CD Transport มีลักษณะภายนอกเหมือนกับ CD Player “เกือบ” ทุกอย่าง ความแตกต่างทางสรีระภายนอกระหว่าง CD Player กับ CD Transport มีอยู่แค่อย่างเดียว นั่นคือ ช่องเอ๊าต์พุตของสัญญาณอะนาลอก ซึ่ง CD Transport ไม่มีเอ๊าต์พุตแบบที่ว่านี้ เนื่องจาก CD Transport ไม่มีภาค DAC อยู่ในตัวนั่นเอง นั่นก็หมายความว่า CD Transport ถูกออกแบบมาให้ใช้งานร่วมกับภาค DAC ที่อยู่ภายนอกเป็นหลัก
เรียบง่าย.!
ณ ปัจจุบัน แบรนด์ผู้ผลิตเครื่องเล่นแผ่นซีดีแบบที่เรียกว่า CD Player เหลืออยู่น้อยมากแล้ว สาเหตุก็เพราะว่าคนส่วนใหญ่หันไปใช้บริการสตรีมมิ่งผ่านทางอินเตอร์เน็ตอย่าง Spotify และ TIDAL แทนการเล่นแผ่นจากเครื่องเล่น ทำให้ความต้องการเครื่องเล่นแผ่นซีดีแบบ CD Player มีน้อยลงเรื่อยๆ ทว่า ความต้องการเครื่องเล่นแผ่นซีดีแบบไม่มีภาค DAC ในตัวที่เรียกว่า CD Transport กลับมีเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นเพราะอะไร.?
สาเหตุเป็นเพราะว่า ปัจจุบัน ภาค DAC ได้รับการพัฒนาประสิทธิภาพสูงขึ้นเรื่อยๆ และได้เข้าไปแทรกตัวอยู่ในอุปกรณ์อื่นๆ มากขึ้น อย่างเช่น เข้าไปแฝงตัวเป็น Digital Input อยู่ในอินติเกรตแอมป์และปรีแอมป์ฯ ในขณะที่บางส่วนไปฝังตัวอยู่ในเครื่องเล่นไฟล์เพลงดิจิตัลสมัยใหม่อย่าง Music Streamer และ external DAC ที่กำลังนิยมกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน เมื่อคุณอัพเกรดซิสเต็มยุคเก่าให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นและมีความทันสมัยมากขึ้น ด้วยการเปลี่ยนแอมปลิฟายแบบเดิมมาเป็นแบบใหม่ที่มี digital input ในตัว (คือมีภาค DAC ในตัว) มาใช้ เมื่อนั้น คุณก็ไม่ต้องการเครื่องเล่นแผ่นซีดีที่มีภาค DAC ในตัวอีกต่อไป เพราะร้อยละ 90 ของอินติเกรตแอมป์และปรีแอมป์ในปัจจุบันล้วนมีอินพุต digital มาให้แล้ว ที่คุณต้องการคือเครื่องเล่นแผ่นซีดีแบบ CD Transport ซึ่งจะทำให้คุณมีอิสระในการอัพเกรดภาค DAC ไปได้เรื่อยๆ ในอนาคตนั่นเอง
Cambridge Audio CXC v2
ความจำเป็นสำหรับคนที่เก็บสะสมแผ่นซีดี
“แคมบริดจ์ ออดิโอ” เป็นแบรนด์ผู้ผลิตอุปกรณ์เครื่องเสียงไฮไฟฯ ของอังกฤษที่มีผลิตภัณฑ์เครื่องเสียงเกือบครบทุกชนิด ผลิตภัณฑ์หลักของ CA (ตัวย่อของ Cambridge Audio) คือแอมปลิฟายและเครื่องเล่นไฟล์เพลงผ่านเน็ทเวิร์คที่เรียกว่า Music Streamer ซึ่งมีรุ่นดังๆ อย่าง CXN เป็นที่รู้จักอยู่ในตลาดอย่างมาก ส่วนอินติเกรตแอมป์ของแบรนด์นี้ก็มีภาค DAC ในตัวพร้อมช่อง digital input มาให้เกือบทุกรุ่น

ด้านหน้า
1. ปุ่ม Standby/On
2. ปุ่ม Eject/Close
3. ช่องรับคลื่นรีโมทไร้สาย
4. จอแสดงผล
5. ลิ้นชักรับแผ่นซีดี
6. ปุ่ม Play/Pause
7. ปุ่ม Stop
8. ปุ่ม Skip/Scan

ด้านหลัง
9. เต้ารับสายไฟเอซี
10. สวิทช์เลือกโวลต์ของไฟ
11. ลู๊ปสัญญาณ I/O ของรีโมทจากภายนอก
12. ช่องอินพุตสำหรับตัวรับสัณญาณ IR ของรีโมทจากภายนอก
13. ช่อง Output ของสัญญาณดิจิตัลแบบ Optical และ Coaxial
CXC ตัวที่ผมได้รับมาทดสอบนี้เป็น version 2 (V2) มันถูกออกแบบมาด้วยความเรียบง่าย ตรงไปตรงมา ฟังท์ชั่นการทำงานก็มีแค่ฟังท์ชั่นมาตรฐานที่ใช้ในการควบคุมการเล่นแผ่นซีดีเท่านั้น อาทิเช่น Play, Pause, Stop, Repeat และ Random ส่วนฟังท์ชั่นพิเศษที่ติดตั้งมาให้ก็มีแค่ฟังท์ชั่นพื้นๆ อย่างเช่น APD (Auto Power Down) คือ ถ้าไม่มีการใช้งานเครื่องเล่นฯ นานถึง 30 นาที ตัวเครื่องจะปิดตัวลงเองโดยอัตโนมัติ เป็นการประหยัดพลังงาน นอกจากนั้นก็มีฟังท์ชั่นพิเศษในการเชื่อมต่อกับระบบควบคุมการสั่งงานจากภายนอกผ่านรีโมทฯ หรือระบบโฮมออโตเมชั่น แค่นั้นเอง
CXC v2 สามารถเล่นแผ่น CD, CD-R และ CD-RW ที่บันทึกข้อมูลเพลงอยู่ในมาตรฐาน CD-DA ที่มี TOC (Table of Contents) ที่ถูกต้องเท่านั้น แผ่น CD-ROM ที่บันทึกไฟล์เพลงรูปแบบอื่นๆ อย่างเช่น MP3 หรือ WMA ไม่สามารถเล่นบนเครื่องเล่น CD Transport ตัวนี้ได้
การควบคุมสั่งงานด้วยรีโมทไร้สาย
ในกล่องมีรีโมทฯ ไร้สายแถมมาให้ เป็นรีโมทแบบที่รวมคำสั่งสำหรับควบคุมใช้งานอุปกรณ์เครื่องเสียงในซีรี่ย์ CX ตัวอื่นๆ คือ CXA และ CXN อยู่ด้วย


บนแผงหน้าปัดของตัวเครื่องก็มีปุ่มคำสั่งต่างๆ เหมือนบนรีโมท แต่บนรีโมทไร้สายจะมีคำสั่งเพิ่มเติมขึ้นมามากกว่า 2 – 3 อย่าง นั่นคือ ปุ่มกดเพิ่มเลือกระดับความสว่างของจอแสดงผล (14) ซึ่งมีให้เลือกทั้งหมด 3 ระดับคือ สว่าง, สลัว และปิดหน้าจอไปเลย ปุ่ม Power/Standby (15) บนรีโมทใช้ปิด/เปิดเครื่องโดยตรงจากระยะไกลโดยไม่ต้องไปกดปุ่ม Power/Standby บนตัวเครื่อง ช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้งาน
ส่วนคำสั่งที่ใช้ในการควบคุมการทำงานของเครื่องถูกรวบรวมไว้ที่ด้านล่างของรีโมท (16) ซึ่งในนั้นมีปุ่มกดตั้งการทำงานของฟังท์ชั่น “เล่นซ้ำ” (Repeat)(17) และปุ่มกดตั้งทำงานของฟังท์ชั่น “สุ่มเล่น” (Random)(18) อยู่ด้วย
ทดสอบ
ผมนำ CXC v2 มาทดลองใช้งานร่วมกับอินติเกรตแอมป์ 2 – 3 ตัวที่มีอยู่กับตัวตอนนี้ ได้แก่ Marantz รุ่น M-CR612 (REVIEW), Quad รุ่น Vena II Play (REVIEW), Cambridge Audio รุ่น CXA81 และใช้งานร่วมกับ external DAC อีก 2 – 3 ตัว ได้แก่ Assemblage รุ่น DAC-2.6 ซึ่งเป็น external DAC รุ่นเก่ามาก ออกมาก่อนยุคไฟล์เพลง คือก่อนปี 2000 ใช้ชิป 24-bit ของ Burr-Brown เบอร์ PCM1704, ตัวที่สองเป็น external DAC รุ่นเล็กตัวเก่งของ MyTek รุ่น Liberty DAC (REVIEW) สุดท้ายเป็น fully discrete R-2R Resistor Ladders DAC ยี่ห้อ Audio-gd รุ่น R-1 เพิ่งได้มาทดสอบ โดยใช้ชุดปรีแอมป์+เพาเวอร์แอมป์ VTL รุ่น TL 2.5 + Magnet รุ่น SM-02 (REVIEW) สลับกับเพาเวอร์แอมป์หลอด VTL รุ่น MB125 ขับลำโพงที่ใช้ทดสอบซึ่งมีหลายคู่สลับกัน อาทิ Monitor Audio รุ่น Bronze 100 (REVIEW), Wharfedale รุ่น EVO 4.4 (REVIEW), Totem Acoustics รุ่น The One และ Audiovector รุ่น R1 Arrete ตัวใหม่ที่กำลังรอคิวทดสอบเร็วๆ นี้

น่าเสียดายที่บนรีโมทไร้สายไม่มีตัวเลขแทรคให้จิ้มเลือกเข้าไปโดยตรง ถ้าคุณต้องการเลือกเล่นเพลงที่อยู่กลางๆ อัลบั้ม คุณต้องใช้วิธีกดปุ่ม skip ไปข้างหน้าหรือถอยหลังจนกว่าจะเจอแทรคที่ต้องการ เสียเวลานิดนึง แต่หลังจากทดลองใช้งานไปสักพักผมก็เริ่มคุ้นเคยกับการฟังเพลงจากแผ่นซีดีที่ดึงเวลาในการฟังให้ช้าลงกว่าฟังจากไฟล์เพลง มันทำให้การฟังเพลงมีลักษณะที่ผ่อนคลายมากขึ้น คือขณะฟังเพลงไป ผมก็พลิกอ่านข้อมูลในปกแผ่นไปด้วย ได้ความรู้สึกเก่าๆ กลับคืนมา
เสียงของ CXC v2
มีข้อน่าสังเกตอย่างหนึ่ง คือ CXC v2 ใช้เวลาในการอ่าน TOC อยู่พักหนึ่ง คือหลังจากกดปุ่มให้ลิ้นชักดึงแผ่นซีดีเข้าไปในตัวเครื่องแล้ว บนหน้าจอของเครื่องจะปรากฏคำว่า “READING” แช่อยู่บนจอประมาณ 3-4 วินาที ก่อนจะแจ้งจำนวนแทรคกับเวลารวมของแผ่นนั้นขึ้นมา และหลังจากผมกดปุ่ม Play บนรีโมท ก็สังเกตได้ว่า ตัวเครื่องใช้เวลาอีก 1-2 วินาทีก่อนจะเริ่มเล่นเพลง ซึ่งเป็นอากัปกิริยาที่ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า ภายในตัวเครื่องมีการใช้ buffer ในการเก็บกักข้อมูลในการอ่านแผ่นหรือเปล่า.? แต่หลังจากเริ่มเล่นไปแล้ว ทุกอย่างก็ไหลลื่นเป็นปกติ ตัวเครื่องทำงานเงียบมาก ผมทดลองใช้การเชื่อมต่อทั้งทาง Coaxial ผ่านสาย Coaxial 75 โอห์ม และเชื่อมต่อทางช่อง Optical ด้วยสายไฟเบอร์อ๊อปติค TosLink
เบื้องต้นต้องขอบอกว่า เสียงของ CXC v2 แปรเปลี่ยนไปตามภาค DAC ที่นำมาใช้งานร่วมกับมัน ซึ่งหลังจากทดลองใช้งาน CXC v2 กับอินติเกรตแอมป์ และ external DAC หลายๆ ตัวที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว ผมอยากจะบอกว่า CXC v2 แทบจะไม่มีลักษณะเสียงของมันเองอยู่เลย สายดิจิตัลที่ใช้ก็มีส่วนทำให้คุณภาพเสียงและลักษณะเสียงเปลี่ยนไปได้เหมือนกัน ในการทดสอบผมใช้สายดิจิตัลโคแอ็กเชี่ยลของ Kimber Kable รุ่น Illuminati DV75 (เปลือกสีเหลือง) ให้เสียงที่ดีน่าพอใจ แต่คุณภาพของภาค DAC ที่อยู่ในตัวอินติเกรตแอมป์และ external DAC มีผลเยอะกว่า ส่งผลต่อเสียงโดยรวมจากการใช้งานร่วมกับ CXC v2 มากเป็นพิเศษ
CXC v2 ให้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจมากเป็นพิเศษตอนใช้งานร่วมกับ MyTek Liberty DAC โดยผ่านเข้าทางช่อง Coaxial มันให้ผลรวมของเสียงที่ผสมระหว่าง “รายละเอียด” กับ “ไดนามิก” ที่โดดเด่น ไม่ต่างไปจากการฟังด้วยไฟล์ WAV ผ่านทางช่อง USB มากนัก แต่สังเกตได้ว่า CXC v2 ให้ “มวลเสียง” ที่มีความหนาแน่นกว่าการเล่นไฟล์ WAV ผ่านทางช่อง USB นิดหน่อย แต่เป็นรองทางด้านสปีดกับไทมิ่งที่การเล่นไฟล์ WAV ทางช่อง USB ทำได้ดีกว่านิดหน่อย ถ้าไม่นับความแตกต่างเหล่านั้น (ซึ่งไม่ได้เยอะมาก!) ผมอยากจะพูดว่า เสียงของ CXC v2 ไม่ได้แพ้อินพุต USB เลย (เมื่อเทียบกับไฟล์ WAV 16/44.1 ที่เป็นอัลบั้มเดียวกัน)
สรุป
ถ้าคุณมีแผ่นซีดีเก็บสะสมอยู่เยอะ ไม่อยากริปออกมาเป็นไฟล์ และไม่ได้ต้องการสตรีมเพลงจากแผ่นซีดีเหล่านั้นไปตามโซนต่างๆ ภายในบ้าน เครื่องเล่นแผ่นซีดี ทรานสปอร์ต CXC v2 ของ Cambridge Audio ตัวนี้นับว่ามีความเหมาะสมกับการใช้เล่นแผ่นซีดีเหล่านั้นเป็นอย่างยิ่ง เพราะคุณภาพเสียงที่มันให้ออกมาไม่ต่างจากการสตรีมไฟล์เพลงผ่านทางอินพุต USB มากนัก คุณภาพเสียงโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ที่ดีได้มาตรฐานที่นักเล่นฯ เครื่องเสียงอย่างผมยอมรับได้
การใช้งานก็ง่ายๆ แบบเดียวกับการใช้งานเครื่องเล่นแผ่นซีดีที่คุ้นเคยนั่นเอง /
*************************
ราคา : 19,900 บาท / เครื่อง
*************************
สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
facebook: @CambridgeAudioThailand



