain ที่ “ต่ำกว่า” การเชื่อมต่อหัว–ท้ายผ่านขั้วต่อ XLR > XLR ครึ่งหนึ่ง ซึ่งทางผู้ผลิตก็เตรียมทางหนีทีไล่ไว้ให้แล้ว คือถ้าต่อผ่านอะแด็ปเตอร์ XLR > RCA แบบนี้แล้วพบว่าเกนไม่พอ คือเร่งวอลลุ่มแล้วเสียงออกมาไม่เต็ม อัดวอลลุ่มขึ้นไปสูงๆ ก็มีแต่ “ความดัง” ของย่านกลาง–แหลมออกมา แต่ทุ้มมาไม่พอ แนะนำให้ทดลองปรับ gain input ของตัวเพาเวอร์แอมป์ Perca ดู โดยดูว่า ปรับไปใช้เกน Lo แล้วเร่งวอลลุ่มเพิ่มขึ้นมาชดเชย เทียบกับใช้เกน Hi แล้วลดวอลลุ่มลงมาให้ได้ความดังตามที่เราต้องการ แบบไหนให้เสียงโดยรวมดีกว่ากันก็เลือกอ๊อปชั่นนั้น ซึ่งเป็นไปได้ทั้งสองรูปแบบ ขึ้นอยู่กับ “ความไวของลำโพง” และ “เกนจากแหล่งต้นทาง” เป็นตัวแปร
สรุป
ฟัง Makua + Perca ติดต่อกันอยู่นานเกือบเดือน ผมยอมรับเลยว่า ไม่มีอะไรที่ทำให้ผมรู้สึกสะกิดหูเลยว่าเสียงที่ได้ฟังนั้นมาจากแอมป์ที่ใช้ภาคขยาย class-D หลังจากได้ทดสอบแอมป์ที่ใช้ภาคขยาย class-D ยุคใหม่อย่าง Devialet ‘Expert Pro 220’, NAD ‘M66 + M23‘ และ Mola Mola ‘Makua + Perca‘ แบบจริงๆ จังๆ มาแล้ว ผมคิดว่า ถึงเวลาที่เราควรจะลบความคิดและความรู้สึกแย่ๆ ที่เคยมีกับภาคขยาย class-D ในอดีตออกไปได้แล้ว เสียงของ Makua + Perca ที่ผมได้ยินในการทดสอบครั้งนี้มันพิสูจน์ให้เห็นว่า Bruno Putzeys คนคิดค้นโมดูล Hypex กับทีมงานออกแบบแอมป์ Mola Mola คู่นี้สามารถขจัดข้อตำหนิที่เคยมีอยู่ในภาคขยาย class-D ออกไปได้จนหมดสิ้น มิหนำซ้ำ พวกเขายังสามารถดึงเอาคุณสมบัติเด่นของภาคขยาย class-D ออกมาแสดงอิทธิฤทธิ์ให้ประจักษ์อีกด้วย.!
ถ้ามีฝีมือในการ “แม็ทชิ่ง > เซ็ตอัพ > ปรับจูน” อยู่กับตัว ผมกล้าพูดเลยว่า ถ้าเอา Makua + Perca คู่นี้เป็นตัวตั้ง แล้วเลือกลำโพง, สายสัญญาณ, สายลำโพง และสายไฟเอซี รวมถึงอุปกรณ์เสริม เข้ามาจัดชุดเครื่องเสียงโดยมี Makua + Perca ทำหน้าที่ในส่วนของแอมปลิฟาย คุณก็สามารถสร้างชุดเครื่องเสียงที่ให้คุณภาพเสียงดีระดับไฮเอ็นด์ฯ ได้ง่ายๆ เพราะบุคลิกเสียงที่ Makua + Perca คู่นี้ให้ออกมามันมีพื้นฐานที่ดีอยู่หลายอย่าง ทั้งในแง่พื้นเสียงที่โปร่งใสและสะอาด, ในแง่ของการตอบสนองต่อสัญญาณอินพุตที่ฉับไว, noise ต่ำตลอดทั้งย่านเสียง และที่สำคัญมากคือ ประสิทธิภาพของกำลังขับที่มากพอ ทำให้สามารถดึงรายละเอียดออกมาจากลำโพงได้อย่างครบถ้วน และสามารถสวิงไดนามิกเร้นจ์ได้อย่างกว้างขวาง
Mola Mola ‘Makua + Perca’ เป็นปรี+เพาเวอร์ฯ ที่น่าสนใจมากคู่หนึ่ง แนะนำให้หาโอกาสไปทดลองฟังเสียงของแอมป์คู่นี้ให้ได้ อย่างน้อยก็เพื่อพิสูจน์ว่า เสียงของภาคขยาย class-D วันนี้ได้ถูกพัฒนามาจนถึงจุดที่ให้เสียงออกมาได้ดีไม่แพ้ภาคขยายคลาสใดๆ แล้ว..!!
********************
ราคา
ปรีแอมป์ Makua = 350,000 บาท / ตัว
เพาเวอร์แอมป์ Perca = 299,000 บาท / ตัว
********************
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่
บริษัท Komfort Sound
โทร. 083-758-7771
facebook: komfortsound



